โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘TISCO ESU’ ปรับเป้าจีดีพีปี’63 เหลือโต 0.8% ต่ำสุดในรอบ 9 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ส.ค. 2565 เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2563 เวลา 09.19 น.
แฟ้มภาพ

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้คาดเศรษฐกิจไทยปี’63 โตเพียง 0.8% ต่ำสุดในรอบ 9 ปี เหตุไวรัสระบาดกระทบจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้ติดลบ 18% มองกรณีเลวร้ายที่สุดจีดีพีอาจติดลบหากปัจจัยเสี่ยง “ไวรัส-ภัยแล้ง-ราคาน้ำมันดิบร่วง” ยืดเยื้อ ประเมินกนง.หั่นดอกเบี้ยลงอีกครั้งในรอบการประชุมวันที่ 25 มี.ค.เพื่อพยุงเศรษฐกิจ

นายธรรมรัตน์ กิตติสิริพัฒน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยจำนวนผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนเพิ่มขึ้นเกินกว่าระดับ 26,000 ราย ซึ่งในช่วง 1 – 8 มีนาคม 2563 จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่งเฉลี่ย 2,400 คนต่อวัน เทียบกับระดับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 200 คนต่อวัน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563

ล่าสุด รัฐบาลอิตาลีสั่งปิดเมืองทั้งประเทศให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านและห้ามรวมตัวกันในที่สาธารณะ หลังจำนวนผู้ติดเชื้อในอิตาลีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมในจีนสูงเกินกว่าระดับ 8 หมื่นราย แต่อัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในจีนกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากระดับการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 2,300 คนต่อวัน ในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 100 คนต่อวัน ในวันที่ 1-8 มีนาคม

TISCO ESU จึงมองว่าพัฒนาการของสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบันรุนแรงกว่าที่เราประเมินไว้เดิม ทั้งจากการแพร่ระบาดนอกประเทศจีน และตัวเลขเบื้องต้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางผ่าน 5 สนามบิน ได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, หาดใหญ่ และภูเก็ต ในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคมที่หดตัวลงแรงกว่าที่ประเมินไว้ โดยในเดือนกุมภาพันธ์หดตัว 46% เมื่อเทียบกับปีก่อน และในระหว่างวันที่ 1-6 มีนาคม 2563 หดตัวถึง 58%

ดังนั้น จึงได้ปรับลดสมมติฐานจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจากเดิมคาดว่าจะลดลงเพียง 2.2 ล้านรายหรือลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นปรับลดลง 7.3 ล้านรายหรือลดลง 18% ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2563 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.5 ล้านคนเท่านั้น โดย TISCO ESU มองว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวทั้งต่างชาติเที่ยวไทยและไทยเที่ยวไทยที่แย่ลง จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้มากที่สุด เนื่องจากเป็นแหล่งพื้นที่หลักของนักท่องเที่ยว โดยกว่า 80% ของเม็ดเงินการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเกือบ 60% ของการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยกระจุกตัวใน 2 ภูมิภาคดังกล่าว

จากรายได้ของภาคการท่องเที่ยวที่แย่ลงอย่างมีนัยยะ ประกอบกับห่วงโซ่การผลิตที่ได้รับผลกระทบจากการที่จีนปิดเมือง (Supply Disruption) รวมทั้งอุปสงค์ต่างประเทศและในประเทศที่อ่อนแอลง ทำให้ TISCO ESU ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยในปี 2563 ลงมาอยู่ที่ 0.8% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.7% ซึ่งเป็นระดับการเติบโตของ GDP ที่ต่ำที่สุดในรอบ 9 ปี นับตั้งแต่ปี 2552 โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ก่อนที่จะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ในช่วงครึ่งหลังของปี

นอกจากนี้ ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงอย่างมีนัยยะ TISCO ESU คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 0.25% ไม่เกินช่วงไตรมาส 2 นี้ เร็วที่สุดคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมวันที่ 25 มีนาคม 2563 หลังจากได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปแล้ว 0.25% ในการประชุมวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี TISCO ESU มองว่ามีโอกาสที่ GDP ทั้งปีอาจจะติดลบได้ในปีนี้ จากความเสี่ยงสำคัญหลายประการ ได้แก่

1) ความไม่แน่นอนของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีอยู่สูง อาจรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่เราคาดไว้ในกรณีฐาน

2) ความรุนแรงของสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจแย่กว่าคาด ซึ่งก่อนหน้านี้ประเมินว่าภัยแล้งจะลากยาวเพียง 5 เดือนคือระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.2% อย่างไรก็ดี หากผลผลิตเสียหายกว่าที่คาดหรือสถานการณ์ลากยาวกว่าที่ประเมินไว้ จะกระทบต่อปริมาณผลผลิตและรายได้เกษตรกรให้แย่ลงกว่าที่คาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากภัยแล้งรุนแรงและลากยาวไปจนถึงช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวช่วงสิ้นปี โดยเฉพาะข้าวนาปีที่ผลผลิตกว่า 90% ออกสู่ตลาดในช่วงเวลาดังกล่าว

3) ความไม่สงบของสถานการณ์การเมืองในประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคอนาคตใหม่

4) ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับต่ำมากเป็นเวลานาน ซึ่งเมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมาราคาน้ำมัน WTI ซื้อขายต่ำกว่าระดับ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังซาอุดิอาระเบีย วางแผนปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนเมษายน และปรับลดราคาขาย OSP (Offiical Selling Price) สำหรับน้ำมันดิบทุกเกรดที่ส่งมอบให้แก่ลูกค้าทุกประเทศ หลังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับพันธมิตร OPEC และรัสเซียได้

“หากราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน แม้ว่าจะส่งผลบวกในด้านต้นทุนพลังงานที่ต่ำลง ลดค่าครองชีพของครัวเรือน ลดต้นทุนขนส่งของภาคธุรกิจ ลดต้นทุนการนำเข้าน้ำมันและเชื้อเพลิงลง รวมถึงช่วยลดแรงกดดันต่อการขาดดุลการค้าในหมวดพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิ แต่จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจคู่ค้าที่พึ่งพิงรายได้จากการขายน้ำมัน เช่น รัสเซียและตะวันออกลาง ให้แย่ลง ดังเช่นในช่วงปี 2557-2559 ที่ราคาน้ำมันร่วงลงแรง นักท่องเที่ยวจากรัสเซียปรับตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยขยายตัวติดลบเป็นระยะเวลายาวนานเกือบสองปี อีกทั้ง ราคาน้ำมันที่ลดลง ยังส่งผลกดดันต่อรายได้จากการส่งออกผ่านราคาสินค้าส่งออก รวมถึงราคาสินค้าเกษตร ให้ปรับตัวลดลงอีกด้วย” นายธรรมรัตน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงไปมาก ส่งผลให้ CDS Spread ของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี (เสมือนเป็นต้นทุนของการซื้อประกันความเสี่ยงจากโอกาสผิดนัดชำระของลูกหนี้ ยิ่งตัวเลขนี้สูง ยิ่งบ่งบอกถึงความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระ) ของไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกินกว่าระดับ 0.50% และสูงขึ้นราวเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี

แม้ยังต่ำกว่าระดับในช่วงวิกฤตซับไพร์ม ปี 2551-2552, น้ำท่วม ปี 2554 และวิกฤตราคาน้ำมันที่ต่ำ ปี 2557-2559 แต่ก็สะท้อนว่าตลาดกำลังกังวลมากขึ้นต่อภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินของตราสารที่ตนเองถือครองอยู่ ไม่ว่าจะเกิดจากความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง หรือมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลขที่ต้องจับตา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...