โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมียนมา 45 ปีจากวิถีพุทธสังคมนิยม สู่รุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนผ่าน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หลังจากที่ผมได้เล่าเรื่องราวการลอบสังหารประธานาธิบดี ซุน ดู ฮวาน ของเกาหลีใต้ (แต่ไม่สำเร็จ) ที่ประเทศเมียนมา ก็มีคนสนใจส่งคำถามมาถามผมเรื่องในอดีต ที่คนถามน่าจะเคยได้ยินมาก่อน แต่ก็อาจจะลืมๆ ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม คำถามที่ท่านถามมา ทำให้ผมนึกถึงคำสนทนาของฯพณฯท่านรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ท่านสีห์ศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และเมียนมา ฯพณฯท่านตาน ส่วย ทำให้มีมาคิดย้อนหลังวันเวลาที่ผ่านมาในอดีต (พูดเหมือนคนแก่เลยนะ…ฮา) จึงอยากผมเล่าเรื่องราวย้อนหลังอีกหลายเรื่องของเมียนมา แต่ผมคิดว่าถ้าจะเล่าแบบมหากาฬเมียนมาจริงๆ อาจจะต้องเสียเวลาอีกหลายๆอาทิตย์เลยครับ

ผมจึงขอถอดบทเรียนจากการที่ใช้ชีวิตอยู่ในย่างกุ้ง มาอย่างยาวนานกว่า 35 ปี ตั้งแต่ปี 1990 จนถึงวันนี้ มาประมวลเป็นภาพบริบทของไทย-เมียนมาจะดีกว่าครับ

จากการได้อยู่ที่ย่างกุ้งมานาน สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้เสมอ คือ หัวใจของคนเมียนมาที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือความรักในอิสรภาพ และการหวงแหนอธิปไตยเหนือสิ่งอื่นใด ประวัติศาสตร์การเมืองของเพื่อนบ้านเราที่ยาวนานกว่า 45 ปี ตั้งแต่ยุคของนายพลเนวิน มาจนถึงยุคเปลี่ยนผ่านของท่านเต็งเส่ง จึงไม่ใช่เพียงภาพของความขัดแย้งอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มันคือการเดินทางอันโดดเดี่ยวของเมียนมา ซึ่งอาจจะเพื่อค้นหาเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวตนของพวกเขาเอง ท่ามกลางกระแสการเมืองโลกที่กดดันอยู่รอบด้าน

ย้อนกลับไปในช่วงปี 1966 ภายใต้นโยบาย“วิถีพม่าสู่สังคมนิยม” ของท่านนายพล เนวิน พม่าในยุคนั้น (ปัจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นเมียนมา) เลือกที่จะเดินบนเส้นทางที่ปิดสันโดษจากกระแสโลกในยุคสงครามเย็น เพื่อปกป้องเอกราชของตนเอง ไม่ให้ถูกมหาอำนาจแทรกแซง ความเด็ดขาดทางการทูตในยุคนั้นชัดเจนมากครับ ดังเช่น กรณีเหตุระเบิดเพื่อลอบสังหารผู้นำประเทศอื่น แต่ดันมาเกิดที่ย่างกุ้งในปี 1983 เมื่อเมียนมาพบว่าดินแดนของตนถูกใช้เป็นสมรภูมิสังหารโดยน้ำมือของรัฐต่างชาติ พวกเขาไม่ลังเลที่จะตัดความสัมพันธ์ทางการทูตทันที เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของบ้านเมือง ซึ่งเป็นดีเอ็นเอทางการเมืองของเมียนมา ที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

จนกระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในปี 1988 ที่หลายท่านจำภาพความวุ่นวายได้ดี แต่สำหรับคนที่เริ่มเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นในปี 1990 อย่างผม ผมกลับเห็นภาพของประเทศที่กำลังพยายาม “จัดระเบียบ” บ้านหลังใหญ่ ให้กลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง ภายใต้การนำของท่านนายพล ซอ หม่อง ต่อเนื่องมาจนถึงยุคของท่านนายพล ตาน ฉ่วย ที่แม้จะเผชิญกับพายุการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกอย่างหนักหน่วงเพียงใด แต่เมียนมากลับเลือกที่จะหันมาสวมกอดครอบครัวอาเซียน และกระชับมิตรภาพกับเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างไทยเรา ให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในช่วงทศวรรษ 1990 ที่ผมเริ่มเข้าไปบุกเบิกธุรกิจ ย่างกุ้งในวันนั้น อาจจะดูเงียบเหงาในสายตาคนนอก แต่สำหรับผมที่อยู่ข้างในกรุงย่างกุ้ง มันคือบรรยากาศของการเตรียมความพร้อมครั้งใหญ่ แม้โลกภายนอกจะมองเห็นเพียงภาพการปิดกั้น แต่ในภาคธุรกิจ ผมกลับเห็นความพยายามของคนเมียนมา ที่อยากจะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง โดยมีพี่น้องชาวไทยเป็นต้นแบบสำคัญ

ผมจำได้ดีว่าในยุคของท่านนายพล ตาน ฉ่วย แม้รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงอย่างสูงสุด แต่เขาก็เปิดพื้นที่ให้มิตรภาพทางเศรษฐกิจกับไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการชาวไทยจึงไม่ใช่แค่คนแปลกหน้า ที่เข้าไปเพียงเพื่อแสวงหาผลกำไร แต่พวกเราเข้าไปในฐานะเพื่อนบ้านที่เข้าใจดีว่า การสร้างประเทศต้องเริ่มจากการสร้างงาน และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวเมียนมา

การที่นักธุรกิจไทยและเมียนมา จับมือกันในโครงการเศรษฐกิจชายแดนต่างๆ ในช่วงนั้น จึงเปรียบเสมือนการวางอิฐก้อนแรก ให้กับเสถียรภาพของภูมิภาค โดยที่เราต่างเคารพในกฎกติกา และวิถีทางของกันและกันอย่างเคร่งครัด ผมเห็นความตั้งใจในการร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้เวลากว่า 15 ปี ไม่ใช่เพราะความล่าช้า แต่เพราะความละเอียดรอบคอบ ที่พวกเขาเชื่อว่าจะนำไปสู่ “ประชาธิปไตยแบบมีวินัยสไตล์เมียนมา” ที่คนในบ้านเป็นผู้กำหนดเอง จนนำมาสู่รุ่งอรุณแห่งการปฏิรูปครั้งใหญ่ ในยุคของท่านเต็งเส่งในปี 2010 ที่เราได้เห็นความใจกว้างและการเปิดประเทศ รับนักลงทุนต่างชาติ และจากไทยเข้าไปร่วมสร้างงานสร้างอาชีพ

สิ่งที่ผมสัมผัสได้ในช่วงเวลานั้นไม่ใช่แค่การเปิดประตูการค้า แต่มันคือการเปิด “ใจ” ครั้งสำคัญ ท่านเต็ง เส่ง ได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่แหลมคม ในการเปลี่ยนผ่านประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ก้าวหน้า ท่านให้เกียรตินักลงทุนไทยและจากนานาชาติ และมักจะย้ำเสมอถึงความสำคัญของการพึ่งพาอาศัยกันในแถบอาเซียน บรรยากาศในย่างกุ้งช่วงนั้นเต็มไปด้วยความหวัง และความกระตือรือร้น เป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เพื่อนบ้านมีความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง และก้าวข้ามการตัดสินด้วยอคติจากภายนอก ความร่วมมือที่ยั่งยืนย่อมเกิดขึ้นได้จริง

ตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์เกือบครึ่งศตวรรษที่ผมเล่ามานี้ สิ่งหนึ่งที่คนไทยเราควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง คือ เมียนมามีรูปแบบการจัดการปัญหาภายใน ที่ยึดเอาความมั่นคงและเอกภาพเป็นที่ตั้งเสมอมา การมีอิสรภาพที่แท้จริงของประเทศหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงการยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่คือการมีสิทธิ์ในการเลือกมิตรและเลือกเส้นทางเดินของตนเอง เมียนมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาให้ความสำคัญกับมิตรภาพที่อยู่บนพื้นฐานของความเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน

สำหรับการมองเพื่อนบ้านด้วยความเข้าใจ ในบริบทพื้นที่และความเคารพในอธิปไตยของกันและกัน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้มิตรภาพระหว่างประเทศไทยและเมียนมาเติบโตอย่างยั่งยืน การเป็นเพื่อนบ้านที่ “รับฟังมากกว่าตัดสิน” และ “สนับสนุนมากกว่ากดดัน” จึงเป็นกลยุทธ์ทางการทูตและทางธุรกิจที่ทรงพลังที่สุด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวภายในบ้านของเพื่อน ก็ควรให้เพื่อนเป็นคนจัดการ

ส่วนเราในฐานะกัลยาณมิตรก็พร้อมที่จะสนับสนุน และก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกันอย่างสง่างาม ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่า หากเรายังรักษาบรรยากาศแห่งความปรารถนาดีเช่นนี้ไว้ได้ ไม่ว่าลมทางการเมืองจะพัดเปลี่ยนทิศไปทางไหน มิตรภาพไทย-เมียนมาจะยังคงเป็นเสาหลักที่มั่นคงของภูมิภาคนี้ตลอดไปอย่างแน่นอนครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...