ทูตแห่งความสุข วิถีไลฟ์โค้ชสร้างจิตอาสาเพื่อแบ่งปัน
ต้องยอมรับความจริงว่าเมื่อก้าวเท้าเข้ามาในโลกธุรกิจ ย่อมไม่มีทางที่อยู่ ๆ จะหยุดดำเนินธุรกิจเสียกลางคัน เพราะนักธุรกิจทุกคนจะต้องพัฒนาธุรกิจของตัวเองอยู่เสมอ ๆ ยิ่งในธุรกิจทุกวันนี้ที่ต้องเผชิญกับกระแสดิสรัปต์ จึงยิ่งทำให้นักธุรกิจเหล่านั้นต่างต้องปรับตัวเพื่อให้หลุดพ้นจากกระแสดังกล่าว
นักธุรกิจบางส่วนหันไปมองโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ
ขณะที่นักธุรกิจอีกบางส่วนใช้โอกาสของกระแสดิสรัปต์ ด้วยการนำเครื่องมือทางเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานคน จนทำให้องค์กรต่าง ๆ เหล่านั้นมีจำนวนพนักงานน้อยลงเรื่อย ๆ แต่กระนั้น จะมีใครสักกี่คนที่มองว่า…เราดำเนินธุรกิจของตัวเองมาในระดับหนึ่งแล้ว
พออยู่พอกินแล้ว
แม้จะไม่ร่ำรวย แต่ถ้าหากนำองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่มีไปสร้าง และส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น ๆ บ้างคงจะดี ทั้งนั้นเพื่อหวังว่ากำลังใจเหล่านั้นน่าจะเป็นการส่งไม้ต่อให้กับคนอื่น ๆ จากรุ่นสู่รุ่นต่อไปเรื่อย ๆ โดยมีความหวังว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า น่าจะมีคนรับไม้ส่งต่อความสุขประมาณ 1 ล้านคน
เป็น 1 ล้านคนที่เกิดจากความคิดอันตกผลึกของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า “โค้ชจิมมี่” พจนารถ ซีบังเกิด ประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้งกลุ่ม บริษัท จิมมี่เดอะโค้ช ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำหน้าที่บริการให้คำปรึกษา และโค้ชผู้บริหารระดับสูงให้กับองค์กรชั้นนำต่าง ๆ ของเมืองไทย
โดยเฉพาะเรื่องของการเป็นภาวะผู้นำ, การบริหารงาน, การสร้างทีม และอื่น ๆ อีกมากมาย
ทั้งนั้นเพราะในสภาวะบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “การดำเนินธุรกิจ” และ “การสรรหาบุคลากร” ในบางตำแหน่ง โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญ ๆ ที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต ซึ่งคนที่เป็น “ผู้นำ” ไม่สามารถปรึกษาใครได้ แม้แต่บอร์ดบริหาร เขาจึงนำเรื่องราวเหล่านี้ปรึกษา “โค้ช”
“โค้ช” จะทำหน้าที่แยกส่วนเพื่อให้ “ผู้นำ” คนนั้นเห็นว่า ผู้บริหารในระดับรอง ๆ ลงมาในแต่ละคนมีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้ “ผู้นำ” มองภาพออกว่าหากจะส่งไม้ต่อธุรกิจให้กับใครสักคน เขาจะต้องบริหารธุรกิจต่อไปได้
ตรงนี้คือบทบาทของ “โค้ชจิมมี่” ที่ทำงานตลอดมาหลายสิบปี จนกระทั่งตกผลึก และมองเห็นว่าหน้าที่ของความเป็นโค้ช คงไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะการโค้ชผู้บริหารเพียงอย่างเดียว แต่หากยังสามารถนำองค์ความรู้ของการโค้ชไปสร้างแพลตฟอร์มใหม่ด้วยการสร้างไลฟ์โค้ช (life coach) เพื่อแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ ให้กับคนอื่น ๆ ด้วย
ผ่านมา “โค้ชจิมมี่” ทำหน้าที่ “ไลฟ์โค้ช” ให้กับผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทหาร, ครู, เยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้, กลุ่มผู้ต้องขังหญิงตามทัณฑสถานในจังหวัดต่าง ๆ และอื่น ๆ ทั้งนั้นเพราะเธอเชื่อว่าไม่มีมนุษย์คนใดหรอกไม่อยากมีความสุข และไม่มีมนุษย์คนใดหรอกไม่อยากประสบความสำเร็จในชีวิต
เพียงแต่ช่วงผ่านมา “หน้าต่างความสุข” ของพวกเขาปิดตาย ไม่มีใครเปิดให้เขาออกมาผจญโลกแห่งความเป็นจริงจนเมื่อพวกเขามาเจอ “โค้ชจิมมี่” หน้าต่างความสุขของพวกเขาจึงค่อย ๆ ถูกเปิดออกทีละบาน ๆ จนทำให้เธอรู้สึกว่าหากในช่วงชีวิตที่เหลือสามารถทำงาน 2 อย่างคู่ขนานไปพร้อม ๆ กันได้หรือไม่
ทางหนึ่งทำหน้าที่โค้ชผู้บริหาร
ขณะที่อีกทางหนึ่งจะทำหน้าที่แบ่งปันทักษะการไลฟ์โค้ชเพื่อส่งต่อกำลังใจให้กับคนอื่น ๆ ด้วย
จนที่สุดเธอจึงเกิดไอเดียในการตั้ง“บริษัท ส่งสุข วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด”ขึ้นมา ในการดำเนินกิจการเพื่อสังคม (social enterprise-SE) ด้วยการแบ่งปันทักษะการไลฟ์โค้ชให้กับทุก ๆ คนที่สนใจ ผ่านโครงการที่มีชื่อว่า “Happy Life Happy Thailand” โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง ทักษะการไลฟ์โค้ชจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 50,000-70,000 บาท/คน ตลอดเวลา 5 วัน
“โค้ชจิมมี่” เล่าให้ฟังบอกว่า พอชีวิตเราตกผลึก ก็อยากทำอะไรดี ๆ ให้กับสังคมบ้าง จริง ๆ ในช่วงผ่านมาก่อนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะสวรรคต เราลงไปทำไลฟ์โค้ชให้กับน้อง ๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เสียใจมากที่พระองค์ไม่มีโอกาสทรงเห็น แต่เราก็นำเรื่องราวเหล่านี้มาบอกเล่าในงานสัมมนา Coaching for Thailand ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อไม่นานผ่านมา เพื่ออยากให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นว่า โค้ชสามารถพัฒนาทักษะได้หลายอย่าง ทั้งยังช่วยคนอื่น ๆได้อีกด้วย ปรากฏว่าพอโค้ช และผู้เข้าร่วมสัมมนาชาวต่าวชาติเห็น เขาชื่นชอบมาก และเขาก็ให้เงินเรามาทำการกุศลส่วนหนึ่ง
“ผลตรงนี้จึงทำให้มองต่อว่า ถ้าเราสามารถสร้างโค้ชขึ้นมา 1 คน และให้เขาไปส่งต่ออีก 100 คน จะเป็นไปได้ไหมเราจึงไปคุยกับธนาคารจิตอาสาที่ได้ทุนมาจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพราะเราเคยไปช่วยเขาหลายรุ่น เขาก็ดีมากให้งบประมาณเรามาอบรมไลฟ์โค้ชทั้งหมด3 รุ่น ประมาณ 200 คน เพียงแต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้ออกแบบว่าจะทำการอบรมกี่วัน กระทั่งตอนหลังถึงมาลงตัวว่าคงต้องอบรมประมาณ 5 วัน”
“โดย 2 วันแรก เราจะสอนเรื่องความคิดในการรู้จักชีวิตตนเอง, คุณงามความดี, การเรียนรู้ศักยภาพจากภายในเพื่อให้รู้จักมุมมองอีกด้าน ส่วนอีก2 วันจะสอนเรื่องทักษะการฟัง ความสัมพันธ์, ทักษะการถาม และการปลดปล่อยความเชื่อ ส่วนวันสุดท้ายจะเป็นเทรนเดอะเทรนเนอร์ในการสอนพวกเขาให้รู้จักตั้งเป้าหมายในชีวิต ต่อจากนั้น หากใครยังไม่เข้าใจ หรืออยากจะทบทวนในสิ่งที่เรียนมา เรามีเปิดสอนออนไลน์ตอน 20.00-22.00 น. เพื่อให้พวกเขาเห็นทักษะการโค้ชในหลายรูปแบบมากขึ้น”
“เพื่อสร้างพวกเขาให้เป็นทูตความสุข(happy ambassador) ที่จะต้องส่งมอบความสุขให้กับผู้อื่นด้วย เราจึงมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเกิดทูตความสุขไปทั่วประเทศ ที่สุดเราจึงนำข้อมูลทั้งหมดมากองรวมกัน จนออกมาว่าเราจะสร้างทูตความสุขตำบลละ 1 คน และจากข้อมูลของภาครัฐในปัจจุบันมีตำบลอยู่ทั่วประเทศประมาณ 7,426 ตำบล ใน 438 อำเภอ 77 จังหวัด แม้เราจะรู้ดีว่าการสร้างทูตความสุขให้สัมฤทธิผลยังน้อยเกินไป แต่ก็ถือเป็นหลักไมล์ที่ดี ที่เราจะเดินไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง”
เพราะเป้าหมายของ “โค้ชจิมมี่” เชื่อว่าภายใน 5 ปี เธอจะต้องสร้างทูตความสุขให้ได้ 1 ล้านคน เพราะอย่างที่บอก “ทูตความสุข” 1 คน จะต้องส่งต่อความสุขให้กับคนอื่น ๆ 100 คนอย่างน้อย และถ้าเราทำครบได้จริง เชื่อว่าดัชนีความสุขมวลรวมของคนไทยจะเพิ่มมากขึ้น
“ต้องบอกว่าโครงการ Happy Life Happy Thailand เราเปิดรับทูตความสุขมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 และตอนนี้เราดำเนินการมากว่า 13 รุ่นแล้วในปี 2562 ดังนั้นกว่าจะถึงปี 2565 จึงเชื่อว่าเราจะถึงเป้าหมายอย่างแน่นอน เพราะทูตความสุขของเรามาจากหลากหลายสาขาอาชีพมาก ไม่ว่าจะเป็น แพทย์, พยาบาล, เภสัชกร, เอ็นจีโอ,พนักงานของรัฐและเอกชน รวมถึงพระสงฆ์อีกหลาย ๆ รูป ฯลฯ และจาก feedback ที่ได้รับหลังจากอบรมทูตความสุขไปแล้ว แต่ละท่านล้วนส่งต่อความสุข และสร้างคนอื่น ๆ ให้กลายมาเป็นไลฟ์โค้ชเพิ่มขึ้นอีกมากมาย”
“แม้เราจะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายอยู่บ้าง ด้วยการนำเงินอุดหนุนจากบริษัทแม่ (จิมมี่ เดอะโค้ช) มาหล่อเลี้ยงอาจารย์โค้ช และทีมงาน แต่กระนั้น เรายังได้สปอนเซอร์จาก สสส.และที่อื่น ๆ มาช่วยบ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ทำให้เรามีกำลังใจทีเดียว แต่กระนั้น ในการจัดตั้งกิจการเพื่อสังคม (social enterprise-SE) ของบริษัท ส่งสุข วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 กำหนดไว้ว่าจะต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 มาจากจำหน่ายสินค้าหรือการบริการ ซึ่งตอนนี้เรายังไม่มีเลย และยังทำฟรีอยู่เลย จึงคิดว่าต่อไปเราคงต้องออกโปรดักต์อะไรออกมาบ้าง เพื่ออย่างน้อยจะได้มีรายได้พอเลี้ยงตัวอย่างยั่งยืน”
เพียงแต่ตอนนี้ “โค้ชจิมมี่” ขอตั้งเป้าเพื่อทำหน้าที่สร้าง “ทูตความสุข” ในระดับหนึ่งก่อน
ต่อจากนั้นค่อยวางเป้าหมายในการจัดกิจกรรม engagement & orientation ให้กับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อช่วยให้พวกเขามีความสุขกับการทำงาน, จัดกิจกรรมพี่สอนน้องในจังหวัดต่าง ๆ, จัดอบรมกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย, จัดอบรมเยาวชนในสถานพินิจ ครู และเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง รวมถึงเป้าหมายระยะยาวที่จะทำโครงการโค้ชครู, ผู้อำนวยการโรงเรียน โดยร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ หรือโครงการผู้นำเกษตรสร้างสุข ด้วยการพัฒนากลุ่มลูกค้าเกษตรกร และผู้นำชุมชน ฯลฯ
เพื่อสร้างกิจการเพื่อสังคมให้เป็นจริง
ทั้งยังช่วยขับเคลื่อน “ทูตความสุข” ให้ขยายวงกว้างมากขึ้นในประเทศของเรา