โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Ransomware คืออะไร ? พบกับ 11 ขั้นตอน ป้องกันการโจมตีจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Ransomware

Thaiware

อัพเดต 11 ก.ย 2563 เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 11 ก.ย 2563 เวลา 02.00 น. • moonlightkz
Ransomware หรือ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ เป็นมัลแวร์ชนิดหนึ่งที่จะเข้ารหัสไฟล์ของเราเอาไว้ไม่ให้ใช้งานได้ เพื่อจับเป็นตัวประกันเรียกเงินค่าไถ่ในการถอดรหัสไฟล์

Ransomware คืออะไร ?

พบกับ 11 ขั้นตอน ป้องกันการโจมตีจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Ransomware

คำว่า Ransomware หรือ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกอินเทอร์เน็ต เพราะมันมีการแพร่ระบาดมาหลายปีแล้ว มีผู้ตกเป็นเหยื่อได้รับความเสียหายอย่างไม่เคยขาดสาย การโจมตีของ Ransomware จะใช้วิธีการเข้ารหัสไฟล์ของเหยื่อให้ไม่สามารถใช้งานได้ จนกว่าจะจ่ายเงินค่าไถ่ให้กับแฮกเกอร์เพื่อแลกกับกุญแจสำหรับถอดรหัสไฟล์เสียก่อน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าแฮกเกอร์จะส่งกุญแจให้หรือไม่ด้วยซ้ำ แถมการจ่ายเงินมักจะใช้ช่องทางของ บิทคอยน์ (Bitcoin) ที่ยากต่อการตรวจสอบเจ้าของบัญชี (คนร้าย) อีกด้วย

การป้องกันตัวจาก Ransomware ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะเงินเรียกค่าไถ่ที่สามารถเรียกได้อย่างมหาศาลจากองค์กรที่ตกเป็นเหยื่อ ทำให้กลุ่มแฮกเกอร์สรรหาวิธีโจมตีใหม่ๆ มาโจมตีอยู่เสมอ 

กล่าวได้ว่า เราไม่มีทางที่จะป้องกันตัวอย่างสมบูรณ์แบบได้เลย ที่เราทำได้คือ ลดระดับความเสียหายให้ได้มากที่สุดเท่านั้นเอง จะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง มาลองอ่านกันครับ

11. หมั่นอัปเดตโปรแกรมป้องกันไวรัสเป็นเวอร์ชันล่าสุดอย่างสม่ำเสมอ

เรื่องง่ายๆ ที่หลายองค์กรมักมองข้ามไป คือ การอัปเดต โปรแกรมป้องกันไวรัส หรือ โปรแกรมแอนตี้ไวรัส (Antivirus Software) ให้มีข้อมูลมีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา โดยโปรแกรมแอนตี้ไวรัส ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะนำเสนอระบบตรวจสอบ Ransomware หรือมีส่วนเสริม (Add-on) สำหรับทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะให้ใช้งาน

โดยมันจะคอยตรวจสอบพฤติกรรมไฟล์ที่น่าสงสัย หรือมีพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับ Ransomware ที่เคยตรวจพบมาก่อน หากเราใช้งานโปรแกรมป้องกันไวรัสเวอร์ชันเก่า คุณสมบัติเหล่านี้อาจจะยังไม่ถูกใส่มาให้ นอกจากการอัปเดตเวอร์ชันแล้ว การอัปเดตฐานข้อมูลมัลแวร์ก็ควรทำเป็นประจำด้วยเช่นกัน เพื่อให้โปรแกรมป้องกันไวรัสสามารถรับมือกับมัลแวร์ใหม่ๆ ได้อย่างทันท่วงที

Ransomware คืออะไร ? พบกับ 11 ขั้นตอน ป้องกันการโจมตีจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Ransomware


ภาพจาก https://pixabay.com/images/id-5238354/

10. รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในเครือข่ายบ้าง !

มันมีสิ่งที่เรียกว่า Security Information and Event Management (SIEM) มันเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เรารู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในเส้นทางเครือข่ายของเราบ้าง

เทคโนโลยี SIEM จะช่วยองค์กรในการเก็บรวบรวมข้อมูล Logs จากอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องในการดูแลระบบไซเบอร์ขององค์กรไม่ว่าจะเป็น

  • System Administrator or Server Administrator (ผู้ดูแลระบบ หรือ ผู้ดูแลเซิร์ฟเวอร์)
  • Security Administrator (ผู้ดูแลด้านความปลอดภัย)
  • Security Analyst (นักวิเคราะห์ด้านความปลอดภัย)
  • Auditor (ผู้ตรวจสอบ)
  • Management Team (ผู้บริหารองค์กร)

สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากแหล่งต่างๆ มาทำการวิเคราะห์หาพฤติกรรมที่ผิดปกติในระบบเครือข่ายได้

นอกจากนี้การเก็บ Log ขององค์กรยังเป็นสิ่งจำเป็นตามกฏหมายซึ่งองค์กรจะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องอีกด้วย การเก็บรวบรวมข้อมูล Logs ไว้ใน SIEM ทำให้องค์กรสามารถทราบถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถวิเคราะห์หาสาเหตุและดำเนินการแก้ไขได้ การรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำรายงานนำเสนอผู้บริหารก็สามารถทำได้สะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่าการมี Logs กระจัดกระจายอยู่ตามอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งทำให้เสียเวลามากในการรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำรายงานถึงสถานการณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ในภาพรวมขององค์กร 
(ย่อหน้านี้คัดลอกจาก https://www.bigfish.co.th/solutions/4-39-Security-Information-and-Event-Management-(SIEM))

Ransomware คืออะไร ? พบกับ 11 ขั้นตอน ป้องกันการโจมตีจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Ransomware


ภาพจาก https://blog.eccouncil.org/what-is-security-incident-and-event-management-siem/components-and-capabilities-of-siem/

9. สแกน และคัดกรองอีเมลก่อนที่จะถึงมือผู้ใช้

ลิงก์ในอีเมลเป็นหนึ่งในช่องทางยอดนิยมที่แฮกเกอร์ใช้ในการส่ง Ransomware มาโจมตีระบบในองค์กร การป้องกันไม่ให้พนักงานในองค์กรเผลอไปคลิกลิงก์มัลแวร์ที่ง่ายที่สุด คือ อย่าปล่อยให้มันไปถึงกล่องอีเมลขาเข้า (Inbox) 

ด้วยการใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสที่มีระบบตรวจสอบ และคัดกรองเนื้อหาในอีเมล การทำแบบนี้นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงการถูกโจมตีจาก Ransomware แล้ว ยังลดโอกาสการถูก Phishing ได้อีกด้วย

Ransomware คืออะไร ? พบกับ 11 ขั้นตอน ป้องกันการโจมตีจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Ransomware


ภาพจาก https://www.pexels.com/th-th/photo/4112363/

8. วางแผนล่วงหน้าในการรับมือ Ransomware และทดสอบมันด้วย

แผนรับมือที่สามารถกู้คืนสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดจากการถูกโจมตีด้วยเทคโนโลยี ควรเป็นมาตรฐานสำคัญของแผนธุรกิจ ซึ่งแผนรับมือเมื่อถูก Ransomware โจมตีเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยในปัจจุบันนี้

โดยแผนที่วางต้องไม่ใช่แค่การป้องกัน และการกู้คืนข้อมูลที่สำรองไว้ แต่ต้องรวมไปถึงการแผนชี้แจงต่อสาธารณะชนด้วย ยิ่งเป็นองค์กรใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียง หากตกเป็นข่าวด้านความปลอดภัยในการดูแลข้อมูลขึ้นมา ผลกระทบที่มีต่อชื่อเสียงของบริษัท ความสั่นคลอนของความเชื่อใจที่ลูกค้าให้กับองค์กร การแถลงการณ์ต่อสื่อ การติดต่อกับผู้ดูแลกฏหมาย สิ่งเหล่านี้ควรวางแผนไว้ก่อน เพื่อให้รับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วที่สุด

ซึ่งทั้งหมดนี้ การร่างเป็นเอกสารเอาไว้ยังไม่เพียงพอ คุณควรทดสอบแผนที่วางเอาไว้ด้วย เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่ขาดตกบกพร่องในส่วนไหนไป

7. พิจารณาให้ดีว่าข้อมูลอะไรสำคัญที่สุด และหาวิธีสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด

การสำรองข้อมูลเป็นประจำ เป็นมาตรการที่ดีที่สุดสำหรับต่อกรกับ Ransomware ในกรณีที่การโจมตีเพิ่งเริ่มต้นขึ้นกับอุปกรณ์ที่เราเพิ่งสำรองข้อมูลไป เราก็สามารถล้างเครื่อง และกู้ข้อมูลกลับมาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว จุดสำคัญ คือ เราต้องรู้ว่า ข้อมูลสำคัญของเราถูกเก็บไว้ที่ไหน มันถูกเก็บไว้ในไฟล์เอกสารบนไดร์ฟกลาง หรือฝากไว้บนคลาวด์ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไฟล์สำคัญถูกเก็บไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และเป็นตำแหน่งที่มีการสำรองข้อมูลอยู่อย่างสม่ำเสมอ

6. คิดให้รอบคอบก่อนที่จะจ่ายเงินค่าไถ่

หากถึงคราวที่ระบบของคุณตกอยู่ในกำมือของแฮกเกอร์แล้ว ข้อมูลทั้งหมดในคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในบริษัทของคุณถูกเข้ารหัส แม้ว่าคุณจะสามารถกู้คืนข้อมูลคืนจากฐานข้อมูลที่สำรองเอาไว้ได้ แต่มันต้องใช้ระยะเวลาหลายวัน คุณอาจจะคิดว่า "เอ…หรือเราจะยอมเสียเงินแค่ไม่กี่หมื่นบาทดีนะ?"

โอเค มันเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจ จ่ายหรือไม่จ่ายดี หากโจรต้องการเงินแค่ไม่กี่หมื่นแลกกับการที่ธุรกิจของคุณสามารถกลับมาดำเนินการต่อไปได้ มันก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ไม่ผิดอะไร อย่างไรก็ตาม มันก็มีเหตุผลที่ไม่ควรจ่ายอยู่เหมือนกัน แม้ว่าจำนวนเงินนั้นอาจจะน้อยเมื่อเทียบกับโอกาสทางธุรกิจที่คุณต้องเสียไปก็ตาม

แต่มันไม่มีอะไรการันตีคุณได้เลยว่า เมื่อคุณจ่ายเงินไปแล้ว แฮกเกอร์ตัวร้ายจะส่งกุญแจสำหรับถอดรหัสไฟล์มาให้

ลองคิดดูว่า หากคุณเป็นคนร้ายที่เห็นว่าเหยื่อมีท่าทียอมแพ้ เลือกที่จะจ่ายเงิน คุณจะทำอย่างไร แน่นอนว่าก็ต้องโจมตีให้หนักขึ้น หรือฉวยโอกาสเปิดช่องให้เพื่อนคนร้ายด้วยกันเข้ามารุมโจมตี เพื่อสร้างความเสียหายให้รุนแรงขึ้นไปอีก เพื่อที่จะรีดไถเงินให้ได้มากขึ้นใช่ไหมล่ะ?

Ransomware คืออะไร ? พบกับ 11 ขั้นตอน ป้องกันการโจมตีจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Ransomware


ภาพจาก https://pixabay.com/images/id-4561704/

5. บริหารอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายด้วยความรัดกุม

คอมพิวเตอร์ และเซิร์ฟเวอร์อาจเป็นอุปกรณ์หลักที่คุณใช้ในการเก็บข้อมูล แต่สิ่งที่คุณต้องให้ความสำคัญไม่ใช่แค่สองสิ่งนี้เท่านั้น บริษัทส่วนใหญ่มี Wi-Fi, อุปกรณ์ IoT, คนที่ทำงานจากที่บ้าน ไหนจะเทรนด์ BYOD (Bring Your Own Device การนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ทำงาน) ที่กำลังมาแรง

จะเห็นได้ว่ามีอุปกรณ์มากมายที่เชื่อมต่อกับระบบของบริษัท ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ อาจะไม่ได้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีพร้อม กลายเป็นช่องทางที่แฮกเกอร์ใช้ในการโจมตีเข้ามาในระบบของบริษัทได้

ตามทฤษฏีแล้ว ยิ่งมีอุปกรณ์ในระบบมากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสเกิดช่องโหว่มากขึ้นเท่านั้น และหากเราไม่มีระบบควบคุมการเชื่อมต่อภายในระบบที่ดีพอแล้วล่ะก็ การตรวจสอบ และป้องกันก็จะทำได้ยากขึ้นไปอีก

4. ออกแบบระบบให้ยากต่อการเคลื่อนไหวบนเครือข่ายของคุณ

ปกติแล้ว แกงค์แฮกเกอร์ Ransomware จะหาทางโจมตีที่ทำให้คุณเสียหากในวงกว้าง เพื่อให้สามารถเรียกเงินได้จำนวนเยอะขึ้น การเข้ารหัสข้อมูลบนคอมพิวเตอร์แค่เพียงเครื่องเดียวจึงไม่ตอบโจทย์ความต้องการของแฮกเกอร์วายร้าย สิ่งที่พวกมันทำหลังจากที่เจาะระบบเข้าไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งได้แล้ว คือ การหาทางโจมตีเข้ารหัสไฟล์บนอุปกรณ์ทั้งหมดที่อยู่ในเครือข่ายให้ได้มากที่สุด 

ระบบที่ดีจึงควรมีการออกแบบให้ จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงอุปกรณ์ตัวอื่นในเครือข่าย หากมีบัญชีที่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้หลายตัวในระบบ ก็ควรมีบัญชีประเภทนั้นไม่มาก และดูแลบัญชีดังกล่าวอย่างเข้มงวดมากเป็นพิเศษ

3. ฝึกสอนพนักงานในองค์กรให้รู้จักวิธีสังเกตอีเมลหลอกลวง หรือลิงก์ต้องสงสัย

เหตุผลที่ Ransomware นิยมโจมตีผ่านอีเมลก็เพราะการสแปมอีเมลจำนวนมากมันเป็นเรื่องที่ทำง่าย และค่าใช้จ่ายต่ำ ที่น่าเศร้า คือ มันก็ยังเป็นวิธีที่ได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ

อันที่จริงการสังเกตอีเมลหลอกลวงพวกนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่บางคนอาจไม่รู้วิธีสังเกตเท่านั้นเอง การฝึกสอนพนักงานให้รู้จักสังเกตความผิดปกติในอีเมล ฝึกให้พนักงานเลิกขี้สงสัย เลิกคลิกทุกลิงก์ที่ปรากฏในอีเมล เลิกนิสัยดาวน์โหลดไฟล์ที่แนบมาเปิดดูโดยไม่ไตร่ตรองก่อน เป็นเรื่องที่ฝึกสอนกันได้

2. เปลี่ยนรหัสผ่านของ Access Points

เป็นเรื่องโคตรพื้นฐานที่ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยเฉพาะองค์กรที่ขาดความรู้ด้านไอที หรือหน่วยงานรัฐบาลที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม กับการเปลี่ยนรหัสผ่านของตัว Access Points

จากการสำรวจพบว่า วิธีโจมตีแบบ Brute force และเทคนิค Remote desktop protocol (RDP) คาดเดารหัสผ่าน เพื่อเจาะเซิร์ฟเวอร์ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ในระบบ เป็นวิธีที่แฮกเกอร์โจมตีสำเร็จมากถึง 30% 

พวกอุปกรณ์เครือข่าย เวลาที่เราซื้อมา จะมีการกำหนดรหัสบัญชีผู้ใช้เป็นค่าเริ่มต้นง่ายๆ เช่น admin/admin (รวมไปถึงรหัสผ่านที่ไม่เข้าท่าอย่างพวก admin/12345 อะไรพวกนี้ด้วย) รหัสผ่านง่ายๆ นี้ ทำให้แฮกเกอร์ใช้ในการเข้ามาในระบบของเราได้อย่างง่ายดาย 

สิ่งที่ควรทำคือ การกำหนดรหัสผ่านที่ยากต่อการคาดเดา มีตัวเล็กตัวใหญ่ มีทั้งตัวอักษร และตัวเลข รวมไปถึงการเปลี่ยนพอร์ต RDP จำกัดอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อผ่าน RDP ได้เท่าที่จำเป็น

Ransomware คืออะไร ? พบกับ 11 ขั้นตอน ป้องกันการโจมตีจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Ransomware

1. อัปเดต Patch ใหม่ล่าสุดให้ซอฟต์แวร์ทุกตัวที่ใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

ซอฟต์แวร์ที่เราใช้ทำงานอยู่ เป็นช่องทางที่แฮกเกอร์นิยมใช้ในการเจาะผ่านเข้ามาโจมตีด้วยเช่นกัน เช่น ช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ Windows ช่องโหว่ใน โปรแกรม Adobe ฯลฯ เป็นต้น

เมื่อช่องโหว่เหล่านี้ถูกค้นพบ ทางผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ก็จะออก Patch แก้ไขออกมาให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดไปอัปเดต ในบริษัทที่มีคอมพิวเตอร์จำนวนมาก งานนี้อาจจะค่อนข้างยุ่งยาก และเสียเวลา แต่มันเป็นสิ่งที่ทีมไอทีของบริษัทต้องบริหารจัดการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...