โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปริศนาโบราณคดี : ความตายที่เลือกเองผลพวงจาก 'คัมภีร์อนาคตวงศ์' ปฏิสัมพันธ์อันย้อนแย้งระหว่างความรุนแรงและความศักดิ์สิทธิ์ เผาตัว ตัดคอ ขอปณิธาน!

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 01 พ.ค. 2564 เวลา 16.36 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2564 เวลา 13.13 น.

 

ความตายที่เลือกเอง

ผลพวงจาก ‘คัมภีร์อนาคตวงศ์’

ปฏิสัมพันธ์อันย้อนแย้ง

ระหว่างความรุนแรงและความศักดิ์สิทธิ์

เผาตัว ตัดคอ ขอปณิธาน!

 

ปรากฏการณ์แห่งความเชื่อเรื่อง “ศิระสังเวย” ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ณ วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดหนองบัวลำภู โดยอดีตภิกษุ “พระธรรมกร” ได้สร้างกิโยตินบั่นคอตัวเองถวายเป็นพุทธบูชา ด้วยความปรารถนาที่จะได้บังเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคตกาลนั้น

ได้สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ไม่เพียงเฉพาะบุคลากรในวงการสงฆ์ นักการศาสนา นักปรัชญาเท่านั้น

ทว่ายังได้ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงแวดวงวิชาการ นักภาษาจารึก และนักโบราณคดีอีกด้วย

เห็นได้จากในรอบ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ได้มีการเปิดประเด็นเสวนาวิพากษ์วิจารณ์ต่อเรื่องที่เกิดขึ้นกันอย่างกว้างขวาง

มีทั้งฝ่ายที่พยายามจะเข้าใจใน “มหาศรัทธาอันเอกอุ” ของผู้ตาย

และมีทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ “ความตายที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ” มองว่าการกระทำแบบสุดโต่งเช่นนี้เป็นอวิชชา บ้างว่าถึงขั้นเดียรัจฉานวิชา

จากนั้นโลกออนไลน์ก็เข้าสู่กระบวนการเปิดปูม ขุดค้นเสาะหาบทความเก่าๆ ที่มีการเขียนถึงเหตุการณ์ “ฆ่าตัวตายเป็นพุทธบูชา” ทั่วทุกซอกหลืบบนแผ่นดินสยาม ว่าเคยมีกรณีศึกษาอะไรในทำนองนี้มาแล้วบ้างไหม เพื่อนำมาศึกษาทบทวนซ้ำ

พบว่ากรณีสะเทือนขวัญชาวสยามที่สุด เห็นจะไม่มีอะไรเกินเหตุการณ์ของ “นายเรือง-นายนก” ที่ฆ่าตัวตายถวายชีวาตม์ “ด้วยเลือดด้วยเนื้อ” ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 1 และ 2

เริ่มจากปี 2333 “นายเรือง” ผู้มีศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนา ได้เอาผ้าและสำลีชุบน้ำมันพันแขนตัวเองให้เป็นเชื้อเพลิง จุดไฟเผาเรือนกายต่างเทียนประทีป หลังจากอธิษฐานจิตเสี่ยงทายดอกบัวให้ชาติหน้าได้เกิดเป็นพระอนาคตพุทธเจ้าสำเร็จลง

หลังจากนั้นอีก 27 ปี “นายนก” อีกหนึ่งอุบาสกผู้ปรารถนาพุทธภูมิอย่างมุ่งมั่นก็กระทำอัตวินิบาตกรรมในทำนองเดียวกัน ณ สถานที่วัดแจ้งแห่งเดิม

ปัจจุบันมีอนุสรณ์รูปปั้นของเขาทั้งสองตั้งอยู่ที่ศาลาวัดอรุณราชวราราม

รายละเอียดทั้งหมดนี้สามารถหาอ่านรายละเอียดได้ในบทความของ “ศรัณย์ ทองปาน” ชื่อ “ลัทธิอนาคตวงศ์ : พุทธศาสนาประชานิยมยุคต้นรัตนโกสินทร์” ในวารสาร “ดำรงวิชาการ” หรือติดตามบทความชิ้นอื่นๆ ของเขาที่วิเคราะห์เรื่องราวในทำนองเดียวกันนี้ได้ในเฟซบุ๊กชื่อ “Nuinui Sran”

นอกจากนี้แล้ว ปัญญาชนโซเชียลยังได้สืบค้นงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของ “สุพิชฌาย์ แสงสุขเอี่ยม” นำเสนอต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ตั้งแต่ 16 ปีก่อน

ซึ่งต่อมาเธอได้นำเฉพาะประเด็น “ศิระสังเวย” มาย่อยเขียนเป็นบทความเรื่อง “จิตรกรรมภาพพระโพธิสัตว์ในสมัยพระอนาคตพุทธเจ้า 10 พระองค์ บนแผงไม้คอสอง ศาลาการเปรียญหลังเก่า วัดในกลาง จังหวัดเพชรบุรี”

บทความดังกล่าว นำเสนอภาพบุคคลคือ “พระเจ้าสังขจักร” ตัดศีรษะตัวเองใส่พานถวายพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ด้วยความเชื่อว่าอานิสงส์นี้จักส่งผลให้ตนได้เกิดมาเป็นพระศรีอาริยเมตไตรยในอนาคต ถือเป็นภาพจิตรกรรมเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย (เฉพาะวัดนี้มีฉากทำนองเดียวกันสองภาพ) ที่สืบค้นพบในขณะนี้ ที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความเชื่อของพุทธศาสนิกชนกลุ่มหนึ่งต่อคัมภีร์อนาคตวงศ์

มาถึงบรรทัดนี้ ได้มีการตั้งคำถามกันมากว่า “คัมภีร์อนาคตวงศ์” มีความเป็นมาอย่างไร ใครแต่ง ทำไมจึงมีเรื่องราวสุดโต่ง คล้าย “ลัทธิภักติ” ของศาสนาฮินดูและพุทธตันตระยาน คัมภีร์อนาคตวงศ์เข้ามาสู่สยามเมื่อไหร่

และการตัดคอตัวเองด้วยกิโยตินของอดีตพระธรรมกรนั้นได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์อนาคตวงศ์ด้วยหรือไม่?

 

ภิกษุอินเดียใต้แต่งอนาคตวงศ์

อิทธิพลจากลัทธิภักติ

ข้อมูลในเฟซบุ๊กของศาสตราจารย์ ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้กล่าวไว้ว่า

“คัมภีร์อนาคตวงศ์ไม่ใช่สิ่งที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎกดั้งเดิม แต่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นภายหลัง ผู้รจนาชื่อ “พระกัสสปะ” มีอายุอยู่ระหว่าง พ.ศ.1703-1773 เป็นภิกษุชาวอินเดียใต้สมัยราชวงศ์โจฬะเรืองอำนาจ”

เนื้อหาในคัมภีร์อนาคตวงศ์ มีฉบับแปลเป็นภาษาไทยโดยนายประภาส สุระเสน หากใครได้เปิดอ่านจะพบว่าค่อนข้างพิสดาร เนื่องจากกล่าวว่า จะมีการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าในอนาคตอีก 10 พระองค์

ทั้งๆ ที่ในพระไตรปิฎกตอน “พุทธวังสะ” (คัมภีร์พุทธวงศ์) ได้มีบันทึกเกี่ยวกับอนาคตพระพุทธเจ้าในภัทรกัปไว้อีกเพียงพระองค์เดียว คือพระศรีอาริยเมตไตรยเท่านั้น

ประเด็นสำคัญของการศึกษาคัมภีร์อนาคตวงศ์ไม่ได้อยู่ที่ “จำนวน” ของอนาคตพุทธเจ้า ว่าตกลงมีกี่พระองค์กันแน่ เพราะนั่นอาจเป็นแค่กุศโลบายแห่งความหวังของชาวพุทธที่ต้องการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาว

ความแปร่งของอนาคตวงศ์กลับอยู่ที่ความพิสดารพันลึกของเนื้อหาที่พระกัสสปะผูกไว้นั้นต่างหาก

โดยพบว่าเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ 4 ใน 10 องค์ที่ต้องทนถากถางหนทางสร้างบารมีกว่าจะได้บรรลุเป็นอนาคตพุทธเจ้านั้น ต้อง “แลกด้วยเลือดด้วยเนื้อ” อย่างอุกฤษฏ์

สองเรื่องเป็น “ศิระสังเวย” หรือการตัดหัวตัวเองเป็นพุทธบูชา

และอีกสองเรื่องเป็น “จุดเกศาต่างประทีป” คือการอุทิศเส้นผมจุดไฟเผาจนตัวตาย

คำถามมีอยู่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับบรรยากาศการนับถือพระพุทธศาสนาในอินเดียใต้ ช่วงยุคที่พระกัสสปะกำลังรจนาคัมภีร์อนาคตวงศ์นั้นเล่า?

พบว่าช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทในแถบอินเดียใต้ หาได้มีความราบรื่นสะดวกดายต่อการหยัดท้าคลื่นลมเท่าใดนัก ต้องต่อสู้ช่วงชิงศรัทธามหาชนกันอย่างหนักหน่วง ทั้งจากกลุ่มอำนาจเก่าและอำนาจใหม่

กลุ่มอำนาจเก่าที่เติบโตมาพร้อมๆ กับศาสนาพุทธคือศาสนาฮินดูกับศาสนาเชน ส่วนกลุ่มอำนาจใหม่ที่กำลังมาแรงมากคือศาสนาอิสลาม ทั้งสามศาสนานี้คือ ฮินดู เชน และอิสลาม ต่างก็มีลัทธิย่อยของนิกายต่างๆ ที่เน้นการแสดงออกในด้านการบูชาพระเป็นเจ้าอย่างสูงสุดเหมือนๆ กันหมด

“ความภักดี ความศรัทธาแบบไร้เงื่อนไข การเสียสละอวัยวะ การอุทิศชีวิตเพื่อถวายแด่พระศาสดา” ในนามของ “ลัทธิภักติ” กำลังยึดครองพื้นที่ตอนล่างคาบสมุทรเดคข่าน

เรื่องราวของเทพ “ตรีมูรติ” เราก็เห็นแล้วว่าจุดเริ่มต้นของศาสนาฮินดู มีฉากที่พระศิวะตัดเศียรที่ห้าของพระพรหม (ทำให้พระพรหมเหลือสี่หน้า) มาแล้ว หรือฉากการบูชายัญควายต่อพระนางทุรคา (พระแม่กาลี)

ทำให้เชื่อได้ว่า การรจนาคัมภีร์อนาคตวงศ์ของพระกัสสปะด้วยเนื้อหาแบบถวายชีวาตม์เป็นพุทธพลีในลักษณะ “สุดโต่ง” เช่นนี้ น่าจะเกิดขึ้นบนพื้นฐานการแข่งขัน ต่อสู้ช่วงชิงมวลชนในสถานการณ์ที่พระพุทธศาสนากำลังถูกแย่งประชากรให้กลายเป็น “ผู้ภักดี” ไปนั่นเอง

ศาสนาพุทธจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทาง ด้วยการสร้างรูปแบบอุดมคติใหม่ เน้นพระโพธิสัตว์ที่เสียสละตนเองและเข้มงวดกับการทำร้ายตัวเองแบบเสียเลือดเสียเนื้ออย่างไร้ข้อแม้ ในระนาบที่ใกล้เคียงกับลัทธิภักติของศาสนาอื่นๆ

ต่อมาพระกัสสปะได้รับอาราธนาจากพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราชที่ 1 แห่งลังกา ให้ไปเผยแผ่พระศาสนาที่นั่น ด้วยเหตุนี้คัมภีร์อนาคตวงศ์จึงเคลื่อนตัวจากอินเดียใต้ไปยังลังกาทวีป

บรรยากาศลังกาและอินเดียใต้สมัยนั้นเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธและเชนถูกฮินดูและอิสลามคุกคามอย่างหนักหน่วง ทำให้เกิดการย้ายเมืองหลวงของลังกาจากอนุราธปุระทางตอนเหนือ เคลื่อนย้ายลงไปอยู่เมืองโปลนนารุวะบริเวณตอนกลางของเกาะลังกา

 

คัมภีร์อนาคตวงศ์จากสยามสู่ล้านนา

บนพื้นฐาน “ปัญญาสชาดก”

การรับอิทธิพลของคัมภีร์อนาคตวงศ์ในรัฐโบราณบนแผ่นดินสยาม ไม่มีใครทราบว่าเริ่มต้นเมื่อไหร่ หลักฐานเก่าสุดที่กล่าวถึงคัมภีร์อนาคตวงศ์ในประเทศไทย (ที่ค้นพบ ณ ตอนนี้) รองศาสตราจารย์ ดร.สุภาพรรณ ณ บางช้าง (แม่ชีวิมุตติยา) กล่าวว่า

“ในบานแผนกของหนังสือเตภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วง ได้มีการอ้างถึงคัมภีร์พุทธศาสนาหลายเล่ม รวมถึงคัมภีร์อนาคตวงศ์ด้วย”

สิ่งที่น่าสนใจคือมีคัมภีร์อนาคตวงศ์สำนวนล้านนาด้วยเช่นกัน คุณชัยวุฒิ ไชยชนะ ผู้เชี่ยวชาญด้านอักขระล้านนาให้ข้อมูลว่า คัมภีร์อนาคตวงศ์สำนวนล้านนานี้ฉบับเก่าสุดจารเมื่อ จ.ศ.1059 (พ.ศ.2240) ตรงกับสมัยพระเพทราชา โดยราว 30 ปีที่แล้ว ดร.บำเพ็ญ ระวิน ได้ปริวรรตจากใบลานที่เขียนด้วยอักษรธัมม์ล้านนา แต่น่าแปลกทีเดียวที่เนื้อหาใช้คำศัพท์หลายคำเป็นภาษาแบบไทยภาคกลาง เช่น ใช้คำว่า “ป่าช้า” (แทนที่จะใช้ “ป่าเห็ว” แบบภาคเหนือ)

สะท้อนว่าต้นกำเนิดคัมภีร์อนาคตวงศ์สำนวนล้านนานั้น เป็นการรับขึ้นมาจากสยาม (คือล้านนาไม่ได้รับผ่านเมืองมอญ พม่า หรือจากลังกาโดยตรง) ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง ตรงกับช่วงที่ล้านนาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลพม่าสลับกับมีอำนาจของทางสยามมาผลัดเปลี่ยนมือในบางครั้ง โดยที่เราไม่เคยพบหลักฐานเรื่องอนาคตวงศ์ในล้านนายุคก่อนหน้านั้น

อาจารย์เกริก อัครชิโนเรศ ปราชญ์ล้านนาอธิบายถึงงานศิลปกรรมล้านนาที่แสดงภาพ “การตัดหัวบุคคลเป็นพลี” ที่ปรากฏอยู่บนหีบธรรมวัดบุญยืน เมืองน่าน ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน นั้นว่า

“ในล้านนามีนิทานชาดกนอกนิบาตชิ้นสำคัญคือ ‘เชียงใหม่ปัณณาสชาดก’ (คนทั่วไปเรียก ‘ปัญญาสชาดก’) แต่งสมัยพระเจ้าติโลกราชราว พ.ศ.2000 มีตอนหนึ่งคือ ‘สิริจุฑามณีราชชาดก’ กล่าวถึงการอุทิศร่างกายของพระโพธิสัตว์ถวายเป็นทานให้ยักษ์กิน ซึ่งกลายมาเป็นต้นแบบของภาพจำหลักไม้บนหีบธรรมอันโด่งดัง และหนึ่งเดียวของล้านนาที่แสดงออกในลักษณะค่อนข้างหวาดเสียว

โดยเรื่องราวทำนองนี้ มักเน้น ‘ทานปรมัตถบารมี’ คือการให้ทานระดับสูงสุด แม้ต้องแลกด้วยชีวิต เพื่อการสั่งสมบุญบารมีไว้จนกว่าจะถึงภพชาติที่ได้เกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าในที่นี้ หมายถึงพระสมณโคดมองค์ปัจจุบัน นิทานชาดกเป็นเรื่องเล่าย้อนอดีตว่าพระองค์ทรงบำเพ็ญทศบารมีอย่างอุกฤษฏ์มาอย่างไรบ้าง โดยปัญญาสชาดกไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคัมภีร์อนาคตวงศ์ และยังไม่เคยเห็นอิทธิพลของเนื้อหาพระอนาคตพุทธเจ้า 10 พระองค์ถูกนำมาสร้างเป็นงานศิลปกรรมในล้านนาแต่อย่างใดเลย” อาจารย์เกริกกล่าว

สิ่งที่ดิฉันรู้สึกสะดุดใจมากเป็นพิเศษและยังไม่เคยได้ยินท่านใดวิเคราะห์มาก่อนคือความเห็นของคุณชัยวุฒิ ไชยชนะ ที่กล่าวว่า

“ความจริงแล้ว ผมเห็นว่าพระกัสสปะได้ซ่อนสัญลักษณ์อะไรไว้เบื้องหลังการพรรณนาเรื่องการตัดหัว ตัดคอ เผาเส้นผมถวายเป็นพุทธบูชา มากกว่าจะให้เรารับสารแบบทื่อๆ ตรงไปตรงมา แล้วต้องไปกระทำการเลียนแบบ

ในอนาคตวงศ์สองตอนที่มีฉากตัดหัว ก่อนที่พระโพธิสัตว์จะตัดหัวตัวเองนั้น ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาตัดแบบโชว์ความเป็นฮีโร่ แต่มีบทสนทนาเรื่องพระโพธิสัตว์ถามสามเณรว่าพระพุทธเจ้าอยู่ไหน เมื่อสามเณรตอบพระโพธิสัตว์ว่า พระพุทธเจ้าอยู่ไกลแสนโยชน์ ไม่อาจมีใครไปถึง ไม่อาจย่ำไปด้วยตีน หรือคลานเข่า จุดนี้เอง ตอนผมอ่าน ผมเชื่อว่าพระโพธิสัตว์น่าจะรำพึงรำพันว่า ตีนก็ไม่ใช่ของเรา เข่าก็ไม่ใช่ของเรา อวัยวะใดๆ ก็ไม่ใช่ของเราแม้แต่ศีรษะ ดังนั้น จึงตัดหัวตัวเอง ให้ลอยไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเลยหรือเปล่า เพราะไม่สามารถมีช่องทางอื่นให้เข้าถึง อันนี้เป็นการตีความของผมนะ”

นั่นคือมุมมองหนึ่งของนักอ่านคัมภีร์ล้านนา ดิฉันคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วนะคะ ที่ควรมีการทบทวนเรื่องคัมภีร์อนาคตวงศ์กันใหม่อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ว่าเราจะอ่านเรื่องนี้ให้เป็นธรรมาธิษฐาน หรือเป็นบุคลาธิษฐาน?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...