โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กฤตย์อิชย์ เลือดใหม่พรรคสีฟ้า ผู้เอาชนะบ้านใหญ่ จังหวัดตรัง ประชาธิปัตย์ กลับมาแล้ว

ไทยโพสต์

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตอนที่ลงสมัครแข่งขัน ก็รู้ตัวมาตลอดว่า เป็นรองเขา มาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อลงสมัครแล้ว ก็ตั้งใจหาเสียง ลงพื้นที่เข้าหาประชาชนทุกบ้าน จนรองเท้าขาดไป 3 คู่ ยิ่งผมเดินมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ได้รับการตอบรับจากพ่อแม่พี่น้องประชาชน ทำให้ผมมั่นใจว่าครั้งนี้ผมต้องได้รับชัยชนะแน่นอน ..คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้มาเป็นอันดับหนึ่งถึงเก้าจังหวัดในภาคใต้ กระแสประชาธิปัตย์ในภาคใต้กลับมาแล้ว เพียงแต่ว่าบางทีส.ส.เขตตัวบุคคล อาจจะต้องทำการบ้านเพิ่มขึ้นอีก เพราะมันมีปัจจัยอื่น ๆ มาแทรกด้วย

ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา หนึ่งในนักการเมือง ที่สร้างเสียงฮือฮาให้กับแวดวงการเมืองโดยเฉพาะการเมืองในภาคใต้ ก็คือผลการเลือกตั้งส.ส.ตรัง เขต 3 ที่ "กฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ จากพรรคประชาธิปัตย์"เอาชนะ "สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ อดีตส.ส.ตรัง สองสมัย จากบ้านใหญ่จังหวัดตรัง ลูกสาว โกหนอ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ ที่ย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ ไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย"โดยเอาชนะไปได้แบบขาดลอย ภายใต้การแข่งขันเลือกตั้งที่เป็นศึกสายเลือดจังหวัดตรัง ด้วย เพราะทั้งสองคน เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เนื่องจาก พ่อแม่ของทั้งสองคนเป็นพี่น้องกัน ทำให้ กฤตย์อิชย์ จึงเป็นหลานของทั้งโกหนอ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ และบุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ นายก อบจ.ตรัง บ้านใหญ่จังหวัดตรัง

สำหรับเส้นทางชีวิต ก่อนจะเข้าสู่การเมือง เตรียมเป็นส.ส.ตรังสมัยแรกกับการเป็นส.ส.พรรคสีฟ้า "กฤตย์อิชย์"เล่าชีวิตส่วนตัวให้ฟังว่า จบการศึกษาปริญญาตรี วิศวกรรมโยธา จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) หาดใหญ่ ประมาณปี 2553 โดยหลังเรียนจบ ก็ไปทำงานเป็นวิศวกรโยธา ในบริษัทรับเหมาก่อสร้างในพื้นที่บ้านเกิดจังหวัดตรัง

จากนั้นพอปี 2555 ก็เข้าสู่การเมืองท้องถิ่นโดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลย่านตาขาว อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ที่ก็ได้รับการเลือกตั้งเป็นสท.สมัยแรก และพออยู่ครบวาระ ก็ลงสมัครต่อและได้รับเลือกเป็น สท.สมัยที่สอง ซึ่งช่วงระหว่างนั้นก็ไปเรียนปริญญาโท จนจบปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ รามคำแหง

ต่อมา ในช่วงที่พรรคปชป.เริ่มเปิดรับสมัครบุคคลที่สนใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. โดยใช้แคมเปญ"ส.ส.ที่ดี คุณก็เป็นได้"จึงไปสมัครยื่นแสดงความประสงค์เพื่อเข้าสู่การคัดเลือกให้เป็นผู้สมัครส.ส.ของพรรคปชป. ที่เป็นการลงสมัครส.ส.ครั้งแรก

..สมัยเป็นสท.ก็ทำงานคลุกคลีอยู่กับพื้นที่ กับประชาชน โดยทำงานหลายอย่างเช่นการประสานงานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือดูแลประชาชน แลนำเรื่องเดือดร้อนของชาวบ้านเข้าไปพิจารณาหารือในที่ประชุมสภาเทศบาล เพื่อไปประสานต่อกับฝ่ายบริหาร เช่นปัญหาประชาชนเรื่องน้ำไม่ไหล ไฟไม่ติด และปัญหาทุกข์ร้อนทุกอย่างของประชาชนไปประสานฝ่ายบริหาร เพราะอำนาจของสท.ก็เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ทำให้ จะไปทำอะไรมากกว่าฝ่ายบริหารไม่ได้

หลักๆ คือนำเรื่องเดือดร้อนของประชาชนไปประสานงานแก้ปัญหา รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการ ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ทำให้ได้ประสบการณ์มาเยอะ นอกจากการเป็นสท.แล้ว การเมืองรอบๆนอกพื้นที่ ด้วยความที่เราก็เป็นคนมีพรรคมีพวก มีคอนเน็กชั่น เราก็ไปคลุกคลีอยู่ด้วย ด้วย ความที่เป็นนักการเมือง ที่ไม่ใช่บ้านใหญ่ แต่เราก็รู้จักคนเยอะ เลยทำให้เป็นคนที่พอมีพรรคมีพวกเยอะ

สำหรับตัวผมเอง เป็นคนที่มีความสนใจการเมืองมาตลอด ชีวิตก็โตมาจากการเมืองเพราะพ่อผมเอง ก็เป็นอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือสจ. ซึ่งตอนนี้ท่านเสียชีวิตแล้ว โดยตอนเป็นเด็ก ได้ติดตามคุณพ่อลงพื้นที่หาเสียงพบกับประชาชน ทำให้เลยซึมซับเรื่องการเมืองมาตลอด คือชอบการเมืองมาตั้งแต่เด็ก เลยไปเรียนปริญญาโทรัฐศาสตร์เพื่อต่อยอด

ส่วนที่เปลี่ยนจากการเมืองท้องถิ่นระดับเทศบาลมาสู่การเมืองระดับชาติ ลงสมัครส.ส.เป็นครั้งแรก ก็เพราะผมเล็งเห็นว่า ผมเป็นสท.ปัญหาบางเรื่อง มันขับเคลื่อนไม่ได้ ด้วยระบบของท้องถิ่น ระบบของอบจ.เลยมองไปถึงการเมืองระดับชาติ ต้องเอาเรื่องเข้าไปถกในรัฐสภา อะไรประมาณนี้ ผมเลยมองว่า ควรจะไปอีกขั้นหนึ่ง เพื่อที่ตัวเราจะได้นำปัญหาชาวบ้าน เข้าไปแก้ไขให้เป็นรูปธรรมได้มากขึ้นเลยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.

"กฤตย์อิชย์"เล่าถึงความผูกพันของตัวเองและครอบครัว กับพรรคประชาธิปัตย์ จนตอนนี้ กำลังจะเข้าไปเป็นส.ส.ตรัง พรรคสีฟ้า โดยบอกว่า ที่บ้านมีความผูกพันกับพรรคปชป.มายาวนานเพราะคุณแม่ผม ท่านก็ช่วยหาเสียงให้กับพรรคปชป.มาร่วม 30 ปี เรียกว่าตั้งแต่จำความได้ ก็สนับสนุนพรรคปชป.มาตลอด

ส่วนตัวผมเอง ก็มี นักการเมืองต้นแบบหรือrole model ก็คือ ท่านชวน หลีกภัย เพราะว่าเราก็พรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่เด็กเคยเข้าออกบ้านท่านชวน ก็บ่อย ท่านชวน เป็นไอดอลผม เป็นไอดอลของคุณแม่และของครอบครัว ท่านเป็นนักการเมืองตัวอย่าง เป็นอดีตนายกฯสองสมัย สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดตรังในหลายด้าน

สำหรับการลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ ยอมรับว่ามีเวลาเตรียมตัวน้อย เพราะต้องรอมติคณะกรรมการบริหารพรรคปชป.เคาะรายชื่อผมให้ลงเลือกตั้งในนามพรรค ซึ่งพรรคก็ประกาศรับรองวันที่ 25 มกราคม และวันที่ 27 มกราคม ก็ไปยื่นสมัคร ก็ยอมรับตรงนี้ว่าผมมากับกระแสจริงๆ แล้วก็จากประชาชนจริง ๆ และอีกอย่างคือ ทางพรรคเขาให้โอกาสผม และด้วยประสบการณ์ ความสามารถโปรไฟล์ที่ผมส่งให้พรรคพิจารณา บางทีพรรคเขาอาจจะเห็นโอกาส เห็นความเป็นไปได้ที่จะรักษาพื้นที่ไว้ได้

แล้วอีกอย่างคือพอพรรคปชป.เคาะประกาศชื่อผมวันที่ 25 มกราคม แล้วไปยื่นสมัครรับเลือกตั้ง 27 มกราคม แม้ผมมีเวลาเตรียมตัวน้อยก็จริงแต่ผมก็แสดงให้เขาเห็นแล้วว่าพอผมลงพื้นที่ ผมก็เต็มที่ ผมทำให้พรรคเห็นว่าผมมีความตั้งใจ แล้วชาวบ้านเขาก็ให้โอกาส ก็เป็นที่มาของชัยชนะ

สำหรับ กฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ กับ สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ มีความเกี่ยวข้องทางเครือญาติคือ นายสมชายหรือโกหนอ พ่อของสุณัฐชาเป็นน้องชายของแม่ กฤตย์อิชย์ เราเลยถามว่า การที่เป็นลูกพี่ลูกน้องเครือญาติกันแบบนี้ แล้วต้องมาแข่งขันกันเอง รู้สึกลำบากใจหรืออะไรยังไงกันหรือไม่ หรือว่า ต่างฝ่ายต่างก็สู้กันเต็มที่ "กฤตย์อิชย์"ตอบคำถามนี้ทันที ว่า"ใช่ครับ" เพราะผมก็สู้ในบทบาทของผมและในฐานะตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วเขาเองก็อยู่ในบทบาทอีกพรรคการเมืองหนึ่ง เราก็สู้กันแบบเหมือนกับพรรคอื่นเขาสู้กัน เพราะฉะนั้นไม่มีความลำบากใจหรือว่าไม่มีอะไรกันเลย

ศึกสายเลือด กับชัยชนะเหนือบ้านใหญ่ตรัง

และกับชัยชนะครั้งนี้ ที่เอาชนะบ้านใหญ่จังหวัดตรัง ที่เป็นเครือญาติและเป็นอดีตส.ส.ตรังสองสมัย มาได้ เราเลยถาม "กฤตย์อิชย์"เพื่อให้เขาอธิบายว่า ชัยชนะครั้งนี้้คิดว่าเกิดจากสาเหตุใด คำตอบของเขาคือ ตอนที่ลงสมัครแข่งขัน ก็รู้ตัวมาตลอดว่า เป็นรองเขา (สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ) มาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อลงสมัครแล้ว ก็ตั้งใจหาเสียง โดยลงพื้นที่เข้าหาประชาชนทุกบ้าน จนรองเท้าผมขาดไป 3 คู่และยิ่งผมเดินมากขึ้นเท่าไหร่ ผมก็ได้รับการตอบรับจากพ่อแม่พี่น้องชาวเขต 3 จังหวัดตรัง เลยทำให้ผมมั่นใจว่าครั้งนี้ผมต้องได้รับชัยชนะแน่นอน

คือผมค่อนข้างมั่นใจก่อนที่จะวันเลือกตั้ง เพราะพอเราเดินสัมผัสพื้นที่ เราเห็นประชาชนตอบรับ โดยคะแนนที่ได้มาในรอบนี้ 45,371 คะแนน เป็นคะแนนเสียงบริสุทธิ์ แต่ผมก็ตั้งใจไว้ว่า ผมจะเป็นผู้แทนของเสียงที่ไม่ได้รับเลือกผมด้วยทุกเสียงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมต้องลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แล้วคนที่ไม่เลือกผม ตัวผมก็ต้องลงพื้นที่ไปพบเขาเพื่อให้เขาได้รู้ว่า แม้เขาไม่เลือกผม แต่ผมเป็นผู้แทนในเขตนี้แล้ว ผมต้องทำให้เต็มที่ นี้คือสิ่งที่ผมกำลังจะทำอยู่

เพราะฉะนั้นผมมั่นใจว่า กระแสพรรคก็ส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องกระแสพรรคด้วย แต่ก็ด้วยการที่ผมลงไปทุ่มเทพื้นที่ แล้วก็ด้วยการที่ผมกับคุณแม่ผม ทำพื้นที่มาเป็นเวลา 30 ปี ชาวบ้านเขาก็ตอบรับโดยทันที โดยไม่ต้องใช้เวลาอะไรนานเลยหลักๆข้างต้น ก็คือสาเหตุที่ทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้

นอกจากนี้การที่หัวหน้าพรรคปชป. คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลงมาช่วยปราศรัยใหญ่ที่จังหวัดตรังเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ก็มีผลมาก เหมือนกับมาช่วยย้ำ เพราะก่อนหน้านั้น เรามั่นใจอยู่ในระดับหนึ่ง และยิ่งพอ หัวหน้าพรรค คุณอภิสิทธิ์ลงมาช่วยปราศรัยหาเสียงให้ก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจว่าโอเครอบนี้เราน่าจะต้านกระสุนได้ เพราะเราเดินมากับกระแสตั้งแต่ต้น เงินสักบาทก็ไม่จ่าย

เพราะว่าผมประกาศตั้งแต่ต้นว่าผมไม่มีการซื้อเสียง ผมเดินตามแนวทาง การเมืองสุจริต ตามแนวท่านชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ ผมก็ประกาศให้ชาวบ้านเขาได้รู้ ซึ่งตอนที่หัวหน้าพรรค มาขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ที่ตรัง มีประชาชนมาร่วมฟังการปราศรัยจำนวนมาก เราตั้งเก้าอี้ไว้ที่ประมาณ 10,000 คน แต่สุดท้ายเรามาประเมินดูจากหน้างานจริงคนที่มาฟังปราศรัยก็ประมาณเกือบ 20,000 กว่าคนเกือบแตะ 30,000คน ซึ่งคนมาฟังปราศรัยจนล้นไปถึงต้องปีนฟังบนต้นไม้ยังมีเลย

การเมืองสุจริต ภาคใต้-พรรคปชป.กลับมาแล้ว

"กฤตย์อิชย์-ว่าที่ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์"ย้ำว่า ที่ภาคใต้ ผลการเลือกตั้งที่ออกมา แสดงให้เห็นว่า กระแสพรรคปชป.ในภาคใต้กลับมาแล้ว เพราะว่าคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์(คะแนนปาร์ตี้่ลิสต์) ได้มาเป็นอันดับหนึ่งถึงเก้าจังหวัดในภาคใต้ เพียงแต่ว่าบางทีส.ส.เขตตัวบุคคล อาจจะต้องทำการบ้านเพิ่มขึ้นอีก เพราะมันมีปัจจัยอื่น ๆ มาแทรกด้วย ส่วนที่กระแสพรรคปชป.กลับมาแล้ว มองว่าเป็นเพราะนายอภิสิทธิ์ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคปชป.อีกครั้ง ทำให้เหมือนกับไปฟื้นความความศรัทธาของชาวบ้านที่เหมือนกับรอคอยอะไรบางอย่าง เหมือนกับบางคนในพื้นที่เขาก็อาจปันใจไปให้พรรคส้มบ้างในการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ แต่เลือกตั้งที่ผ่านมาเขาก็ กลับบ้าน กลับสู่อ้อมกอดของพรรคสีฟ้าประชาธิปัตย์ เหมือนกับชาวบ้านเขาก็เหมือนมีความหวัง คือเมื่อคุณอภิสิทธิ์กลับมา ประชาธิปัตย์ก็จะกลับมาได้

และสำหรับ"กฤตย์อิชย์"ที่เอาชนะสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ที่ถูกมองว่าเป็นคนของบ้านใหญ่จังหวัดตรัง เราเลยถามมุมมองเขาว่า มองเรื่องการเมืองบ้านใหญ่อย่างไรบ้าง ความเห็นของเขาที่บอกกับเราก็คือ สำหรับตัวผมเอง ผมใช้วิธีเดินพบปะชาวบ้าน แล้วก็ผมจะทลายกำแพงบ้านใหญ่ไปเลย คำถามดังกล่าว ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงเพราะว่าผมจะพยายามพูดกับชาวบ้านว่าผมไม่มีบ้านใหญ่ ผมบอกกับประชาชนว่า บ้านของผมก็คือเป็นบ้านหลักเล็ก ๆ บ้านชั้นเดียว แต่ในบ้านผม จะมีพี่น้องจำนวน 124,000 กว่าคนในเขต 3 เป็นสมาชิกในบ้านผม

ส่วนมุมมองในฐานะนักการเมืองหน้าใหม่ต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันนั้น ผมมองว่าด้วยสถานการณ์ทางการเมืองไทยและสถานการณ์การเมืองโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้นักการเมืองต้องปรับตัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนักการเมืองรุ่นใหม่ เหมือนอย่างตัวผมที่จะเข้าสู่การเมือง ก็จะมีการแข่งขันทางด้านข้อมูล ใครที่ครอบครอง บิ๊กดาต้า ได้มากกว่าคนนั้นก็จะย่อมได้เปรียบ เพราะพี่น้องประชาชนรู้เท่าทันนักการเมืองหมดแล้วในยุคปัจจุบัน การรับรู้ข่าวสารของประชาชนมีมากขึ้น นักการเมืองรุ่นใหม่ นักการเมืองหน้าใหม่ต้องรู้ข้อมูลมากขึ้น ต้องเสพข่าวสารมากขึ้น แล้วก็เอามาประยุกต์เพื่อสื่อสารกับประชาชน

สำหรับสโลแกน"การเมืองสุจริต"ที่พรรคปชป.ใช้ในการหาเสียงที่ผ่านมา และทำให้เขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง "กฤตย์อิชย์"มองว่า การเมืองสุจริต คือการทำการเมืองที่ไม่ซื้อเสียง คือการทำการเมืองที่ยึดโยงประชาชน เป็นการเมืองสีขาว เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง

สำหรับผมง่ายๆ เลย คือไม่ซื้อเสียง สำหรับนิยามของคำว่า การเมืองสุจริต เพราะผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าผมไม่ซื้อเสียงแม้แต่บาทเดียว

และต่อข้อถามที่ว่าที่ผ่านมระยะหลัง มีการพูดกันมากว่าที่ภาคใต้ มีการซื้อเสียงกันหนักมากขึ้นเรื่อยๆ มองปัญหานี้อย่างไร "กฤตย์อิชย์-ว่าที่ส.ส.ตรัง"ให้ความเห็นว่า มุมมองผมในฐานะนักการเมืองน้องใหม่ ผมก็อาจจะตอบได้แบบยังไม่เต็มที่ แต่ผมมองว่าที่มีการซื้อเสียงเกิดขึ้นในภาคใต้ ก็คือเมื่อก่อน เหมือนกับพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นพรรคใหญ่พรรคเดียวในภาคใต้เพราะฉะนั้นการซื้อเสียงอะไรแทบจะไม่มี แต่พอช่วงหลัง ก็มีพรรคการเมือง ที่เป็นพรรคตัวเลือกเพิ่มเข้ามา มีพรรคที่สอง พรรคที่สาม เข้ามา แล้วเขาก็มาใช้โมเดลก็คือการซื้อเสียง มันก็เลยอาจจะต้องมีในบางพื้นที่ อาจจะมีการแข่งขัน การซื้อเสียงจึงเกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้ผมก็ไม่ไปละลาบละล้วง หรือทราบได้ว่าเขาซื้อกันจังหวัดไหนตรงไหน แบบรุนแรงดุเดือดอะไรแบบนี้

"กฤตย์อิชย์"กล่าวทิ้งท้ายสำหรับคนที่สนใจจะเข้ามาทำงานการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตว่า พรรคปชป.มีสโลแกนตอนช่วงการเปิดรับสมัครบุคคลลงเลือกตั้งว่า ส.ส.ที่ดี คุณก็เป็นได้ ตัวผมเอง ที่จะเป็นส.ส.สมัยแรก และอาจได้เป็นต่อไปเรื่อยๆ หรือจะยังไงก็แล้วแต่ ซึ่งสุดท้าย สักวันหนึ่งผมก็ต้องมีวันที่จะหยุด

“ดังนั้น ใครที่มีความสนใจในการทำการเมืองแบบสุจริต แล้วก็ยึดมั่นในพรรคประชาธิปัตย์ คุณก็สามารถที่จะเป็นได้อย่างผมเหมือนกัน”

โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...