โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ธปท.’ ลุยจัดระเบียบค่าธรรมเนียมแบงก์ จ่อผุดเกณฑ์คุมถอนเงินสด5ล้านปราบเงินเทา

ไทยโพสต์

อัพเดต 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 0.15 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

‘แบงก์ชาติ’ เล่นใหญ่!! เตรียมจัดระเบียบค่าธรรมเนียมสถาบันการเงินให้มีความเหมาะสม เป็นมาตรฐานเดียวกันและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง คาดได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือน พร้อมขีดเส้นไม่เกินกลางเดือน มี.ค. 69 คลอดเกณฑ์ถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาท ต้องรายงานวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ส่วนเฟสต่อไปฝากเกิน 5 ล้านบาทโดนด้วย หวังป้องปรามธุรกรรมสีเทา

24 ก.พ. 2569 - นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แบงก์ชาติอยู่ระหว่างการหารือกับธนาคารพาณิชย์ในการกำหนดมาตรฐานค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน (Standardized Fee) ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันค่าธรรมเนียมในบางธุรกรรมยังมีความแตกต่างกันมากในแต่ละสถาบันการเงิน และจำนวนที่เก็บก็ต่างจากต้นทุนมาก ดังนั้นในหลักการส่วนนี้จะถูกนำมาใช้เป็นมาตรการในการปรับโครงสร้างให้มีความเหมาะสม และเป็นมาตรฐานเดียวกันและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

ทั้งนี้ จะแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. Transaction Fee ซึ่งตรงนี้อาจจะเริ่มต้นที่ 10-15 ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินก่อน เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนและถอนเงินข้ามเขต, ค่าธรรมเนียมการเรียกเก็บเช็คข้ามเขต, ค่าธรรมเนียมการขอสเตรทเม้น และค่าธรรมเนียมการออกบัตรเอทีเอ็ม เป็นต้น และ 2. SMEs Lending Fee เช่น ค่าธรรมเนียมการขอสินเชื่อของเอสเอ็มอี, ค่าธรรมเนียมการเขียนเอกสาร และค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับในการขอรีไฟแนนซ์ เป็นต้น ที่ปัจจุบันแต่ละสถาบันการเงินยังมีความแตกต่างกันมาก ตรงนี้ ธปท. จะเข้ามาดูเพื่อให้มีความเป็นกลาง พอเหมาะพอสม และสอดคล้องกับต้นทุนมากขึ้น

“ยืนยันว่าค่าธรรมเนียมจะต้องลดลงจากปัจจุบัน โดยตอนนี้อยู่ระหว่างการหารือกับสถาบันการเงิน และต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ ธปท. เข้ามาทำ เราจะเริ่มต้นจาก 10-15 ค่าธรรมเนียมก่อน ไม่ใช่กับค่าธรรมเนียมทุกตัว เอาแค่บางตัวที่เริ่มต้นก่อนเพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการขับเคลื่อนในระยะต่อไป โดยหวังว่าใน 2 เดือนนี้น่าจะเห็นอะไรที่ชัดเจนมากขึ้น และหากทำทันก็จะทำทันที ถ้าไม่ทันระยะเวลาบวกลบจะอยู่ระหว่างนั้น” นายวิทัย กล่าว

นอกจากนี้ ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก หรือไม่เกินกลางเดือนของเดือน มี.ค. 2569 ธปท. จะออกประกาศเกี่ยวกับเกณฑ์ในการถอนเงินสดที่เกิน 5 ล้านบาท โดยกำหนดให้สถาบันการเงินจะต้องมีหน้าที่ในการตรวจสอบและสอบทานอย่างละเอียด (Due Diligence : DD) ว่ามีการถอนเงินไปทำอะไร โดยยืนยันว่าหากเป็นการนำไปเพื่อทำธุรกิจปกติ มีความจำเป็นก็สามารถดำเนินการได้ปกติ ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไร

โดยตรงนี้ถือเป็นหนึ่งในแนวทางป้องปรามการใช้เงินสดซึ่งอาจจะเป็นต้นตอของธุรกรรมไม่พึงประสงค์ที่มีการสงสัยกัน ซึ่งจะมีการประเมินและติดตามผลการดำเนินการอย่างใกล้ชิด และในระยะถัดไปก็อาจจะใช้เกณฑ์ดังกล่าวกับการฝากเงินสดในจำนวนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปด้วย ซึ่งสถาบันการเงินจะต้องมีหน้าที่ตรวจสอบและตรวจทานอย่างละเอียดว่ามีการนำเงินมาจากไหน เพื่อป้องปรามเงินนอกระบบด้วยการเพิ่มความยากในการฝากและถอนเงินในจำนวนที่มากเกินไป

“อยากให้นึกภาพว่าคนปกติจะถือเงิน 5 ล้านไปทำอะไร คงไม่ใช่ จะซื้อที่ดิน จะซื้อรถ จะซื้อทอง มันใช้เงินโอน ใช้เช็คได้หมด และอยากย้ำว่าเกณฑ์ตรงนี้หากเป็นคนทำธุรกิจปกติ เช่น เอสเอ็มอี จะไม่มีข้อติดขัดอะไรแน่นอนถ้าสามารถแจ้งกับสถาบันการเงินได้ เพราะเรามองว่าเกณฑ์ตรงนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ป้องปรามไม่ให้ตัวเงินสดถูกนำไปใช้ในสิ่งที่ไม่พึงประสงค์” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ

ทั้งนี้ ยืนยันว่าตัวเลขวงเงิน 5 ล้านบาทนั้น เป็นตัวเลขตั้งต้นเพื่อให้เกิดการปรับตัวในอุตสาหกรรม เพราะ ธปท. มองว่าหากลดลงไปต่ำกว่านี้ เช่น 3 ล้านบาทอาจจะรุนแรงเกินไป จึงอยากให้ไปเจอกันตรงกลาง แต่ในอนาคตยอมรับว่าก็มีโอกาสที่อาจจะต่ำกว่า 5 ล้านบาท มาเหลือ 3 ล้านบาทได้ โดยต้องรอประเมิน และดำเนินการเป็นช่วง ๆ ไป โดยเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ของ ธปท. ที่กำลังดำเนินการ

อย่างไรก็ดี ในส่วนของแนวทางกำกับธุรกรรมทองนั้น ได้มีการกำหนดวงเงินการซื้อขายทองคำสกุลบาทผ่านแพลตฟอร์ม ต้องไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวันต่อแพลตฟอร์ม, ต้องมีการรายงานการซื้อขายทองคำตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป, ต้องรายงานการถือครองทองคำออนไลน์ (Stock) และต้องรายงานการถอนทองคำ (Physical Goal) มากกว่า 2 กิโลกรัม เป็นต้น เพราะต้องยอมรับว่าการขายทองมาก ๆ อาจจะ 3-4 วันใน 1 เดือน ก็มีผลทำให้เงินบาทแข็งค่าเกินจริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...