4 เหตุผลต่างชาติลุยซื้อหุ้น วัคซีน COVID-19 ไทยได้ประโยชน์มากที่สุด
ในช่วงที่ผ่านมามีปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง ทั้งประเด็นการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ชัดเจนแล้วว่า โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้ง หลังจากนั้นก็มีข่าวดีเรื่องการประกาศผลการทดลองวัคซีนโควิด-19 โดยบริษัทยาไฟเซอร์ อิงค์ (Pfizer) ของสหรัฐฯ และไบโอเอ็นเท็ค (BioNTech) เยอรมนี ประสบความสำเร็จในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมากกว่า 90% สำหรับผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน จึงส่งผลให้ดัชนีหุ้นทั่วโลกดีดตัวขึ้นรับข่าวทันที
นักวิเคราะห์ต่างมองกันว่าหาก โจ ไบเดน ชนะเลือกตั้งจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่ ที่รวมถึงไทยด้วย เพราะนโยบายที่โจไบ เดน ประกาศนั้น จะมีการเก็บภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้น จึงทำให้กระแสเงินไหลกลับเข้ามายังตลาดหุ้นเกิดใหม่ และยิ่งมีข่าววัคซีนโควิด-19 เข้ามาอีกด้วย ดังนั้นจากทั้ง 2 ปัจจัยบวกที่เข้ามาอย่างพร้อมเพรียงตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลบวก Fund Flow มากน้อยแค่ไหน เรามาหาคำตอบไปด้วยกัน
จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เมื่อวันที่ 9-10 พ.ย.2563 นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อหุ้นไทย โดยวันที่ 9 พ.ย.ซื้อสุทธิ 2,304.42 ล้านบาท ล่าสุดวันที่ 10 พ.ย.2563 ซื้อสุทธิสูงถึงระดับ 18,898.58 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหากนับตั้งแต่ต้นปี 2563 ถึงวันที่ 10 พ.ย.2563 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวมแล้วสูงถึง 283,851.97 ล้านบาท
“ตลาดหุ้นไทยยังมีดีพอให้ต่างชาติกลับมาเหลียวมองโดยในช่วง 2 ดังกล่าว ต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นไทย 2.12 หมื่นล้านบาท แต่คำถามคือ ซื้อจริงหรือแค่ปรับพอร์ตระยะสั้น ถ้าอิงตามสถิติที่ต่างชาติไม่เคยขายสุทธินานเกิน 15 เดือน และภาวะ Underperform ภูมิภาคอย่างมาก เรามั่นใจว่าต่างชาติจะมียอดเป็นซื้อสุทธิในเดือนนี้ แต่จะยาวนานถึงปีหน้าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยการเมืองและการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว
โดยสมมติฐานเบื้องต้นของเรายังคาดว่าเป็นกระแสเงินส่วนเกิน (Excess Fund Flow ) ที่เข้ามาปรับสมดุลภาวะ Underperform ควบคู่ไปกับการเก็งกำไรค่าเงินบาท จากผลของการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งในภาวะปกติจะมีกินเวลา 1-3 เดือน ส่วนหุ้นที่คาดว่าจะได้อานิสงส์จากการไหลเข้าของกระแสเงินรอบนี้คือ หุ้นที่ NVDR ขายออกไปมากและยอดถือครองยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย YTD ซึ่งได้แก่ AOT, BBL, PTTEP, IRPC, MINT, ADVANC, DTAC, CPF, STEC โดยคาดว่าการไหลเข้าของกระแสเงินอาจกลับไปสะดุดอีกครั้งในช่วงกลาง พ.ย. ต้นธ.ค. 63 เพื่อรอดูความชัดเจนด้านปัจจัยการเมือง
ต่างชาติเร่งซื้อหุ้นมากขึ้น
ปีนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้ว 2.84 แสนล้านบาทดังกล่าว (ถึงวันที่ 10 พ.ย. 63) โดยยอดขายสุทธิสะสมพุ่งไปถึง 3.05 แสนล้านบาท ก่อนจะติดลบน้อยลงจากแรงซื้อสุทธิใน 2 วันทำการรวม 2.12 หมื่นล้านบาทดังกล่าว โดยสาเหตุที่ทำให้ต่างชาติพลิกกลับมามองหุ้นไทยประเมินได้จาก
1.ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ช่วยลดแรงกดดันด้าน Trade War หนุนให้กระแสเงินไหลกลับมาฝั่งเอเชียมากขึ้น 2.การควบคุม COVID-19 ของเอเชียทำได้ดีกว่ายุโรปและสหรัฐฯ จึงคาดหวังเศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วกว่า โดยเฉพาะประเทศที่มีธุรกรรมการค้าเชื่อมโยงจีน
3.การพัฒนาวัคซีน COVID-19 ระยะที่ 3 จาก 11 ราย คาดว่าจะมีผลเชิงบวกต่อเนื่อง หลังจาก Pfizer และ BioNTech ประกาศผลการทดลองเบื้องต้นว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า 90% ในการป้องกัน COVID-19 เมื่อนำมาใช้กับผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ขณะที่ Sputnik V ของรัสเซียก็ไม่น้อยหน้า ออกมาให้ความเห็นถึงประสิทธิภาพของวัคซีนในระดับที่ใกล้เคียงกัน และ4 ภาวะ Underperform ของตลาดหุ้นไทย โดยถ้าพิจารณาถึงวันที่ 10 พ.ย. 63 พบว่า SET INDEX ยัง -19% YTD เทียบกับกลุ่ม TIPs ที่ -15% YTD, MSCI EM ที่ +7% YTD, และ MSCI AP ex JP ที่ +11% YTD
ต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทย 15 เดือนติดต่อกัน
หลังจากที่ต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทย 15 เดือนติดต่อกัน ทำให้เราไม่ได้คาดหวังการไหลเข้าของกระแสเงินมากนัก แต่เมื่อต่างชาติพลิกกลับมาซื้อหุ้นไทยในระดับที่มีนัยสำคัญ จึงทำให้ปัจจัยด้านสภาพคล่องส่วนเกิน (Excess Fund Flow ) กลายเป็นตัวแปรที่อาจสร้าง Positive Surprise ให้กับตลาดหุ้นไทย โดยเรามีข้อสังเกตอยู่ 4 ประการ คือ
1.ต่างชาติอาจหยุดสถิติการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยไว้ที่ 15 เดือนติดต่อกัน โดยถ้าย้อนไปครั้งล่าสุดที่ต่างชาติขายหนักต่อเนื่องคือ ต.ค. 60 - ธ.ค. 61 เป็นระยะ 15 เดือนติดต่อกัน รวม -3.2 แสนล้านบาท รอบนี้นับถึง ต.ค. 63 ต่างชาติขายสุทธิมาแล้ว 15 เดือนติดต่อกัน เป็นไปได้สูงที่จะสลับมาเป็นซื้อสุทธิใน พ.ย. 63
2.ตลาดหุ้นไทย Underperform ภูมิภาคอยู่มาก โดย Performance YTD ยังแย่กว่า TIPs ราว 5% และแย่กว่า MSCI AP ex JP ราว 30% 3.Downside ในการปรับประมาณการของนักวิเคราะห์เริ่มจำกัด หลังหุ้นใหญ่รายงานงบไตรมาส 3/63 ใกล้เคียงหรือดีกว่าคาด โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์ที่ Underperform ตลาดอยู่ราว 20% YTD
และ 4. เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าจากผลการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด แม้ยอดส่งออกและท่องเที่ยวจะทรุด แต่การนำเข้าและการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังเป็นบวก จึงทำให้เงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่ากว่าภูมิภาค ซึ่งยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้กระแสเงินทุนระยะสั้นไหลเข้า
หุ้นที่ NVDR ลดน้ำหนัก น่าสนใจเก็งกำไร
ในภาวะปกติ เกณฑ์ในการคัดเลือกหุ้นที่คาดว่าจะเป็นเป้าหมายการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ เราจะประเมินจากภาวะ Underperform และหุ้นที่มีโอกาสถูก Short Covering ซึ่งเราคาดว่าการเร่งตัวของหุ้น Vaccine Play วานนี้ได้สะท้อนภาพดังกล่าวไปแล้วพอควร เราจึงใส่เงื่อนไขเพิ่มเติม โดยพิจารณาจากหุ้นที่ NVDR ขายสุทธิไปมากในปีนี้และยอดถือครองยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย YTD ซึ่งยังมีหุ้นกลุ่ม Vaccine Play ติดเข้ามาอยู่บางตัว ได้แก่ AOT, BBL, PTTEP, IRPC, MINT, ADVANC, DTAC, CPF, STEC โดยเราคาดว่าจะเห็นแรงซื้อคืนผ่าน NVDR ในหุ้นเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง
แต่ด้วยความที่สมมติฐานของเรา ประเมินการไหลเข้าของกระแสเงินรอบนี้เป็น Hot money ที่หวังเก็งกำไรควบคู่กับค่าเงินบาท จึงเป็นคำแนะนำสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น โดยมีความเสี่ยงทางการเมืองที่อาจทำให้การไหลเข้าของกระแสเงินกลับมาสะดุด เพื่อรอดูความชัดเจนอีกครั้งในช่วงกลาง พ.ย. - ต้น ธ.ค. 63
ไทยรับอานิสงส์มากสุดจากวัคซีน COVID-19
เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บอกว่า Fund Flow วานนี้กระแสเงินทุนไหลเข้าภูมิภาค 556 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเข้า TIP มากกว่าเอเชียตะวันออก นำโดยไทย 620 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งได้ประโยชน์มากที่สุดจากพัฒนาการของวัคซีน COVID-19 ส่วนไต้หวันและเกาหลีใต้ซึ่งมีเม็ดเงินไหลเข้าหนาแน่นในช่วงก่อนหน้า พลิกมาไหลออก 210 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ แนวโน้มของกระแสเงินทุนคาดว่ายังอยู่ในทิศทางไหลเข้าจากบรรยากาศการลงทุนที่ยังผ่อนคลายและคาดเม็ดเงินยังไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง
ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย มากสุดเป็นอันดับ 2 ตั้งแต่จัดตั้งตลาดฯ
ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ยังมองบวกต่อ Fund Flow มากขึ้นอีกเช่นกัน โดยมีสัญญาณไหลเข้าที่ชัดเจนมากขึ้น ดีต่อ SET Index ในระยะกลาง-ยาว ซึ่งระบุว่าพัฒนาการของวัคซีนใกล้เข้าสู่เส้นชัย ถือเป็นข่าวดี ที่ตลาดหุ้นไทยเฝ้ารอ และเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยในข้างต้น 1.8 หมื่นล้านบาท (มากสุดเป็นอันดับ 2 ตั้งแต่จัดตั้งตลาดฯ) โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม Cyclical ที่เป็นจุดสนใจของเม็ดเงินลงทุนอย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้ NVDR Trading ที่ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นในกลุ่ม Cyclical อย่าง AOT KBANK MINT มากสุด 3 อันดับแรก และขายสุทธิหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการแพร่ระบาด COVID-19 และ Outperform มาก่อนหน้านี้อย่าง STGT,STA
ตลาดหุ้นไทยยัง Laggard
โดยสาเหตุมาจากปัจจัยกดดันภายนอกที่ผ่อนคลายลงทั้งเรื่อง พัฒนาการวัคซีน และการเลือกตั้งสหรัฐฯที่รู้ผลประธานาธิบดีเรียบร้อยแล้ว อีกทั้ง SET Index ยัง Laggard ตลาดหุ้นโลกและเพื่อนบ้านอยู่มาก โดยหากพิจารณาสัดส่วนการถือครองของต่างชาติทั้งโดยตรงและผ่าน NVDR ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ โดยมีสัดส่วนล่าสุดอยู่ที่ 25.81% ขณะที่ช่วงต้นปี 2556 อยู่ที่ระดับสูงถึง 35.66%
ดังนั้นจึงเริ่มเห็นการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยมาสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นสังเกตได้จาก Bond Yield 10 ปี ของสหรัฐเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 0.96% บวกกับค่าเงินเอเชีย และค่าเงินบาทอยู่ใน Momentum ที่แข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมีโอกาสได้กำไรจาก Fx Gain เพิ่มเติม
ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งใน Spotlight สำคัญ สำหรับ Fund Flow ไม่ว่าจะเป็นของต่างชาติหรือสถาบัน บวกกับมีแรงหนุนอีกแรงจากหุ้นที่ถูกคัดเข้า MSCI Index ซึ่งกล่าวไว้ในหัวข้อถัดไป แต่บางช่วงเวลานักลงทุนระวังการ Take Profit ที่อาจเข้ามาในช่วงสั้น โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index อยู่ที่ 1330-1353 จุด