พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในกรุงเทพ ต้องรู้ก่อนซื้อบ้าน
ปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องใหม่ในกรุงเทพฯ เพราะฝนตกหนักเมื่อไหร่ น้ำต้องท่วมทุกครั้ง อยู่ที่จะมากหรือน้อยเท่านั้น ดังนั้น ก่อนซื้อบ้าน หรือซื้อคอนโด หากรู้เบื้องต้นว่าพื้นที่ไหนในกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ก็ช่วยให้สบายใจในการอยู่อาศัย หรือหาทางป้องกันและปรับปรุงบ้านได้ล่วงหน้า ลองมาดูว่าพื้นที่ไหนในกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมบ้าง
ทำไมกรุงเทพฯ ถึงน้ำท่วมบ่อย
สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้กรุงเทพฯ ประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่เสมอคือ
1. พื้นที่เมืองไม่มีพื้นที่รับน้ำ
ในอดีตกรุงเทพฯ ยังมีทุ่งนา ป่ากก ร่องสวน เป็นพื้นที่รับน้ำ แต่ปัจจุบันพื้นที่ทั้งหมดของกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงเป็นบ้าน คอนโด ซึ่งตั้งอยู่ในระดับสูงกว่าพื้นถนน เมื่อฝนตกลงมา น้ำทั้งหมดจึงไหลไปรวมที่ถนน
2. ขนาดของท่อระบายน้ำเล็กเกินไป
โดยกรุงเทพฯ เป็นเมืองเก่า ท่อระบายน้ำได้ก่อสร้างมานานแล้ว บางท่อมีขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30-60 เซนติเมตร ส่วนขนาดใหญ่ที่สุดประมาณ 80 เซนติเมตร
ท่อเหล่านี้แต่เดิมได้ออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำฝนในปริมาณที่ฝนตกไม่เกิน 60 มิลลิเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น แต่ปัจจุบันฝนที่ตกลงมามีปริมาณมากกว่า 100 มิลลิเมตร/ชั่วโมง ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน จึงก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง
อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครได้หาแนวทางในการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด อย่างเช่นการสร้างหรือปรับปรุงถนนใหม่ กำหนดให้มีการวางท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.20 เมตร รวมถึงการก่อสร้างท่อลอด Pipe Jacking จะใช้ท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.20 เมตร เช่นกัน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำลงสู่คูคลองต่อไป
3. ท่อระบายน้ำอุดตัน
ท่อระบายน้ำอุดตันเกิดจากหลายสาเหตุ อาทิ การสะสมของดินโคลน เศษวัสดุ ที่ชะล้างไหลมาจากถนนหรือตามโครงการก่อสร้าง รวมถึงจากร้านค้า หรือบ้านเรือนที่ทิ้งขยะ ทิ้งเศษอาหาร ไขมัน ลงมาตามท่อ ส่วนใหญ่จะไม่ผ่านระบบกรอง หรือระบบถังดักไขมัน
โดยของเสียประเภทไขมัน หากปล่อยทิ้งสะสมประมาณ 1 เดือนจะจับตัวเป็นก้อนชั้นหนา หากเกิน 10 เซนติเมตรจะมีผลทำให้น้ำไหลผ่านยากมาก
เช็กพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 14 จุด ใน 9 เขต
จากการสำรวจของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร พบว่า ในกรุงเทพฯ มีจุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง จำนวน 14 จุด ในพื้นที่ 9 เขต ประกอบด้วย
1. ถนนแจ้งวัฒนะ ช่วงจากคลองประปาถึงคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่
2. ถนนรัชดาภิเษก บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ เขตจตุจักร
3. ถนนพหลโยธิน บริเวณหน้าตลาดอมรพันธุ์และแยกเกษตร เขตจตุจักร
4. ถนนประชาราษฎร์สาย 2 บริเวณแยกเตาปูน เขตบางซื่อ
5. ถนนราชวิถี บริเวณหน้าราชภัฏสวนดุสิตและเชิงสะพานกรุงธน เขตดุสิต
6. ถนนพญาไท บริเวณหน้ากรมปศุสัตว์ เขตราชเทวี
7. ถนนศรีอยุธยา บริเวณหน้า สน.พญาไท เขตราชเทวี
8. ถนนจันทร์ ช่วงจากซอยบำเพ็ญกุศลถึงที่ทำการไปรษณีย์ยานนาวา เขตสาทร
9. ถนนสวนพลู ช่วงจากถนนสาทรใต้ถึงถนนนางลิ้นจี่ เขตสาทร
10. ถนนสาธุประดิษฐ์ บริเวณแยกถนนจันทร์ เขตสาทร
11. ถนนสุวินทวงศ์ ช่วงจากคลองสามวาถึงคลองแสนแสบ เขตมีนบุรี
12. ถนนเพชรเกษม ช่วงจากคลองทวีวัฒนาถึงคลองราชมนตรี เขตบางแค
13. ชอยหมู่บ้านเศรษฐกิจ จากถนนเพชรเกษมถึงวงเวียนกาญจนา เขตบางแค
14. ถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล ช่วงจากถนนพระรามที่ 2 ถึงคลองสะแกงาม เขตบางขุนเทียน
จุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง จำนวน 14 จุดดังกล่าว มีสาเหตุจากเป็นพื้นที่ต่ำเป็นแอ่งกะทะ ระบบท่อระบายน้ำเดิมมีขนาดเล็ก อยู่ไกลจากคลองระบายน้ำ พื้นที่รับน้ำน้อยลง ประกอบกับมีการสูบน้ำจากหน่วยงานและอาคารข้างเคียงลงท่อระบายน้ำขณะฝนตก และมีสาธารณูปโภคกีดขวางทางน้ำ เป็นต้น
สำหรับจุดเสี่ยงน้ำท่วม กรุงเทพมหานครได้นำเครื่องสูบน้ำไปติดตั้งเพิ่มเติม รวมทั้งได้ให้เจ้าหน้าที่สำนักการระบายน้ำ และสำนักงานเขตพื้นที่ในการเข้าประจำจุดเครื่องสูบน้ำล่วงหน้า 2 ชั่วโมงก่อนฝนจะตก เมื่อได้รับแจ้งจากศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมว่ากลุ่มฝนกำลังเคลื่อนตัวเข้าไปยังพื้นที่นั้น ๆ นอกจากนี้ยังได้ลดระดับน้ำในคลอง เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการรองรับปริมาณน้ำฝน ตลอดจนการเก็บขยะบริเวณสถานีสูบน้ำและตระแกรงรับน้ำฝนด้วย
เช็กพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก
จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้เก็บข้อมูลตลอด 9 ปี (พ.ศ. 2548-2556) พบว่า หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่รอบนอก โดยมีรายละเอียดดังนี้
พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย
พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยระดับ 1 พื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก 7-9 ปี และพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยระดับ 2 พื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก 5-6 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ โดยเฉพาะใน 2 เขต ได้แก่
- หนองจอก
- คลองสามวา
- ลาดกระบัง
- มีนบุรี
และบางส่วนในเขต
- สายไหม
- บางเขน
- คันนายาว
ค้นหาพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูงจากระดับความสูง-ต่ำ
ระดับความสูง-ต่ำในพื้นที่กรุงเทพฯ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้แต่ละพื้นที่มีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมไม่เท่ากัน โดยพื้นที่ในกรุงเทพฯ สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 1-1.5 เมตร เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น อาทิ เพชรบูรณ์ 114 เมตร นครราชสีมา 187 เมตร อุตรดิตถ์ 63 เมตร ราชบุรี 5 เมตร และภูเก็ต 2 เมตร ถือว่ามีระดับที่ไม่สูงมากนัก โดยแต่ละเขตมีความสูง ดังนี้
แม้ว่ากรุงเทพฯ หลายเขตจะอยู่ในช่วงระดับต่ำกว่า 0 เมตร จนถึงสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1 เมตร แต่น้ำกลับไม่ท่วมในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หากไม่นับเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ที่จะยอมให้ท่วมไม่ได้แล้ว ก็จะมีเขตบางนา ที่แม้พื้นที่ส่วนใหญ่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1 เมตร แต่น้ำกลับไม่ท่วม
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พบว่า ปริมาณฝนตก ในเขตกรุงเทพฯ มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5% ระดับน้ำทะเลสถานีหลัก บริเวณปากแม่น้ำทั้ง 4 คือ แม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยา และบางปะกง มีแนวโน้มสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1.3 เซนติเมตรต่อปี ขณะที่กรุงเทพฯ มีการทรุดตัวประมาณ 1 เซนติเมตรต่อปี ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น 3 มิลลิเมตรทุกปี
เช็กพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมจาก GISTDA
เช็กพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ผ่านเว็บไซต์ http://flood.gistda.or.th โดยจะเป็นการแสดงพื้นที่น้ำท่วมจากภาพถ่ายดาวเทียมไทยโชต และภาพถ่ายดาวเทียม Nasa Blue Marble
โดยข้อมูลจากเว็บไซต์นี้ สามารถตรวจสอบที่ดินเบื้องต้น ว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมแบบ Real time และข้อมูลแบบเป็นสถิติ ดังนี้
- แผนที่น้ำท่วมรอบ 7 วัน
- สถานการณ์น้ำท่วมเปรียบเทียบแต่ละปี มีให้เลือกตั้งแต่ปี 2549-2563
- ความถี่น้ำท่วมขังในรอบ 11 ปี
คำอธิบายสัญลักษณ์
- สีน้ำเงิน คือ 1 ครั้ง
- สีเหลือง คือ 2-4 ครั้ง
- สีม่วง คือ 5-7 ครั้ง
- สีแดง คือ 8-10 ครั้ง
พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมจากบทเรียนปี 54
หากย้อนไปดูสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2554 จะพบว่า พื้นที่ในกรุงเทพฯ แทบจะจมมิดใต้มวลน้ำมหาศาล ซึ่งบางเขตต้องกลายเป็นพื้นที่ทางผ่านของน้ำเพื่อระบายลงสู่ทะเล และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบกับใจกลางเมืองกรุงเทพฯ โดยจาก 50 เขต มีเพียง 12 เขต เท่านั้นที่เหลือรอดจากมวลน้ำมาได้ ได้แก่
- ทุ่งครุ
- ราษฎร์บูรณะ
- คลองสาน
- ป้อมปราบศัตรูพ่าย
- ราชเทวี
- วังทองหลาง
- พญาไท
- วัฒนา
- สาทร
- สวนหลวง
- ปทุมวัน
- บางนา
ส่วนที่เหลือมี 9 เขตที่เสียหายบางส่วนจากการขึ้น-ลงของระดับแม่น้ำเจ้าพระยา หรือได้รับผลกระทบในช่วงสั้น ๆ ได้แก่
- พระนคร
- ดุสิต
- สัมพันธวงศ์
- บางรัก
- บางคอแหลม
- คลองเตย
- ยานนาวา
- พระโขนง
- บางซื่อ
เขตที่ได้รับความเสียหายบางส่วนที่เกิดจากน้ำเหนือ แยกเป็น 2 ส่วน คือ เสียหายเกิน 20% มี 9 เขต ได้แก่
- ประเวศ
- คันนายาว
- มีนบุรี
- ลาดกระบัง
- หนองจอก
- สะพานสูง
- ลาดพร้าว
- บางกอกน้อย
- บางบอน
เสียหายน้อยกว่า 20% มี 8 เขตคือ
- ดินแดง
- ห้วยขวาง
- บึงกุ่ม
- บางกะปิ
- บางกอกใหญ่
- จอมทอง
- ธนบุรี
- บางขุนเทียน
สำหรับเขตที่เสียหายมากที่สุดเรียกว่าท่วมมากและท่วมนาน มี 12 เขต ได้แก่
- ตลิ่งชัน
- ทวีวัฒนา
- บางพลัด
- บางแค
- ภาษีเจริญ
- หนองแขม
- ดอนเมือง
- บางเขน
- สายไหม
- หลักสี่
- จตุจักร
- คลองสามวา
จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าปัจจัยที่น้ำจะท่วมหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสูงจากระดับน้ำทะเลเท่านั้น อาจรวมถึงเรื่องการดูแลความสะอาดของคนในพื้นที่ เพราะนอกจากฝนแล้วสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดน้ำท่วมคือปัญหาขยะอุดตันตามท่อระบายน้ำ ดังนั้นการเช็กพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมจำเป็นจะต้องพิจารณาหลายด้านประกอบกัน
สนใจรับบทความดีดี อัปเดต ข่าวอสังหาริมทรัพย์ และ อ่านคู่มือซื้อขาย พร้อม รีวิวโครงการคอนโดฯ ใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคา รวมถึง ทำความรู้จักกับทำเลฮอตทั่วกรุง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ-ขาย-เช่า