ทลายขบวนการนายหน้าบัญชีม้าส่งสแกมเมอร์ ตุ๋นเหยื่อสูญกว่า 30 ล้าน!
เมื่อวันที่ 17 ม.ค. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. /รอง ผอ.ศปอส.ตร. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ โดยสามารถคลี่คลายคดีสำคัญได้หลายคดี
คดีแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจบก.สส.ภ.4 เข้าจับกุม น.ส.รัชนก อายุ 37 ปี และ นายเกียรติศักดิ์ดา อายุ 56 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 575 และ 576/2568 ลงวันที่ 24 ธ.ค. 68 ข้อหา “ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าว เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ” ได้บริเวณหน้าโรงพยาบาลสระใคร ต.สระใคร อ.สระใคร จ.หนองคาย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ขยายผลจากการจับกุมขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมาก จนทราบว่าผู้ต้องหาทั้งสองทำหน้าที่เป็นนายหน้าจัดหาและเปิดบัญชีธนาคารเพื่อนำไปใช้ก่อเหตุ โดยมีการใช้รถยนต์สีขาว ลักษณะรถตู้ขนาดเล็กรับบัญชีด้วยตนเอง บางกรณีถึงขั้นพาไปส่งในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ก่อนติดตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว
จากการจับกุมพบอีกว่ากลุ่มคนร้ายมีความเชื่อมโยงกับคดีอาชญากรรมออนไลน์ช่วงเดือน พ.ย. 2567 – พ.ย. 2568 รวม 38 Case ID คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท นอกจากนี้ นายเกียรติศักดิ์ดายังถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน หลังตรวจค้นพบอาวุธปืนพกสั้น 2 กระบอก พร้อมกระสุนขนาด 9 มม. จำนวน 25 นัด ส่วน น.ส.รัชนกฯ ถูกจับกุมพร้อมของกลางเป็นบัญชีธนาคาร บัตร ATM โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และเงินสดจำนวน 103,790 บาท
คดีที่สอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.3 บก.สส.ภ.4 เข้าจับกุม น.ส.กัลยาพัฒน์ อายุ 24 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ที่ จ.53/2569 ลงวันที่ 14 ม.ค.69 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน”
ทั้งนี้สืบเนื่องจากคดีหลอกลงทุนออนไลน์ โดยคนร้ายใช้แอปพลิเคชัน TikTok ติดต่อผู้เสียหาย สร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาว ก่อนชักชวนลงทุนขายสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ต่างประเทศ อ้างผลตอบแทนสูง ระยะแรกสามารถถอนเงินได้จริง แต่ภายหลังไม่สามารถถอนเงินออกได้ อ้างเหตุให้โอนเงินเพิ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า สร้างความเสียหายกว่า 224,702 บาท
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าเงินถูกโอนเข้าบัญชีผู้ต้องหาโดยตรง และมีพฤติการณ์รับแลกเปลี่ยนเงินให้ชายชาวเมียนมาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เมื่อได้เงินครบตามยอด ผู้ต้องหาจะโอนเงินสกุลจ๊าดกลับไปยังบัญชีธนาคารในประเทศเมียนมา ได้รับค่าจ้างร้อยละ 1–3 ของยอดเงิน อีกทั้งยังพบบัญชีที่เกี่ยวข้องจำนวนมากเป็นบัญชีม้าแถวแรกที่เชื่อมโยงกับคดีฉ้อโกงอื่นอีกหลายคดีด้วย