โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทคโนโลยีอวกาศในมือ NARIT ดาราศาสตร์ไทยจะไม่เหมือนเดิม

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“จากนี้ไปเวลาเรามองดวงจันทร์ภาพที่เราเห็นจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะมีอุปกรณ์ของไทยโคจรอยู่รอบๆ และมีลายนิ้วมือคนไทยติดไปกับยานโคจรดวงจันทร์ด้วย” ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) กล่าวในงาน NARIT Open Talk 2026: Vision in Action ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ ASTRONOMY+

ภารกิจ MATCH ไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่คือภาพแทนของการที่คนไทยกำลังก้าวออกไปยืนอยู่บนเวทีอวกาศระดับโลกด้วยความสามารถของตนเอง

บทพิสูจน์เทคโนโลยีไทย

29 สิงหาคม 2568 NARIT ส่งมอบอุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย “CE-7 MATCH” (Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope) ให้จีน เพื่อนำไปติดตั้งกับยานโคจรรอบดวงจันทร์ในภารกิจฉางเอ๋อ 7 เตรียมขึ้นสู่อวกาศปลายปี 2569 ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์อวกาศแห่งชาติจีน (NSSC)

CE-7 MATCH เป็นผลงานความร่วมมือระหว่างทีมวิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ไทย นำโดย NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสถาบันวิจัยชั้นนำของจีน ขั้นตอนการสร้าง Qualified Model (QM) ในช่วงเดือนมีนาคม - กรกฎาคม 2568

โดยไทยได้พัฒนาโครงสร้างชิ้นส่วนจำนวน 81 ชิ้นขึ้นเองทั้งหมด ณ ห้องปฏิบัติการขึ้นรูปชิ้นงานเชิงกลความละเอียดสูง ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จ. เชียงใหม่

โดยใช้วัสดุแมกนีเซียมอัลลอย (MB15) ที่ผ่านมาตรฐานการใช้งานในอวกาศ น้ำหนักเบา แข็งแรง และทนความร้อน พร้อมเคลือบนิเกิลและสีขาวเพื่อลดการดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์ ในขั้นตอนนี้ได้ทดสอบทั้งระบบไฟฟ้าและเชิงกลอีกครั้ง เพื่อแก้ไขข้อจำกัดและข้อผิดพลาดจาก Electrical Model

สำหรับภารกิจฉางเอ๋อ 7 มีเป้าหมายเพื่อไปสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์ที่คาดว่าอาจมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานในโครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station : ILRS)

ประกอบด้วยยานโคจรรอบ (orbiter) ยานลงจอด (lander) รถสำรวจ (rover) ยานกระโดดสำรวจ (hopper) และดาวเทียมถ่ายทอดสัญญาณ (relay satellite)

ประเทศไทยได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่จะติดตั้งไปกับยานดังกล่าว เพื่อโคจรรอบดวงจันทร์ นั่นคือ CE-7 MATCH ขนาด 14.6 × 14.5 × 26.5 เซนติเมตร มีภารกิจหลักคือการวัดอนุภาคพลังงานสูงในวงโคจรรอบดวงจันทร์ เพื่อตรวจสอบผลกระทบของรังสีคอสมิกและพายุสุริยะที่จะส่งผลต่อระบบเทคโนโลยี

สำหรับหมุดหมายสำคัญของภารกิจนี้ คือ การส่งยานมีกำหนดในช่วงวันที่ 10-20 สิงหาคม 2569 และคาดว่าจะได้รับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชุดแรกกลับมายังประเทศไทยในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน

บรรยายภาพ : กล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.8 เมตร บนฐานกล้องติดตามวัตถุท้องฟ้าความแม่นยำสูง แบบ Fork Mount ฝีมือคนไทย ออกแบบและพัฒนาโดยทีมวิศวกรเมคาทรอนิกส์ และทีมวิศวกรวิจัย กลุ่มเทคโนโลยีทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ NARIT ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบระบบต่าง ๆ เตรียมที่จะนำไปติดตั้งและใช้งาน ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา พิษณุโลก ในปีนี้ (ภาพ: www.facebook.com/NARITpage)

ภารกิจ MATCH จึงไม่ใช่เพียงการส่งอุปกรณ์ขึ้นสู่อวกาศ แต่คือการพิสูจน์ว่าคนไทยสามารถสร้างเทคโนโลยีระดับอวกาศได้ด้วยตนเอง และสะท้อนวิสัยทัศน์ที่มองดาราศาสตร์เป็นพื้นที่สร้างคน สร้างองค์ความรู้ และต่อยอดสู่อนาคตประเทศ

ก้าวล้ำสู่อวกาศ Astro Robotic

ประเทศไทยกำลังยกระดับศักยภาพด้านงานวิจัยดาราศาสตร์สู่ระดับสากล ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่เรียกว่า “Frontier Research” เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมจากฝีมือคนไทย

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือเทคโนโลยี Astro Robotic หรือระบบสมองกลอัตโนมัติเพื่อดาราศาสตร์ ทีมวิศวกรไทยได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้ออุปกรณ์มาเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีเองทั้งหมด โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุมกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ

“ระบบควบคุมเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติ” ที่สามารถควบคุมกล้องโทรทรรศน์ได้มากกว่า 1 ตัว ใช้สมองกลอัตโนมัติในการบริหารจัดการคิวระบบถูกออกแบบให้บูรณาการข้อมูลจากตัวตรวจวัดต่างๆ และตัดสินใจการทำงานได้เอง

เพื่อป้องกันอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์จากสภาพแวดล้อมภายนอก รวมถึงการบริหารจัดการระบบด้วยระเบียบวิธีด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานให้สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ

เชียงใหม่-ลำพูน พื้นที่ทักษะสูง

ปัจจุบันไทยสามารถสร้างกล้องโทรทรรศน์ต้นแบบที่ออกแบบและประกอบโดยคนไทย 100% ในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ซึ่งไม่เพียงแต่ใช้ในงานดาราศาสตร์ที่หอดูดาวแห่งใหม่ในจังหวัดพิษณุโลกเท่านั้น แต่ยังต่อยอดสู่ธุรกิจความมั่นคงทางอวกาศ (Space Situational Awareness) เพื่อติดตามดาวเทียมและขยะอวกาศ รวมถึงการสร้างระบบ AI Vision สำหรับตรวจจับอากาศยานไร้คนขับเพื่อการคุ้มครองชายแดน

เมื่อการพัฒนาต้นแบบ (Prototype) สำเร็จ สดร.มีแผนที่จะผลักดันให้เกิดการจัดตั้งบริษัทหรือกิจการใหม่ (Spin-off) ในเชียงใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะความต้องการกล้องโทรทรรศน์สำหรับติดตามดาวเทียมและขยะอวกาศซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ เชียงใหม่เป็นที่ตั้งของห้องปฏิบัติการขึ้นรูปชิ้นงานเชิงกลความละเอียดสูง (แม่ริม) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญระดับที่สามารถขึ้นรูปวัสดุพิเศษอย่างแมกนีเซียมอัลลอย (MB15) ซึ่งมีความยากและซับซ้อนสูง ความเชี่ยวชาญในการผลิตชิ้นส่วนระดับอวกาศนี้เป็นทักษะเฉพาะทางที่ตลาดแรงงานเทคโนโลยีขั้นสูงต้องการอย่างมาก

NARIT พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อผลักดันโครงการนำร่อง การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการขยายผลเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ “ดาราศาสตร์” ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างคุณค่า ความยั่งยืน และอนาคตทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศไทย และสังคมโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...