โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

Digital Footprint รอยเท้าดิจิทัล คืออะไร ? และมีผลในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19 อย่างไร ?

Thaiware

อัพเดต 02 เม.ย. 2564 เวลา 08.00 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. 2564 เวลา 08.00 น. • vappee
Digital Footprint รอยเท้าดิจิทัล คืออะไร ? และมีผลในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19 อย่างไร ? เพราะมันสร้างรอยเท้าดิจิทัล บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบไม่เคยเกิดมาก่อน

Digital Footprint หรือ รอยเท้าดิจิทัล คืออะไร ?

และมีผลในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19 อย่างไร ?

ความโกลาหลที่เกิดขึ้นจากประกาศรัฐบาลสั่งให้ครูอาจารย์และนักเรียนย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในโลกออนไลน์ นอกจากจะเป็นแรงกระตุ้นให้ครูอาจารย์ทั่วประเทศได้เรียนรู้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์มากมายในชั่วข้ามคืนและทำให้ฝ่ายสนับสนุนของสถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายต้องทำงานหนักมาตลอดตั้งแต่เกิดวิกฤตแล้วนั้น ผลพลอยได้ของมันคือการสร้างรอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภาคการศึกษาในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเรา

เนื้อหาภายในบทความ

  • รอยเท้าดิจิทัล หรือ Digital Footprint คืออะไร ?
  • รอยเท้าดิจิทัลในภาคธุรกิจ (Digital Footprint in Business Sector)
  • รอยเท้าดิจิทัลในภาคการศึกษา (Digital Footprint in Education Sector)
  • รอยเท้าดิจิทัลบอกอะไรเราได้บ้าง ?
  • วางแผนการจัดการข้อมูลรอยเท้าดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพองค์กร

รอยเท้าดิจิทัล หรือ Digital Footprint คืออะไร ?

Digital Footprint แปลเป็นไทยตรงๆ เลยก็คือ "รอยเท้าดิจิทัล" (บางแห่งอาจจะเรียกว่า "ร่องรอยดิจิทัล") ซึ่งมันเป็นข้อมูลที่เราสร้างไว้บนอินเทอร์เน็ต มีอยู่สองประเภท คือ รอยเท้าที่เกิดขึ้นโดยเจตนา และ รอยเท้าที่ไม่ได้ตั้งใจฝากเอาไว้

  • Active Digital Footprint (รอยเท้าที่เกิดขึ้นโดยเจตนา) เช่น การใช้งานอีเมล, การเข้าไปพูดคุยในเว็บบอร์ด หรือการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย
  • Passive Digital Footprint (รอยเท้าที่ไม่ได้ตั้งใจฝากเอาไว้) หรือร่องรอยข้อมูลที่เราฝากเอาไว้ในที่ต่าง ๆ โดยไม่รู้ตัว เช่น หมายเลข IP Address ของเราที่อาจจะมาจากประวัติการค้นหาข้อมูลจากเสิร์ชเอนจิน, ข้อมูลระบุพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) รวมถึงสถิติการเข้าชม (Hits) เว็บไซต์

รอยเท้าดิจิทัลในภาคธุรกิจ (Digital Footprint in Business Sector)

รอยเท้าที่เราเหยียบย่ำไปในโลกออนไลน์มีผลกับเราตั้งแต่สมัครงานเลยครับ ทางสมาคมการจัดการงานบุคคลฯ เคยรายงานว่าฝ่ายบุคคลเกินครึ่ง "ส่อง" ผู้สมัครจากสื่อโซเชียลอยู่แล้วเพราะเป็นด่านแรกที่จะเรียนรู้ถึงทัศนคติ วิธีคิด การดำเนินชีวิตของคน ๆ หนึ่งได้ง่ายและเร็วที่สุด

ด้วยลักษณะของข้อมูล รอยเท้าดิจิทัลที่สามารถบ่งบอกพฤติกรรมและรสนิยมของผู้ใช้ นี่เองทำให้มันกลายเป็นขุมทรัพย์ที่ว่ากันว่ามีค่ายิ่งกว่าน้ำมัน เมื่อนำข้อมูลที่รวบรวมจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลโซเชียลมีเดีย, พันทิป และเว็บต่าง ๆ นานาที่สามารถเข้าถึงได้ เอามาพัฒนาเป็นโมเดลข้อมูลเชิงลึกเพื่อเป็นโปรไฟล์ลูกค้าหลายมิติ มันจะกลายขุมทรัพย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เป็นช่องทางใหม่ให้แบรนด์ต่าง ๆ ได้เสิร์ฟโฆษณาไปถึงหน้าจอกลุ่มลูกค้าได้อย่างไม่จบไม่สิ้น สร้างกำไรมหาศาลให้เอเจนซีโฆษณา (และเจ้าของข้อมูลตัวจริงอย่างกูเกิลและเฟซบุ๊ก)

รอยเท้าดิจิทัลในภาคการศึกษา (Digital Footprint in Education Sector)

ในขณะที่รอยเท้าดิจิทัลสร้างปรากฏการณ์ให้กับภาคธุรกิจมากมาย ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนการสอนก็ชูธงเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้ผู้ใช้งาน เช่น ครูอาจารย์, นักเรียน หรือผู้บริหารได้เข้าใจพฤติกรรมการใช้เรียนรู้และการประเมินผลได้ โดยความสามารถนี้เรียกกันว่าการวิเคราะห์การเรียนรู้ (Learning Analytics) 

ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มเจ้าใหญ่ก็แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มสำนักพิมพ์ที่ขยายธุรกิจมาเพื่อสร้างสื่อดิจิทัล เช่น McGraw Hill, Cengage หรือ Wiley ทุกเจ้าที่ว่ามามี Content ของตัวเองและมีระบบการเรียนรู้พร้อมความสามารถในการวิเคราะห์การเรียนให้อยู่แล้ว อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้พัฒนาระบบการจัดการการเรียนรู้ (Learning Management Systems หรือ LMS) เช่น Blackboard, Edmodo, Moodle, Google Classroom และผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Microsoft Teams ที่กำลังพลิกวิกฤตเป็นโอกาสก็ได้จับมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา, วิทยาศาสตร์, วิจัย และนวัตกรรมไปเรียบร้อยแล้ว

หน้าที่หลักของระบบ LMS คือช่วยบริหารข้อมูลต่าง ๆ ในชั้นเรียนออนไลน์ เช่น การประกาศข่าว, จัดเก็บไฟล์เอกสารการสอน, จัดทำแบบทดสอบ, สร้างกล่องรับการบ้าน และระบบ LMS ส่วนใหญ่ ก็มี Learning Analytics ที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนได้เช่นกัน

รอยเท้าดิจิทัลบอกอะไรเราได้บ้าง ?

ระบบ Learning Analytics ที่พ่วงมากับระบบการเรียนการสอนเหล่านี้ช่วยให้ผู้เรียน ครูอาจารย์และนักบริหารการศึกษาตอบโจทย์การเรียนรู้ได้ในหลายระดับ ที่ใกล้ตัวที่สุดคือระดับนักเรียน เช่น ระบบ Connect ของ McGraw Hill มีอีบุ๊กพร้อมแบบฝึกหัดที่ช่วยผู้เรียนเข้าใจทบทวนเนื้อหาตามความถนัด เป็น AI ที่เรียนรู้การทำแบบทดสอบบทเรียนและคอยรายงานว่าเนื้อหาส่วนไหนที่ผู้เรียนยังอ่อนอยู่ และผู้สอนก็สามารถดูภาพรวมของเด็กในชั้นว่าเนื้อหาส่วนไหนที่ผู้เรียนยังไม่ค่อยเข้าใจเพื่อจะได้ช่วยเน้นย้ำให้ถูกจุด

สำหรับตัว LMS ทุกเจ้าก็โฆษณาความสามารถในการหา ข้อมูลเชิงลึก หรือ Insights ของผู้เรียนจะแตกต่างกันที่ความ “ลึก” ในการล้วงข้อมูลนั่นละครับ ที่เบสิกมาก ๆ คือการรายงานกิจกรรมการเรียนให้ผู้สอนทราบเป็น Active Digital Footprint เช่น นักเรียนส่งงานตรงเวลาหรือเปล่า คะแนนการทดสอบออนไลน์มีสถิติเป็นอย่างไร มีคนผ่านกี่คน ข้อมูลเหล่านี้เข้ามาช่วยลดภาระในการจัดการห้องเรียนได้พอสมควรเลย นั่นหมายถึงครูผู้สอนจะมีเวลาช่วยเหลือผู้เรียนมากขึ้นเช่นกัน 

ตัวอย่างข้อมูลการมีส่วนร่วมกับการสนทนาในวิชาจาก Microsoft Teams with Class Insights

Digital Footprint รอยเท้าดิจิทัล คืออะไร ? และมีผลในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19 อย่างไร ?

ภาพจาก : https://thebnp.org/2020/05/14/teams-use-insights-to-get-data-on-student-engagement/

ข้อมูลที่ลึกกว่าการรายงานกิจกรรมการเรียนรู้เป็นข้อมูลประเภท Passive Digital Footprint ซึ่งในระบบ LMS ยอมให้เข้าถึงได้ ทำให้เราทราบถึงหมายเลข IP Address ของผู้เรียน เรารู้พฤติกรรมผู้ใช้ทั้งครูและนักเรียนว่าเข้ามาใช้เวลาในระบบมากแค่ไหน ดูเนื้อหาส่วนใดบ้าง ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานแบบนี้ยังสามารถติดตามดูว่าเด็กคนไหนมีแววว่าจะเรียนไม่รอด (At Risk) ด้วยครับ 

ตัวอย่างรายงาน Insights report ของ Moodle 3.8

การเข้าถึงข้อมูลในระดับนี้เป็นประโยชน์ต่อนักบริหารการศึกษาด้วย โดยเฉพาะในบ้านเราที่ยังมีความกังวลถ้าย้ายห้องเรียนไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตแล้วเราจะตรวจสอบการทำงานของครูอาจารย์ได้อย่างไร รายงานเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบได้ ลดภาระในการทำงานลงเหลือเพียงตรวจสอบความผิดปกติ เช่น บางวิชาที่มีการใช้งานน้อยกว่าค่าเฉลี่ย หรือมีการเข้าใช้งานเนื้อหาไม่ครบทุกกิจกรรม เป็นต้น

วางแผนการจัดการข้อมูลรอยเท้าดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพองค์กร

ในภาคการศึกษานั้น การใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและองค์กรยังถือว่าตามหลังภาคธุรกิจอยู่มากครับ ปัจจัยหนึ่งคือความพร้อมของบุคลากรเอง อย่างที่เราเห็นความวุ่นวายในการย้ายห้องเรียนมาสอนออนไลน์ในปัจจุบันและเสียงบ่นของผู้เรียน นโยบายเกี่ยวกับการใช้งานระบบการเรียนรู้ต่าง ๆ ก็ยังไม่มีออกมาอย่างชัดเจน ครูอาจารย์ในหลายหน่วยงานก็เลือกใช้ระบบที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบัน ไม่ได้ใช้บัญชีผู้ใช้ทางการของหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถตามเก็บรอยเท้าดิจิทัลได้

ในช่วงนี้สถาบันการศึกษาหลาย ๆ แห่ง ก็ล้มลุกคลุกฝุ่นกัน แต่วันที่ฝุ่นจางและมหาวิทยาลัยไหนตั้งตัวได้ วางแผนเก็บข้อมูลรอยเท้าดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ก็จะสามารถดึงข้อมูลทะเบียน, ข้อมูลนักศึกษา และการใช้งานในระบบการเรียนรู้เข้ามาไว้เป็นคลังข้อมูล (Data Warehouse หรือ Data Mart) มันจะกลายเป็นขุมทรัพย์ที่มีค่ายิ่งกว่าน้ำมันแน่ 

เดิมทีข้อมูลของสถาบันการศึกษานั้นพอจะใช้คาดคะเนความสำเร็จของผู้เรียนได้ตั้งแต่แรกเข้า เช่น การถามผลการเรียนในระดับมัธยมและภูมิหลังของนักเรียน (จบโรงเรียนรัฐ, เอกชน หรืออินเตอร์) ผู้ปกครองมีการศึกษาระดับไหน (จบประถม, มัธยม หรืออุดมศึกษา) แต่เมื่อเด็กได้เริ่มต้นเรียนกับเราแล้ว เราสามารถนำบันทึกรอยเท้าดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีก เด็กที่มีภูมิหลังไม่แข็งแรงนักอาจจะต้องคอยติดตามดูกิจกรรมต่าง ๆ มากกว่าปกติ แต่งตั้งที่ปรึกษาแบบพิเศษเพื่อติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนแบบใกล้ชิดโดยการให้เข้าถึงข้อมูล Insights Report ในวิชาต่าง ๆ อาจมีการให้ทำกิจกรรมเสริมเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นต้น

ยิ่งเก็บข้อมูลมากมันก็จะช่วยให้เราทราบว่านโยบายต่าง ๆ ที่ใช้ช่วยเหลือผู้เรียนนั้นมีผลอย่างไร ถ้าเราทดลองนโยบายไว้หลายแนวทางก็สามารถเปรียบเทียบกันได้ว่าแบบไหนประสบความสำเร็จมากกว่ากัน 
เรื่องเหล่านี้คงไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะภูมิหลังนักศึกษาในแต่ละสถาบันก็แตกต่างกัน ถ้าสถาบันไหนเริ่มเห็นความสำคัญกับรอยเท้าดิจิทัลของผู้เรียนและวางแผนเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและนำมาใช้พัฒนาการเรียนการสอน กิจกรรมแนะแนวนักศึกษา รวมถึงการบริหารการศึกษาได้ ขุมทรัพย์ข้อมูลนี้ย่อมมีค่ามากกว่าน้ำมันแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...