โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

TDRI จี้รื้อ-โละกฎหมายล้าหลัง ฟื้นเศรษฐกิจ ลดต้นทุนธุรกิจ 1.3 แสนล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ส.ค. 2565 เวลา 06.08 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2563 เวลา 02.30 น.

เศรษฐกิจไทยปี 2563 มีแนวโน้มจะหดตัวอย่างรุนแรง 8% จากสถานการณ์เศรษฐกิจ และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบเครื่องยนต์หลักของประเทศ โดยเฉพาะรายได้จากการท่องเที่ยวที่ยังฟุบไม่ฟื้นตัว แม้ภาครัฐจะผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ภาคส่งออกก็ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา ลงทุนยังคงนิ่ง

ส่วนหนึ่งมาจากนักลงทุนต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ เหลือเพียงการลงทุนภาครัฐและการบริโภคภายในประเทศเป็นตัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคเอกชนจึงต้องพยายามรัดเข็มขัด ประคองตัวให้อยู่รอดได้ การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณายกเลิก และทบทวนกฎหมายที่เป็นอุปสรรค และล้าหลัง คือหนึ่งในความพยายามลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจรับยุค new normal

ลงขันศึกษาโมเดลแก้กฎหมาย

ล่าสุด นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในการสัมมนา “กิโยตินกฎหมาย : ฟื้นเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องใช้เงิน” ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้เห็นชอบให้มีการจัดสรรเงินเพื่อดำเนินโครงการทบทวนกฎหมายของประเทศไทย โดยจะจัดทำไพลอตโปรเจ็กต์ โดย กกร.สนับสนุน
งบฯเฟสแรก 13 ล้านบาท เฟส 2 อีก 12 ล้านบาท ให้ทีดีอาร์ไอศึกษาภายใต้งบฯ 20-30 ล้านบาท

“ที่ผ่านมาหน่วยงานต่าง ๆ มักจะใช้กฎระเบียบการออกใบอนุญาตจำนวนมากออกมา ส่งผลต่อธุรกิจ ควรยกเลิกให้เหลือเฉพาะที่จำเป็น ถ้าสภาพแวดล้อมโดยรวมเปลี่ยน กฎเกณฑ์ก็ต้องเปลี่ยน โลกเจอโควิดก็ต้องเปลี่ยน หากใช้กติกาเดิมในสภาพแวดล้อมใหม่ จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ เป็นภาระกับประชาชน”

กติกายุ่งยากกระทบต้นทุน 2 แสนล้าน

ดร.กิรติพงศ์ แนวมาลี นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ผู้วิจัยเรื่องการทบทวนกฎหมายของประเทศไทย ภายใต้โครงการ Regulatory Guillotine เปิดเผยว่า ผลการศึกษาร่วมกับสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) และ กกร.พบว่า ในกระบวนงาน 1,094 กระบวนงาน จาก 16 กระทรวง 47 กรม สร้างภาระต้นทุนให้ประชาชน และภาคธุรกิจ 2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งมีทั้งค่าใช้จ่ายจริง และต้นทุนการเสียโอกาสในการทำธุรกิจ

“จึงเสนอให้โละกฎหมายที่ไม่จำเป็น ไม่ทันสมัย 39% ปรับปรุงกฎหมาย 43% สร้างกฎหมายใหม่ ยุบรวมกฎหมาย 4% และให้คงไว้ 15% จากทั้งหมด 1,094 กระบวนงาน จะช่วยลดต้นทุนให้ประชาชน 1.3 แสนล้านบาท หรือ 0.8% ของจีดีพี เป็นวิธีฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ทำได้ง่าย ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณ”

ตัวอย่าง 3 เรื่องควรแก้

ดร.กิรติพงศ์ยกตัวอย่าง 1) การแก้ไขประกาศ และกฎกระทรวงที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ เช่น พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ปี 2559 และกฎกระทรวง 4 ฉบับ ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการในสถานประกอบกิจการเพื่อสุขภาพ ต้องนำเอกสารที่ผ่านการอบรมไปยื่นให้กับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เพราะมียอดคนยื่นจด 40,000 คนต่อปี หากแก้ไขจะช่วยลดต้นทุนได้ถึง 13,000 ล้านบาท

2) ประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่องเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 46) กำหนดหลักเกณฑ์ให้ขออนุมัติการใช้และการเคลื่อนย้ายเครื่องเก็บเงินอัตโนมัติ กระทบต่อผู้ค้าปลีก 16,000 ร้านค้า เพราะต้องจัดโปรโมชั่น ในช่วงกระตุ้นการจับจ่ายช่วงโควิดนี้จะมีต้นทุนต่อการย้ายเครื่อง 3,500 บาทต่อคำขอต่อเครื่องต่อครั้ง คิดเป็นมูลค่า 60 ล้านบาท สามารถยกเลิกได้ เนื่องจากเทคโนโลยีปัจจุบันพัฒนาให้สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังจากร้านค้าได้

3) ปัจจุบันเกิดปัญหาโควิดหลายธุรกิจมีความเสี่ยงจะล้มละลาย ปัญหาคือมีจำนวนธุรกิจไม่น้อยไม่เข้าระบบฟื้นฟู เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนการจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับผู้ทำแผนฟื้นฟูได้ จะต้องแก้กฎหมายลดอุปสรรคในการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟู จะทำให้มีผู้ทำแผนมากขึ้นลดต้นทุนภาคธุรกิจลง

ต่างชาติหนุนอีกแรง

มุมมองของภาคธุรกิจต่างชาติ Mr. Robert C. Fox ประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) สะท้อนว่า นักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทยจะพิจารณาดัชนีชี้วัดต่าง ๆ เช่น Ease of Doing Business ของธนาคารโลก ซึ่งไทยทำได้ดี ได้เลื่อนจากอันดับ 26-27 มาเป็นอันดับที่ 21 จากการปรับกฎระเบียบบางอย่าง ดูดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ WEF และ IMD และดูกฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

สิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจ คือ การปฏิรูปกฎระเบียบ กรณีประเทศไทยคาดว่าจีดีพีจะขยายตัว 2% กว่า ปีนี้ถ้าไม่มีโควิดจะโต 2.7% แต่พอเกิดวิกฤตโควิดติดลบมาก การที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำก่อนเกิดโควิด ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยถ้าไม่ปรับจะเติบโตช้า ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนโต 6-7% อุปสรรคสำคัญคือ กฎระเบียบ ควรศึกษาจากต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ โออีซีดี เวียดนาม ที่ปฏิรูปกฎระเบียบครั้งใหญ่ หัวใจสำคัญคือรัฐต้องมีเจตจำนงทางการเมือง (political view)

รธน.ระบุชัดทบทวนกฎหมายทุก 5 ปี

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า ไทยมีรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 77 ที่ว่าด้วยเรื่องหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องทบทวนกฎหมาย ทุก 5 ปี ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งยังมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ทบทวนกฎหมาย แต่หน่วยงานต่าง ๆ มักจะคุ้นเคยกับระบบเดิม จึงมีการตั้งคณะทำงานเพื่อปฏิรูปกฎหมายขึ้น ซึ่งหากเอกชนร้องผ่านมา กฤษฎีกาจะส่งไปที่หน่วยงาน ถ้าไม่แก้หรือแก้ไขไม่ตรงจุดจะเสนอตรงถึงคณะรัฐมนตรี

สอดคล้องกับความเห็นของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และประธานกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันทบทวน และปฏิรูปกฎหมายล้าหลังที่ระบุว่า นอกจากยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น จะทำให้ต้นทุนธุรกิจลดลงมากกว่า 1.5 แสนล้านบาทแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นทางอ้อม ที่เกิดจากการจำกัดการแข่งขัน ทั้งนี้ ปัญหาทั้งหมดนี้ ภาครัฐตระหนักและเห็นถึงความสำคัญว่าต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...