โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

จับ "เจ๊เล็ก" อดีตรองนายกเทศมนตรี-เลขาคนสนิท เอี่ยว แก๊งคอลเซ็นเตอร์

Khaosod

อัพเดต 28 ก.พ. 2568 เวลา 07.47 น. • เผยแพร่ 28 ก.พ. 2568 เวลา 07.20 น.
จับ

เปิดปฏิบัติการ "ปิดเมืองคอน สยบภัยออนไลน์" จับ "เจ๊เล็ก" อดีตรองนายกเทศมนตรี-เลขาคนสนิท เอี่ยวคดี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดนแจ้งหลายข้อหาหนัก

วันที่ 28 ก.พ.2568 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. มอบหมายให้ พล.ต.ต.ศุภกร ผิวอ่อน ผบก.สอท.5 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ฐาปกรณ์ หนุมาศ ผกก.3 บก.สอท.5, พ.ต.ท.ปฐมพงศ์ มีอยู่ รอง ผกก.3 บก.สอท.5 และ พร้อมชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.5

ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ "ปิดเมืองคอน สยบภัยออนไลน์" ระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งมีการปิดล้อมตรวจค้นจับกุม จำนวน 3 เป้าหมาย ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ห้วงวันที่ 26-28 ก.พ.68

เปิดปฏิบัติการ

เปิดปฏิบัติการ "ปิดเมืองคอน สยบภัยออนไลน์" จับ "เจ๊เล็ก" อดีตรองนายกเทศมนตรี-เลขคนสนิท เอี่ยวคดี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดนแจ้งหลายข้อหาหนัก

พล.ต.ต.ศุภกร กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.5 ระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางออนไลน์ ในห้วง 26-28 ก.พ.68 ให้มีผลเป็นรูปธรรม โดยเจ้าหน้าที่ กก.3 บก.สอท.5 ได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ "ปิดเมืองคอน สยบภัยออนไลน์" ในการกวาดล้างอาชญากรรมทางออนไลน์ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีการจับกุมในคดีที่น่าสนใจดังนี้

คดีที่ 1 จับกุม 3 ผู้ต้องหาขบวนการสแกมเมอร์ลวงให้รักผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ชื่อดัง หลอกลวงเหยื่อสูญเงินรวมกว่า 10 ล้านบาท โดยปิดล้อมตรวจค้นจับกุมได้ในพื้นที่จ.นครศรีธรรรมราช

สืบเนื่องจากประมาณปลายปี 2566 ผู้เสียหายได้ใช้งานแอปพลิเคชันหาคู่ชื่อดังในโชเชียลมีเดีย และได้รู้จักกับบุคคลที่เชื่อว่าเป็นมิจฉาชีพ ได้ปลอมภาพโดยใช้ภาพหญิงสาวผู้อื่นทำให้ผู้เสียหายเกิดความสนใจ และได้แนะนำตัวเพื่อพูดคุยกัน ต่อมาได้มีการแลกไอดีไลน์เพื่อไว้ติดต่อพูดคุย

ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้พูดคุยกับมิจฉาชีพเรื่อยมา จนกระทั่งกลุ่มมิจฉาชีพได้อ้างว่า ตนเองมีธุรกิจเปิดโรงรับซื้อผลไม้(ล้งผลไม้) และอาชีพปล่อยเช่าห้องพัก จึงชักชวนผู้เสียหายร่วมลงทนในธุรกิจและจะแบ่งผลประโยชน์ให้

ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินให้กลุ่มมิจฉาชีพเรื่อยมาเป็นจำนวนหลายครั้ง รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ต่อมาผู้เสียหายไม่สามารถติดต่อกับบุคคลดังกล่าวได้ จึงเชื่อว่าตนเองน่าจะถูกกลุ่มมิจฉาชีพในขบวนการนี้หลอกลวงจึงได้มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.5

ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและวิเคราะห์เส้นทางการเงินจนสามารถ ขออนุมัติขอหมายศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีออกหมายจับกลุ่มมิจฉาชีพ ในขบวนการ จำนวน 3 ราย และในวันที่ 27 ก.พ.68 ชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.5 ได้ปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 3 เป้าหมาย

จับกุมผู้ต้องหาในขบวนการดังกล่าวได้ทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย

  • น.ส.ขวัญธิดา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จ.108/2568 ลง 25 ก.พ.68 ได้ที่บ้านพักใน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นตัวการหลักในการหลอกลวงผู้เสียหายและรับผลประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้เสียหาย
  • นายธนภัทร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จ.109/2568 ลง 25 ก.พ.68 ได้ในพื้นที่ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบัญชีม้าที่ผู้เสียหายโอนเงินให้กลุ่มมิจฉาชีพและเป็นหลานชายของ น.ส.ขวัญธิดา ที่นำบัญชีธนาคารมาใช้งาน
  • นางธัญสมร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จ.110/2568 ลง 25 ก.พ.68 ได้ที่บ้านพักใน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบัญชีม้าที่ผู้เสียหายโอนเงินให้กลุ่มมิจฉาชีพและเป็นน้าสาวของ น.ส.ขวัญธิดา

จากการสอบถาม น.ส.ขวัญธิดา ให้การรับสารภาพอ้างว่า ตนมีหนี้สินจำนวนมากจึงได้ปลอมโปรไฟล์ โดยนำภาพของหญิงสาวบุคคลอื่นที่หน้าตาดีมาตั้งเป็นภาพส่วนตัว เพื่อเลือกเหยื่อที่มีฐานะดีในแอปฯหาคู่

จากนั้นจะพูดคุยหว่านล้อมให้เหยื่อคิดว่าเป็นคนรักกัน และให้ช่วยเหลือเรื่องเงิน จากนั้นเมื่อเหยื่อหลงเชื่อและโอนมาให้ ก็จะตีตัวออกห่างและไม่ติดต่อกับผู้เสียหาย ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย ที่ร่วมขบวนการนั้นเป็นบัญชีม้าที่ได้นำมาใช้เพื่อให้เหยื่อโอนเงินให้โดยอ้างว่าบัญชีของตนมีปัญหาขัดข้อง

ทั้งนี้ จากตรวจสอบประวัติ น.ส.ขวัญธิดา พบว่ามีการถูกดำเนินคดีในลักษณะเช่นนี้อยู่หลายคดีและบางคดีอยู่ในชั้นอัยการ หรืออยู่ระหว่างรับสภาพหนี้เพื่อยุติคดีความกับผู้เสียหายรายอื่น หลังจากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.5 ดำเนินคดีต่อไป

พล.ต.ต.ศุภกร กล่าวต่อว่า ได้ย้ำเตือนว่าประชาชนที่ใช้แอปฯหาคู่ ให้ใช้วิจารณญาณในการพูดคุยกับบุคคลแปลกหน้าในโซเชียลมีเดียอาจเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ หรือถ้าบุคคลใดที่สนทนาด้วยนั้นให้โอนเงินเพื่อแสดงความรัก หรือแสดงความรู้สึกอื่นใด ให้สันนิษฐานก่อนว่าเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ จึงให้พึงระวังก่อนตกเป็นเหยื่อให้มิจฉาชีพในลักษณะลวงให้รัก หรือ โทรแจ้งที่สายด่วน 1441 หรือดาวน์โหลดแอปฯ Cyber Check เพื่อตรวจสอบกลุ่มมิจฉาชีพ

ส่วนคดีที่ 2 ควบคุมตัวอดีตรองนายกเทศมนตรีจันดี พร้อมเลขาคนสนิท หลังพบเอี่ยวกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน ที่ถูกจับกุมที่ ต.จันดี อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อต้นปี 2567

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มี.ค.67 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.5 สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ปิดล้อมตรวจคันตามหมายค้นในสถานที่สำคัญ พื้นที่ ต.จันดี อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นสถานที่ปฏิบัติการของกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยขณะนั้นสามารถจับกุมชาวจีนและชาวไทยได้จำนวน 63 ราย

จากการสืบสวนขยายผลพบกลุ่มคอยให้การสนับสนุนอำนวยความสะดวกแก่กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน รวมถึงกลุ่มที่มีส่วนได้รับผลประโยชน์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว คือ นางเรวดี (ขอสงวนนามสกุล) หรือ เจ๊เล็ก อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลจันดี และบุคคลในครอบครัว พร้อมลูกน้องคนไทย ซึ่งเป็นนอมินีของนางเรวดี จำนวน 5 ราย และชาวจีนที่อยู่ในขบวนการอีก 1 ราย

ต่อมาศาลจังหวัดทุ่งสง ได้อนุมัติหมายจับในฐานความผิด "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมๆ, ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ"

โดยคดีนี้มีผู้ตกเป็นผู้ต้องหา รวมทั้งสิ้น 72 ราย เป็นคนไทย 20 ราย และคนสัญชาติจีน 52 ราย ตำรวจได้ดำเนินการติดตามจับกุมบุคคคลตามหมายจับในคดีนี้เรื่อยมา ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีจำนวน 3 ราย

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.5 ได้ทำการสืบสวนและประชาสัมพัมธ์ให้บุคคลที่ยังหลบหนีอยู่ให้เข้ามามอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จนกระทั่งได้รับการประสานจาก นางเรวดี และ น.ส.ดุษฎี เลขาคนสนิท เพื่อขอเข้ามอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ต่อมาวันที่ 27 ก.พ.68 นางเรวดี และ น.ส.ดุษฎี ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.5 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งบุคคลทั้งสองเป็นบุคคลเดียวกันตามหมายจับ จึงได้ถูกจับกุมในความผิดฐาน "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงคนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมฯ, ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร,เเละร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ"

ทั้งนี้ ในชั้นจับกุม นางเรวดี และ น.ส.ดุษฎี ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและยังไม่ขอให้การในชั้นสอบสวน จากนั้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.5 และแจ้งพนักงานอัยการเข้าร่วมสอบสวน ก่อนนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดทุ่งสง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนีอีก 1 ราย คือสามีของนางเรวดีเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับ "เจ๊เล็ก" อดีตรองนายกเทศมนตรี-เลขาคนสนิท เอี่ยว แก๊งคอลเซ็นเตอร์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...