‘ธปท.’ ลุยจัดระเบียบค่าธรรมเนียมแบงก์ จ่อผุดเกณฑ์คุมถอนเงินสด5ล้านปราบเงินเทา
‘แบงก์ชาติ’ เล่นใหญ่!! เตรียมจัดระเบียบค่าธรรมเนียมสถาบันการเงินให้มีความเหมาะสม เป็นมาตรฐานเดียวกันและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง คาดได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือน พร้อมขีดเส้นไม่เกินกลางเดือน มี.ค. 69 คลอดเกณฑ์ถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาท ต้องรายงานวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ส่วนเฟสต่อไปฝากเกิน 5 ล้านบาทโดนด้วย หวังป้องปรามธุรกรรมสีเทา
24 ก.พ. 2569 - นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แบงก์ชาติอยู่ระหว่างการหารือกับธนาคารพาณิชย์ในการกำหนดมาตรฐานค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน (Standardized Fee) ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันค่าธรรมเนียมในบางธุรกรรมยังมีความแตกต่างกันมากในแต่ละสถาบันการเงิน และจำนวนที่เก็บก็ต่างจากต้นทุนมาก ดังนั้นในหลักการส่วนนี้จะถูกนำมาใช้เป็นมาตรการในการปรับโครงสร้างให้มีความเหมาะสม และเป็นมาตรฐานเดียวกันและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น
ทั้งนี้ จะแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. Transaction Fee ซึ่งตรงนี้อาจจะเริ่มต้นที่ 10-15 ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินก่อน เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนและถอนเงินข้ามเขต, ค่าธรรมเนียมการเรียกเก็บเช็คข้ามเขต, ค่าธรรมเนียมการขอสเตรทเม้น และค่าธรรมเนียมการออกบัตรเอทีเอ็ม เป็นต้น และ 2. SMEs Lending Fee เช่น ค่าธรรมเนียมการขอสินเชื่อของเอสเอ็มอี, ค่าธรรมเนียมการเขียนเอกสาร และค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับในการขอรีไฟแนนซ์ เป็นต้น ที่ปัจจุบันแต่ละสถาบันการเงินยังมีความแตกต่างกันมาก ตรงนี้ ธปท. จะเข้ามาดูเพื่อให้มีความเป็นกลาง พอเหมาะพอสม และสอดคล้องกับต้นทุนมากขึ้น
“ยืนยันว่าค่าธรรมเนียมจะต้องลดลงจากปัจจุบัน โดยตอนนี้อยู่ระหว่างการหารือกับสถาบันการเงิน และต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ ธปท. เข้ามาทำ เราจะเริ่มต้นจาก 10-15 ค่าธรรมเนียมก่อน ไม่ใช่กับค่าธรรมเนียมทุกตัว เอาแค่บางตัวที่เริ่มต้นก่อนเพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการขับเคลื่อนในระยะต่อไป โดยหวังว่าใน 2 เดือนนี้น่าจะเห็นอะไรที่ชัดเจนมากขึ้น และหากทำทันก็จะทำทันที ถ้าไม่ทันระยะเวลาบวกลบจะอยู่ระหว่างนั้น” นายวิทัย กล่าว
นอกจากนี้ ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก หรือไม่เกินกลางเดือนของเดือน มี.ค. 2569 ธปท. จะออกประกาศเกี่ยวกับเกณฑ์ในการถอนเงินสดที่เกิน 5 ล้านบาท โดยกำหนดให้สถาบันการเงินจะต้องมีหน้าที่ในการตรวจสอบและสอบทานอย่างละเอียด (Due Diligence : DD) ว่ามีการถอนเงินไปทำอะไร โดยยืนยันว่าหากเป็นการนำไปเพื่อทำธุรกิจปกติ มีความจำเป็นก็สามารถดำเนินการได้ปกติ ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไร
โดยตรงนี้ถือเป็นหนึ่งในแนวทางป้องปรามการใช้เงินสดซึ่งอาจจะเป็นต้นตอของธุรกรรมไม่พึงประสงค์ที่มีการสงสัยกัน ซึ่งจะมีการประเมินและติดตามผลการดำเนินการอย่างใกล้ชิด และในระยะถัดไปก็อาจจะใช้เกณฑ์ดังกล่าวกับการฝากเงินสดในจำนวนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปด้วย ซึ่งสถาบันการเงินจะต้องมีหน้าที่ตรวจสอบและตรวจทานอย่างละเอียดว่ามีการนำเงินมาจากไหน เพื่อป้องปรามเงินนอกระบบด้วยการเพิ่มความยากในการฝากและถอนเงินในจำนวนที่มากเกินไป
“อยากให้นึกภาพว่าคนปกติจะถือเงิน 5 ล้านไปทำอะไร คงไม่ใช่ จะซื้อที่ดิน จะซื้อรถ จะซื้อทอง มันใช้เงินโอน ใช้เช็คได้หมด และอยากย้ำว่าเกณฑ์ตรงนี้หากเป็นคนทำธุรกิจปกติ เช่น เอสเอ็มอี จะไม่มีข้อติดขัดอะไรแน่นอนถ้าสามารถแจ้งกับสถาบันการเงินได้ เพราะเรามองว่าเกณฑ์ตรงนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ป้องปรามไม่ให้ตัวเงินสดถูกนำไปใช้ในสิ่งที่ไม่พึงประสงค์” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ
ทั้งนี้ ยืนยันว่าตัวเลขวงเงิน 5 ล้านบาทนั้น เป็นตัวเลขตั้งต้นเพื่อให้เกิดการปรับตัวในอุตสาหกรรม เพราะ ธปท. มองว่าหากลดลงไปต่ำกว่านี้ เช่น 3 ล้านบาทอาจจะรุนแรงเกินไป จึงอยากให้ไปเจอกันตรงกลาง แต่ในอนาคตยอมรับว่าก็มีโอกาสที่อาจจะต่ำกว่า 5 ล้านบาท มาเหลือ 3 ล้านบาทได้ โดยต้องรอประเมิน และดำเนินการเป็นช่วง ๆ ไป โดยเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ของ ธปท. ที่กำลังดำเนินการ
อย่างไรก็ดี ในส่วนของแนวทางกำกับธุรกรรมทองนั้น ได้มีการกำหนดวงเงินการซื้อขายทองคำสกุลบาทผ่านแพลตฟอร์ม ต้องไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวันต่อแพลตฟอร์ม, ต้องมีการรายงานการซื้อขายทองคำตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป, ต้องรายงานการถือครองทองคำออนไลน์ (Stock) และต้องรายงานการถอนทองคำ (Physical Goal) มากกว่า 2 กิโลกรัม เป็นต้น เพราะต้องยอมรับว่าการขายทองมาก ๆ อาจจะ 3-4 วันใน 1 เดือน ก็มีผลทำให้เงินบาทแข็งค่าเกินจริง