เซ็นทรัล-แพทยสมาคมฯ สร้างความยั่งยืนรักษาโควิด ป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำ
กลุ่มเซ็นทรัล-แพทยสมาคมฯ สร้างความยั่งยืนรักษาโควิด ระดมทุนส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยารักษา ทำลายเชื้อโควิด-19 รวมถึงวัคซีนที่ผลิตโดยแพทย์ไทย ทำให้คนที่เป็นหาย และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก เพราะการมีวัคซีนยังไม่ใช่จุดจบของการรักษา
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวานนี้ (8 มี.ค. 2564) กลุ่มเซ็นทรัล เปิดโครงการ “ทำด้วยใจ ไฟท์โควิด-19” ภายใต้โครงการเพื่อสังคมหลัก “เซ็นทรัล ทำ – ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ” เพื่อการระดมทุน ต่อยอดการวิจัยและพัฒนากระบวนการรักษาและป้องกันโรคที่เกิดจากโควิด-19 โดยแพทย์ไทย ซึ่งร่วมกับแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
วัคซีนไม่ใช่จุดจบการรักษาโควิด
นายพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เผยว่า นับเป็นสัญญาณที่ดีที่ประเทศไทยเริ่มมีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อและความรุนแรงของโรค แต่ความท้าทายต่อไปคือ การทำให้เกิดความยั่งยืนในการรักษาโรค นั่นคือการทำให้คนที่เป็นหาย และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก ดังนั้น การฉีดวัคซีนต้องทำควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับยารักษาโควิด-19
“เราได้สอบถามทางแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯว่า หน่วยงานทางการแพทย์ใดบ้างที่ต้องการเงินทุนที่สนับสนุนการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมด้านยารักษา ยาทำลายเชื้อโควิด-19 รวมถึงวัคซีนที่ผลิตโดยแพทย์ไทย จึงพบว่ามี 3 แห่งประกอบด้วย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”
ซึ่งทางกลุ่มเซ็นทรัลจะสมทบทุน 20 ล้านบาท มอบผ่านแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ โดยมูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ นอกจากนั้นเรามองว่า เซ็นทรัลกรุ๊ปมีช่องทางระดมทุนที่หลากหลาย เป็นระบบ และตรวจสอบได้ จึงต้องการส่งเสริมให้เกิดไลฟ์สไตล์แบบใหม่ในสังคมไทย ในการช่วยสังคมให้มีความก้าวหน้าในการพัฒนานวัตกรรมด้านโควิด-19 ที่ครอบคลุมการรักษาและป้องกันอย่างครบถ้วน จึงจัดช่องทางรับบริจาคระหว่างเดือนมีนาคม – ธันวาคม 2564 ทั้งรูปแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่เข้าด้วยกัน
นักวิจัยต้องการการสนับสนุนที่เร่งด่วน
ศ.เกียรติคุณ นพ. อมร ลีลารัศมี นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวว่า ยังมีช่องว่างในด้านงานวิจัยเรื่องยารักษา ยาทำลายเชื้อโควิด-19 รวมถึงวัคซีนที่ผลิต ที่ทำนักวิจัยต้องการการสนับสนุนที่เร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลใหม่ ๆ ทางวิชาการ กระบวนการอนุมัติและทำวิจัยที่กระชับ รวดเร็ว และทุนทรัพย์จากหน่วยงานเอกชน เพราะต้องไปทำการศึกษาในผู้ติดเชื้อหรือประชาชนจำนวนมาก
“ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่ทุ่มเทอย่างมากในการคิดค้นงานวิจัยการรักษา และป้องกันโรคที่เกิดจากโควิด-19 อย่างเร่งด่วน ซึ่งยังต้องการทุนทรัพย์ในการสนับสนุนให้เกิดผลสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ หากงานวิจัยประสบความสำเร็จ จะทำให้คนไทยทั้ง 68 ล้านคน เข้าถึงการรักษาและป้องกันโรคได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น รวมทั้งขยายโอกาสในการกระจายตัวยาไปยังประเทศอื่น ๆ ที่สนใจได้”
ลดต้นทุนการรักษา 50%
อ.ดร.นพ.วรพจน์ นิลรัตนกุล ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การวิจัยและพัฒนาเรื่องยารักษา ยาทำลายเชื้อโควิด-19 รวมถึงวัคซีนที่ผลิต โดยทั่วไปใช้เงินทุนหลักพันล้านบาท
“แต่หากประเทศไทยสามารถวิจัยและพัฒนายาและวัคซีนโควิด-19 ได้เอง จะทำให้ราคาถูกกว่าการซื้อจากต่างประเทศกว่า 50%”
สำหรับความคืบหน้าโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด–19 ชนิด mRNA เช่นกัน ในชื่อว่า CU-Cov19 ของศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังอยู่ในเฟสที่ 1 เราได้ทดลองกับสัตว์เล็กแล้ว และกำลังทดสอบกับคน ที่เป็นอาสาสมัครกลุ่มเล็ก และพยายามจะเร่งพัฒนาให้เสร็จเฟส 3 ใน 6 เดือนข้างหน้า เพื่อให้ได้ใช้ในปลายปี
ด้าน ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล รองคณคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า งานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในระยะแรกซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน จะเป็นการศึกษาระบาดวิทยาของการแพร่เชื้อที่เป็น cluster ขนาดใหญ่ และผลของการใช้มาตรการต่าง ๆ ในการควบคุมการระบาด เพื่อจะทำให้มั่นใจว่าการควบคุมการระบาดได้ผลดี และหากยังมีการแพร่เชื้อหลงเหลืออยู่ก็จะสามารถทราบและควบคุมได้อย่างทันเวลา
“ในระยะต่อไปการวิจัยจะเป็นการศึกษายาและสูตรยาผสมที่จะรักษาผู้ป่วย ลดความรุนแรง หรือป้องกันโรค ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นยาที่ราคาไม่แพงที่สามารถมีใช้ได้ทั่วไป”