โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ฟังมุมคิด "ซันโทรี่-เป๊ปซี่โค" "วิธีดีที่สุดคือเราต้องสร้างคนขึ้นมา"

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2561 เวลา 04.00 น.
โอเมอร์ มาลิค

นับจากมีการเปิดตัวบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ “SPBT” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2561 ผ่านมา โดยมี“โอเมอร์ มาลิค” นั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการคนแรกของ SPBT จึงทำให้สปอตไลต์ฉายไปที่ตัวเขาทันที

เพราะดั่งที่ทราบ ซันโทรี่จากญี่ปุ่นถือหุ้น 51% ขณะที่เป๊ปซี่โคจากสหรัฐอเมริกาถือหุ้น 49%

แต่กลับยอมให้ “โอเมอร์ มาลิค” ดำรงตำแหน่งแม่ทัพสูงสุดขององค์กร ทั้งนั้นเพราะเขาเคยเป็นกรรมการผู้จัดการของเป๊ปซี่โคมาก่อน หรืออาจเป็นเพราะเขาเข้าใจอุตสาหกรรมธุรกิจเครื่องดื่ม และธุรกิจเครื่องดื่มน็อนแอลกอฮอล์มากที่สุด

หรืออาจเป็นเพราะเขาเข้าใจ “คน” ของเป๊ปซี่โคมากที่สุด เพราะหลังจากมีการร่วมทุน (joint venture) ของทั้ง 2 บริษัท ปรากฏว่ามีพนักงานของเป๊ปซี่โคลาออกเพียง 2% เท่านั้นเอง ส่วนที่เหลืออีก 98% กลับเลือกที่จะอยู่กับ SPBT

คำถามที่ต้องการคำตอบตรงนี้ จึงอดที่จะถาม “โอเมอร์ มาลิค” ไม่ได้ว่า ทำไมผู้บริหารระดับสูงของทั้ง 2 บริษัท ถึงเลือกคุณ ?

“อาจเป็นเพราะว่าผมทำงานกับเป๊ปซี่โคมา 10 ปี อีกอย่างผมอาจมี good track record เพราะตอนเริ่มทำงาน ผมรับผิดชอบการบริหารระบบแฟรนไชส์ธุรกิจเครื่องดื่มของเป๊ปซี่โคในปากีสถาน ที่มีมูลค่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งยังดูแลบริษัทแฟรนไชส์ผู้ผลิต และจัดจำหน่าย 7 ราย ก่อนที่จะได้รับความไว้วางใจให้ขยายความรับผิดชอบไปดูแลธุรกิจขนมขบเคี้ยวในปี 2555 ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์”

“จนปี 2557 ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจอาหารของเป๊ปซี่โคในปากีสถาน และอัฟกานิสถาน จนสามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจในอัตราตัวเลขสองหลัก (double digit) ต่อเนื่องติดต่อกันตลอด 3 ปี โดยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดถึง 5% จนทำให้ตัวเลขทางธุรกิจดีมาก ตรงนี้อาจเป็น achievement อย่างหนึ่งที่ผู้ใหญ่มองเห็น”

แต่กระนั้น ถ้าจะให้ “โอเมอร์ มาลิค” วิเคราะห์ตัวเอง เขาบอกว่าน่าจะมาจาก 3 ตัวชี้วัดหลัก ๆ ที่ผู้บริหารระดับสูงเลือก คือ

หนึ่ง ความสามารถในการเข้าไป handle change โดยเฉพาะกับเรื่องการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

สอง ความสามารถในการ lead business โดยเฉพาะกับการนำพาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต

สาม ความสามารถในการนำคน และผนึกคนให้มารวมกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของพนักงานจนทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย

“ผมว่าทั้ง 3 ตัวชี้วัดน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ใหญ่เลือกผม และผมเองพิสูจน์ตัวเองให้เห็นจากประวัติการทำงานผ่านมา ดังนั้น หน้าที่หลักของผมหลังจากรับตำแหน่งจึงต้องมาปรับโครงสร้างองค์กร ทั้งยังจะต้องพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตรงนี้ถือเป็นหนึ่งใน agenda ที่จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องคนเป็นอย่างมาก และด้วยความที่ผมเป็นคนต่างชาติด้วย ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างเต็มที่”

“เพราะผมคิดว่าบริษัทของเราจะต้องเป็นหนึ่งในองค์กรที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องการเติบโตในอาชีพของพนักงาน แม้ตอนนี้เราจะยังเปิดรับสมัครพนักงานบางตำแหน่งอยู่ เพราะปัจจุบันเรามีพนักงานทั้งหมดอยู่ที่ 1,016 คน 400 คนอยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนที่เหลืออีก 616 คน อยู่ที่โรงงานทั้งสองแห่งคือที่จังหวัดระยอง และจังหวัดสระบุรี”

“ที่สำคัญ เรากำลังอยู่ในช่วงของการขยายบริษัท ดังนั้นถ้าถามว่าต่อไปในอนาคตพนักงานจะมีโอกาสย้ายงานไปทำงานในสาขาต่างประเทศได้ไหม ผมตอบได้ทันทีว่ายัง แต่ถ้าเราปรับโครงสร้างองค์กรเรียบร้อย ทิศทางในการดำเนินธุรกิจชัดเจนมากกว่านี้ แน่นอนถ้าพวกเขามีความสามารถ เขาจะมีโอกาสย้ายไปทำงานในประเทศต่าง ๆ ได้ หรืออาจจะใช้โปรแกรมแลกเปลี่ยนพนักงานกันก็ได้”

นอกจากนั้น “โอเมอร์ มาลิค” ยังมองเรื่องการลงทุนในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อรองรับการขยายตัวของบริษัทในอนาคต เพราะเขาคิดว่าความสำเร็จขององค์กรจะต้องมาจาก “คน” ที่มีประสิทธิภาพเสียก่อน

“ผมคิดว่าถ้าลงทุนซื้อเครื่องจักรเป็นเรื่องง่ายมาก เราลงทุนได้อยู่แล้ว แต่การจะให้พนักงาน หรือบุคลากรอยู่กับบริษัทนาน ๆ มีความผูกพันกัน และทำให้เขาเกิดแรงกระตุ้นในการทำงานให้กับองค์กรอย่างมีความสุข ตรงนี้เป็นเรื่องยากมาก ผมจึงพยายามนำ capability development program เข้ามาฝึกอบรมให้กับพนักงาน รวมถึงหลักสูตรดี ๆ ทั้งของฝั่งซันโทรี่ และเป๊ปซี่โคด้วย เพราะอย่างที่บอก ผมมองเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพของพนักงาน ทำอย่างไรจะให้พวกเขาเติบโตไปพร้อม ๆ กับองค์กร เพราะผมเชื่อว่าที่นี่มีอะไรมากมายที่จะทำให้เขาเติบโตไปกับองค์กรได้”

แต่วัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างจะมีอุปสรรคหรือเปล่า ?

“โอเมอร์ มาลิค” จึงบอกว่า เรามองเรื่องความคล้ายคลึงของวัฒนธรรมองค์กรของทั้ง 2 บริษัทมากกว่าที่จะมองเรื่องความแตกต่าง เพราะเราเองเปิดรับความแตกต่างของทั้ง 2 บริษัท เพื่อจะมาผนวกสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นให้เข้ามาเป็นวัฒนธรรมองค์กรเดียวกัน เพื่อหาจุดสมดุลร่วมกัน

“ผมมองว่าทั้งซันโทรี่ และเป๊ปซี่โค เป็น the best of the two company หรือเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยในส่วนของเป๊ปซี่เอง เราจะให้ความสำคัญในวิชั่นที่บอกว่า performance with purpose คือการปฏิบัติด้วย

เป้าหมาย ขณะที่ซันโทรี่มีปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ โดยใช้หลักเรื่องการเติบโตอย่างยั่งยืน หรือ growing for good ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้แตกต่างกันเลยระหว่างทั้ง 2 บริษัท คือเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว”

เพราะภารกิจของ growing for good คือ วิสัยทัศน์เพื่อมุ่งสร้างความยั่งยืน และการเติบโตทางธุรกิจภายในประเทศทั้งหมด 5 ด้าน คือ

หนึ่ง การลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความแข่งแกร่งของแบรนด์

สอง การพัฒนานวัตกรรมเครื่องดื่มใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค และขยายตลาดให้กว้างขึ้น

สาม การรุกขยายระบบการกระจายสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่องทาง

สี่ การดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม

ห้า การพัฒนาองค์กร และศักยภาพของบุคลากร

“ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมองค์กร วิสัยทัศน์ และพันธกิจอะไรต่าง ๆ ในฐานะผมที่เป็นผู้บริหาร ก็จะต้องบริหารจัดการองค์กรทั้งระบบให้เกิด unique ขึ้นมา แต่การจะไปถึงตรงนั้นได้ ผมว่าจะต้องมีอีก 3 สิ่งประกอบกัน คือ trust ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน และยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่าง, courage ความกล้าหาญที่จะลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะผิดพลาด ขอให้ลงมือทำก่อน ถ้าพลาด ล้มเหลว จงเอาตรงนั้นมาเป็นบทเรียน เพื่อจะได้ทำสิ่งใหม่ให้ดียิ่งกว่าเดิม”

“ส่วนอีกอันหนึ่งคือ care ความห่วงใย ดูแลเอาใจใส่ แต่เท่านี้ยังไม่พอ ผมจึงขอขยายเพิ่มเติมอีก 3 ส่วนเข้าไปด้วยกันคือ care for employee ซึ่งเราจะต้องพัฒนาพนักงานของเราให้เขาเติบโตต่อไป, care for customer เราจะต้องห่วงใยลูกค้าของเรา ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์ดีที่สุด เยี่ยมที่สุดให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ และสุดท้ายคือ care for society โดยเราจะต้องห่วงใยสังคม เพราะนอกจากเราจะเป็น commercial company เราเองอยากเป็น good corporate citizen ด้วย พูดง่าย ๆ คือเราอยากจะแบ่งปันผลกำไรให้กับสังคม”

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ “โอเมอร์ มาลิค” คาดหวัง และอยากให้ SPBT ดำเนินธุรกิจตามวัฒนธรรมองค์กร และวิสัยทัศน์อย่างที่วางแผนไว้ แต่กระนั้น ให้อดถามต่อไม่ได้ว่า…เราจะหาคนที่ “ใช่” สำหรับองค์กรอย่างไร ?

“ผมเชื่อว่าค่านิยมองค์กรของเรามีแวลู ซึ่งการที่เราจะมองหาคนที่ใช่หรือเปล่า เราจะดูว่าคนที่จะมาทำงานร่วมกับเรา เขาอินไลน์กับแวลูขององค์กรหรือเปล่า เพราะเราให้ความสำคัญกับเรื่องความรับผิดชอบ และความเคารพซึ่งกันและกัน ผมจึงค่อนข้างเชื่อว่าการที่องค์กรจะประสบความสำเร็จ เราต้องพร้อมก้าวไปด้วยกันก่อน แม้เราจะเป็น commercial company แต่เราก็อยากที่จะให้พนักงานของเรามีโอกาสทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยเหลือสังคมไปพร้อม ๆ กันด้วย”

“ฉะนั้นเมื่อคุณถามต่อว่าหายากไหม ผมอยากบอกว่าไม่ยากหรอก เพราะด้วยพื้นฐานของคนไทย กอปรกับวัฒนธรรมประเพณีที่ดีอยู่แล้ว จึงทำให้ประเทศไทยมีการเติบโตทางอุตสาหกรรมค่อนข้างดี จนหลายคนต่างจับตามอง ภาษาผมคือทุกอย่างอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และเราเองให้ความสำคัญกับ best working environment ของพนักงานอยู่แล้ว เราจึงน่าที่จะเติบโตไปพร้อม ๆ กันได้”

ซึ่งเหมือนกับเรื่อง “successor” ก็เช่นกัน “โอเมอร์ มาลิค” บอกว่า…ผมเชื่อว่าผู้บริหารจะต้องมี successor และคนที่เคยเป็นพี่เลี้ยงผม บอกกับผมว่าวิธีดีที่สุดในการที่คุณจะเติบโตได้

คุณต้องสร้างคนขึ้นมา

“ใครก็ได้คนหนึ่ง เพื่อที่จะมาแทนในตำแหน่งของคุณ เพื่อคุณจะได้เติบโตต่อไปในตำแหน่งที่ดีกว่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่ยากนะ แต่เป็นหนึ่งใน objectives ของผมที่ยึดถือ และปฏิบัติด้วย”

อันเป็นคำตอบของ “โอเมอร์ มาลิค” แม่ทัพ SPBT คนปัจจุบันซึ่งมีความคิด มุมมอง และการบริหารที่น่าสนใจทีเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...