โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปรีชภักดิ์ ทีคาสุข : ดีลใหม่ของมหาธีร์ ชัยชนะของมาเลเซียต่อทุนจีน... จริงหรือ?

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 08.45 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการจัดประชุมใหญ่ประจำปีเกี่ยวกับโครงการ Belt and Road Initiative ซึ่งเป็นโครงการการลงทุนครั้งใหญ่จากรัฐบาลประธานาธิบดี Xi Jinping และมีการเชิญชวนผู้นำประเทศจากหลากหลายชาติทั่วโลกเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือและเจรจาพูดคุยถึงความคืบหน้าและวิวัฒนาการของโครงการที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของประเทศพันธมิตรทั้งหลาย

ซึ่งประเทศไทยนั้นก็เป็นอีกหนึ่งในประเทศผู้เข้าร่วมการประชุม แต่ก็มิวายมีภาพและกระแสแง่ลบออกมาโจมตีรัฐบาลไทยและตัวแทนรัฐบาลอีกเช่นเคย

ต่อกรณีการเสียผลประโยชน์ภายในโครงการลงทุนร่วมกับรัฐบาลจีน

และยังมีกระแสเปรียบเทียบรัฐบาลไทยและรัฐบาลมาเลเซียในการเปิดโต๊ะเจรจาผลประโยชน์แห่งชาติในโครงการลงทุน Belt and Road Initiative ที่กำลังจะลากเส้นทางการขนส่งโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ลงมายังไทยและมาเลเซียอีกด้วย

ประเด็นก็คือ ชาวเน็ตบ้านเรามักอวยกันว่านายกรัฐมนตรีมหาธีร์นั้นคือผู้ปลดปล่อยชาวมาเลเซียออกจากทุนผูกขาดอย่างทุนของประธาน Xi Jinping และรัฐบาลจีนที่หวังเข้ามากินรวบโครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของมาเลเซียแบบที่เคยทำกับในภูมิภาคแอฟริกาจนเกิดกับดักหนี้ระยะยาว (debt-trap) และต้องกลายเป็นเบี้ยล่างให้แก่รัฐบาลจีนไปในที่สุด

แต่ด้วยเพราะมหาธีร์สามารถบรรลุข้อตกลงชุดใหม่จากการเจรจาครั้งล่าสุดในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาว่าจะให้ทางจีนลดราคาของโปรเจ็กต์การสร้างทางรถไฟดังกล่าวจากชายฝั่งทางตะวันตกเชื่อมไปยังตะวันออก (East Coast Rail Link) ลง 1 ใน 3 (คือจาก 6 หมื่นกว่าล้านริงกิต เหลือประมาณ 4 หมื่นล้านริงกิต)

โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงแผนของการลงทุนและลดสเป๊กของโครงการรถไฟลงจากเดิมที่เคยตกลงกันไว้

ชาวเน็ตในไทยเห็นจึงออกอาการชอบอกชอบใจกันยกใหญ่ เห็นว่ามหาธีร์คือผู้ปลดปล่อยแก่ชาวมาเลเซีย และปกป้องผลประโยชน์ของชาติมาเลเซียที่กล้าจะต่อรองและมีอำนาจในการเจรจากับรัฐบาลจีน

ผมขออนุญาตตั้งคำถามกลับว่าเขามีอำนาจต่อรองกับจีนมากมายขนาดนั้นจริงๆ

หรือว่าเขามีความจำเป็นต้องสร้าง movement เช่นนั้นเพราะไม่มีทางเลือก

และเป็นฝ่ายจีนต่างหากที่เป็นฝ่ายอ่อนข้อยอมประนีประนอมให้?

ผมบอกได้เลยว่า จริงๆ แล้วมันมีอีกแง่มุมและอีก narrative หนึ่งของประเด็นในครั้งนี้

เราอาจมองได้ว่า Xi Jinping จำเป็นต้องง้อมาเลเซียและรัฐบาลมหาธีร์เพื่อทำให้โครงการลงทุน Belt and Road Initiative ของจีนนั้นดำเนินการต่อไปได้ภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แต่ในอีกมุมหนึ่งถ้าเกิดมองในภาพที่กว้างกว่านั้น อาจมองได้ว่ามาเลเซียยังคงพึ่งพาจีนเสียเป็นส่วนมากในทางเศรษฐกิจอย่างแยกไม่ขาด

โดยเฉพาะกับในตลาดการค้าส่งออกของมาเลเซียที่จำเป็นต้องส่งสินค้าไปยังจีนและรับเงินจากจีนกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

การประกาศจะล้มโครงการการลงทุนที่ไม่เป็นธรรมของจีนในมาเลเซียภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงแค่การขู่บลัฟฟ์กันทางการทูต (diplomatic bluffing) ที่มีแต่ผลทางจิตวิทยา

แต่ไม่มีผลเชิงบวกในระยะยาว

เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันเป็นเพียงแค่แผนการลีลาถ่วงเวลาและการแสดงความพยายามดิ้นรนเพื่อเสี่ยงหาข้อตกลงที่ดีขึ้น (ไม่มากก็น้อย) ในอนาคตก็เท่านั้น

และหลังจากการประกาศแข็งข้อกับจีนก็ทำให้ตัวเลขการส่งสินค้าออกของมาเลเซียตกลงไปกว่า 5%

ในส่วนของปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมัน น้ำมันดิบ การขนส่งไม้และผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากไม้ รวมถึงยางพารา จากผลของการเล่นเกมจิตวิทยากับรัฐบาลจีน และนอกจากปัจจัยที่เกิดจากการกดดันจากรัฐบาลจีนนี้ เศรษฐกิจของมาเลเซียเองก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ในปัจจุบันเป็นพื้นฐานอยู่แล้วด้วย

ดังนั้น ทำให้กลุ่มทุนและภาคธุรกิจเอกชนต่างๆ ภายในมาเลเซียเองก็เป็นฝ่ายที่เริ่มเรียกร้อง ร้องเรียน เพราะต้องได้รับความเดือดร้อนจากแผนการจะลดปริมาณการลงทุนจากกลุ่มทุนจีนที่เข้ามาในมาเลเซียลง จากท่าทีของมหาธีร์

ทำให้ภาคธุรกิจภายในมาเลเซียมีส่วนร่วมในการกดดันรัฐบาลมาเลเซียให้เปลี่ยนท่าทีและต้องเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อดึงทุนจีนกลับเข้ามาสู่สนามเศรษฐกิจมาเลเซียอีกครั้งให้ได้ จากเดิมที่กระแสอาจเคยพุ่งไปถึงขั้นยกเลิกโครงการการลงทุนจากจีนบางส่วน

แต่ทว่าด้วยความเสียหายต่อทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ทำให้มาเลเซียและภาคธุรกิจภายในมาเลเซียไม่อาจสามารถจะแบกรับภาระทางด้านนี้ได้ไหว

โครงการการลงทุนทางด้านโลจิสติกส์เหล่านี้จึงจำเป็นจะต้องถูกฟื้นขึ้นมาอีกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

และที่สำคัญที่สุดคือ มันมีประเด็นเรื่องผลของการผิดสัญญาอยู่ ตรงที่ว่าหากรัฐบาลมาเลเซียทิ้งหรือผิดสัญญาจากโครงการ Belt and Road ของจีนนี้ไป มาเลเซียจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อรัฐบาลจีนโดยการจ่ายค่าปรับ (ค่าฉีกสัญญา) ในราคาหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การประวิงเวลาไปเรื่อยๆ ตามพฤติการณ์ที่มหาเธร์แสดงออกไว้เมื่อปี 2018 จึงเป็นสิ่งที่มีแต่เสียกับเสียต่อตัวมาเลเซียเอง

การกลับออกมาพบกันครึ่งทางและโน้มน้าวให้รัฐบาลจีนกลับมาลงทุนในมาเลเซียมากขึ้นจึงเป็นผลดีในระยะยาวต่อมาเลเซียมากกว่า

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ ทำให้มหาธีร์จึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนมาแสดงออกถึงท่าทีที่เปิดกว้าง ต้อนรับต่อการลงทุนของรัฐบาลและกลุ่มทุนจีนที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งถัดๆ ไป

ซึ่งมีแผนที่จะเข้ามาลงทุน พัฒนาพื้นที่ภายในมาเลเซียเพิ่มเติมต่อในโครงการ AI Park และการสร้างศูนย์กลางทางด้านเทคโนโลยีให้แก่มาเลเซีย ซึ่งเดิมทีภาคธุรกิจในมาเลเซียเองมีความต้องการทุนจีนในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในระดับที่สูงขึ้นอยู่แล้ว

เพราะกลุ่มบริษัทด้านเทคโนโลยีของจีนนั้นสามารถจะเข้ามาช่วยพยุงและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่กลุ่มธุรกิจภายในท้องถิ่นด้านเทคโนโลยี IT และกลุ่มธุรกิจที่มีการดำเนินบนแพลตฟอร์มดิจิตอลเป็นตัวกลางของมาเลเซียได้

โดยภาคธุรกิจของมาเลเซียนั้นเชื่อว่ามาเลเซียมีจุดเด่นทางด้านทรัพยากรและต้นทุนที่ดีซึ่งเหมาะแก่การพัฒนาต่อยอดไปในทางด้านการเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีระดับภูมิภาค

การดึงทุนจีนในกลุ่มอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีมาร่วมทุนและร่วมพัฒนาเศรษฐกิจมาเลเซียจึงเป็นทางออกและทางเลือกที่สวยงามสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในมาเลเซียเอง

เพราะการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากกลุ่มอุตสาหกรรม IT ของจีนมาสู่มาเลเซียจะช่วยต่ออายุอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของมาเลเซียไปได้ไกลยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ภายหลังม่านการเจรจาทางการทูตระหว่างจีน-มาเลเซียนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้ถูกเปิดเผยทั้งหมด 100% จึงไม่มีใครทราบได้ว่าการเจรจาเพื่อต่อรองลดค่าใช้จ่ายและสัดส่วนความรับผิดชอบของภาคท้องถิ่นมาเลเซียภายในโครงการ East Coast Rail Link (ECRL) ที่มหาธีร์ไปดีลไว้กับ Xi Jinping เมื่อช่วงสงกรานต์นั้นมีข้อตกลงอะไรสอดไส้เข้ามาบ้าง

และมหาธีร์นำข้อเสนอหรือสิ่งใดไปแลกกับ Xi Jinping เพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลจีนส่งของขวัญชิ้นใหญ่เป็นการลดค่าใช้จ่ายในโครงการมหาศาลครั้งนี้ได้

หรือข้อเสนอเหล่านั้นอาจเป็นข้อเสนอที่พยายามจะดึงทุนจากจีนกลับเข้ามายังมาเลเซียให้มากขึ้นภายหลังโครงการ ECRL ก็ย่อมเป็นไปได้

เราต้องลองมองในหลายๆ กรอบ หลายๆ ด้าน เพราะในภาพแนวขวางที่กว้างขึ้นมานั้น มาเลเซียยังคงต้องการพึ่งพาจีนมากกว่าที่จีนจำเป็นจะต้องพึ่งพามาเลเซีย

แม้ว่าจีนเองจะมองว่ามาเลเซียคือจุดหักเหสำคัญในการแก้เกมทางภูมิรัฐศาสตร์การค้าการเดินเรือของจีนที่มีต่อสหรัฐอเมริกาก็ตาม

แต่ถ้าเทียบกันในเชิงสมการของเศรษฐกิจแล้วมาเลเซียมีโอกาสให้เสียในเกมการต่อรองชุดนี้มากกว่าที่จีนจะเสียให้มาเลเซีย

และแม้ว่าสถานการณ์บนพื้นผิวอาจจะกำลังชี้ให้พวกเราเห็นว่าจีนต้องยอมอ่อนข้อให้แก่ท่าทีอันแข็งกร้าวของนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ที่พยายามก่อกระแสต้านทุนจีนภายในมาเลเซีย

แต่ภายในเบื้องลึกหลังม่านการทูตและโต๊ะเจรจาของทั้งสองฝ่ายแล้ว มันเป็นไปได้ยากเอามากๆ ที่จะสามารถตั้งแง่สรุปได้ว่าดีลครั้งนี้คือชัยชนะของมหาธีร์และชาวมาเลเซีย

เพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งที่มหาธีร์นำไปแลกกับ Xi Jinping บนโต๊ะเจรจานั้นคืออะไร

และจะมีสิ่งใดแอบแฝงแลกเปลี่ยนแถมมากับดีลใหญ่ครั้งนี้หรือไม่

สถานการณ์ทุนจีนภายในมาเลเซียจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องถูกจับตามองให้ใกล้ชิดมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...