โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เว็บฯ บันทึก 6 ตุลา เปิด '14 คัมภีร์ความคิด' วรรณกรรมเพื่อชีวิต ที่มาขบวนการเคลื่อนไหว

MATICHON ONLINE

อัพเดต 24 ก.ย 2564 เวลา 11.48 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2564 เวลา 11.48 น.

เว็บฯ บันทึก 6 ตุลา เปิด ’14 คัมภีร์ความคิด’ วรรณกรรมเพื่อชีวิต ที่มาขบวนการเคลื่อนไหว

เมื่อวันที่ 24 กันยายน แฟนเพจ “บันทึก 6 ตุลา – Documentation of Oct 6” ได้เผยแพร่ข้อเขียนบอกเล่าประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับวงการศิลปะและวรรณกรรมไทย ในขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ภายใต้ชื่อชุด “5 ตุลาฯ ตะวันจะมาเมื่อฟ้าสาง” ตอน “หนังสือเล่มละบาท ปีศาจ, ฉันจึงมาหาความหมาย” 14 หนังสือและวารสาร ที่มีอิทธิพลต่อนักศึกษาและฝ่ายซ้าย ช่วงปี 2516-2519

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อเขียนดังกล่าว ได้ตอกย้ำถึงแนวคิด “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน” (ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิด “ศิลปะเพื่อศิลปะ” หรือศิลปะบริสุทธิ์, ตามขนบ) อันเป็นจุดเริ่มต้นของ“วรรณกรรมเพื่อชีวิต” ที่ส่งผลต่อแนวคิดขับเคลื่อน-เปลี่ยนแปลงสังคมไทยในเวลาต่อมา

แฟนเพจ “บันทึก 6 ตุลา – Documentation of Oct 6” ระบุว่า มากไปกว่าสภาวะการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ ที่กระตุ้นให้นักศึกษาลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวทางการเมือง “หนังสือ” เป็นอีกปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความคิดคนช่วงปี 2516-2519 ระดับ “มหาศาล” ชนิดที่ว่าท้าทายและปฏิวัติความคิดเก่าทั้งในเรื่องการเมืองและวัฒนธรรม

โดยเฉพาะการนำผลงานของนักคิดนักเขียนในทศวรรษ 2490 กลับมาตีพิมพ์อีกครั้ง เช่น “ปีศาจ” และ “ความรักของวัลยา” โดย เสนีย์ เสาวพงศ์ “ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน” โดยทีปกร ทั้งยังมีวรรณกรรมแปลจากจีน เช่น “ตะเกียงแดง”, “รุกเหนือรบใต้”, “เกาอี้เป่า”, “ทหารน้อยจางก่า” และ “เดินทัพทางไกลไปกับประธานเหมา” หรือวรรณกรรมฝั่งรัสเซียอย่าง “แม่” โดย Maxim Gorky ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นักศึกษามีหลักการคิดแบบสังคมนิยม นำไปสู่พลังการเคลื่อนไหวที่ต้องการเปลี่ยนประเทศให้ตอบรับกับความเป็นอยู่ของประชาชน มากกว่าการอุ้มชูแต่ศักดินา ทหาร และเหล่านายทุนเอาไว้

นอกจากนี้ ยังมีวารสารสังคมและการเมืองร่วมสมัยที่คอยผลิตความคิดใหม่ๆ สู่สังคม อย่าง “สังคมศาสตร์ปริทัศน์”, “ชัยพฤกษ์” และ “มหาราษฎร์” หนังสือที่กล่าวถึงทั้งหมดนี้ยังเป็นแรงผลักดันให้นักเรียนนักศึกษาช่วยกันผลิตวารสารและหนังสือในนามกลุ่มต่างๆ ออกมาขาย ทั้งเพื่อหารายได้และกระจายความรู้สู่มวลชน

ต่อไปนี้คือ 14 งานวิชาการและชุดวรรณกรรม ที่กลายเป็นคัมภีร์ความคิดของนักศึกษาช่วงปี 2516-2519 ลองดูกันว่ามีเล่มไหนที่เคยอ่านไปแล้วบ้าง

#5ตุลาตะวันจะมาเมื่อฟ้าสาง #ศิลปเพื่อชีวิตศิลปเพื่อประชาชน #หนังสือ

1. ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน
โดย ทีปกร

แนวคิดแบบศิลปะต้องรับใช้ประชาชน ศิลปะต้องสะท้อนชีวิตประชาชนผู้ถูกกดขี่ กลายเป็นความคิดหลักของนักศึกษาตั้งแต่ปี 2516-2519 เพราะอิทธิพลจากหนังสือ “ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน” ของทีปกร ซึ่งเป็นนามปากกาของจิตร ภูมิศักดิ์

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวมข้อเขียนว่าด้วยศิลปะ 4 ชิ้น คือ “ศิลปะคืออะไร ศิลปะสูงส่งอย่างไร”, “ศิลปะเพื่อศิลปะมีจริงหรือไม่”, “ศิลปะเพื่อชีวิตคืออะไร และ “มีบทบาทสำคัญอย่างไร” โดยจิตรเริ่มเขียนตั้งแต่ปี 2498 ก่อนจะนำมารวมเล่มในปี 2500

งานเขียนของจิตรยังทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์งานศิลปะเกือบทุกแขนงในขณะนั้น โดยเฉพาะงานวรรณคดีและวรรณกรรม จนเกิดเป็นนิทรรศการ “เผาวรรณคดี” ในปี 2517 ซึ่งเป็นการวิจารณ์ว่าวรรณคดีที่ได้รับการขนานนามว่าทรงคุณค่านั้น แท้จริงแล้วมีเนื้อเรื่องที่รับใช้ชนชั้นปกครองมากกว่าพูดถึงประชาชน ส่วนนิยายก็ถูกมองว่ามีพล็อตเรื่องน้ำเน่า ไร้สาระ

แนวคิดแบบ “ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน” ยังนำมาสู่การดึงนิยายจากนักเขียนในทศวรรษ 2490 กลับมาตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งด้วย

2. โฉมหน้าศักดินาไทย
โดย จิตร ภูมิศักดิ์

“โฉมหน้าศักดินาไทย” เป็นหนังสือเล่มสำคัญที่เขียนโดยจิตร ภูมิศักดิ์ เนื้อหาพูดถึงเนื้อแท้ของสังคมไทยที่ไม่ได้เป็นอย่างเรื่องเล่าที่ว่า ผู้ปกครองดูแลราษฎรดี ประชนชนทำตามหน้าที่ของตัวเอง สังคมจึงสงบและปกติสุข จิตรมองว่าระบอบกดขี่ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบผู้อยู่ใต้การปกครอง และสังคมมีความขัดแย้งมากกว่าความกลมเกลียว

“สมชัย ภัทรธนานันท์” รองศาสตราจารย์คณะมนุษยศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อดีตนักศึกษาที่เป็นการ์ดรามคำแหง เล่าว่าหนังสือของจิตรเล่มนี้มีเนื้อหาที่น่าตื่นเต้นและเปิดมุมมองของนักศึกษายุคนั้นมาก จนนักเขียนคนดังจากยุค 2500 กลายเป็นไอดอลในช่วงหลัง 14 ตุลาฯ

3. ฉันจึงมาหาความหมาย
โดย วิทยากร เชียงกูล

หนังสือรวมเรื่องสั้น บทละครสั้น และบทกวีของวิทยากร เชียงกูล พิมพ์ครั้งแรกในปี 2514 โดยเขาหยิบชื่อเรื่องมาจากวรรคตอนหนึ่งในกลอนที่ตั้งคำถามถึงเป้าหมายการศึกษาของนักศึกษาอย่าง “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” ที่กล่าวว่า “ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย” ซึ่งวิทยากรเขียนขึ้นขณะที่ยังเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ยูงทอง ในวาระสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2511

เนื้อหาของ “ฉันจึงมาหาความหมาย” พูดถึงปัญหาชีวิต ความเหลื่อมล้ำของประชาชน ทั้งยังตั้งคำถามต่อระบบในสังคม มุมมองทางวัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจ และบ้านเมือง ซึ่งหนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารด้วย

“กุลชีพ วรพงษ์” อดีตนักศึกษาผู้เคยทำหนังสือพิมพ์อธิปัตย์ หนังสือพิมพ์ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เล่าว่าช่วงปี 2514-2516 ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ “ฉันจึงมาหาความหมาย” เป็นหนังสือที่มีอิทธิพลในหมู่นักศึกษาอย่างมาก จึงได้ชื่อว่าเป็นยุค “ฉันจึงมาหาความหมาย”

4. ปีศาจ
โดย เสนีย์ เสาวพงศ์

“ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว และไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้ เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความรุดหน้าของกาลเวลาที่จะสร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที”

นี่คือประโยคของ “สาย สีมา” ตัวละครเอกของเรื่องที่กลายเป็นภาพจำของ “ปีศาจ” วรรณกรรมอมตะของเสนีย์ เสาวพงศ์ ซึ่งเป็นนามปากกาของศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ ผู้เป็นนักการทูต

เรื่องราวใน “ปีศาจ” บอกเล่าถึงการท้าทายค่านิยมเก่าในสังคมไทยผ่านความรักของ “สาย สีมา” ทนายความผู้เติบโตมาจากชนชั้นชาวนา กับ “รัชนี” หญิงสาวจากตระกูลสูงศักดิ์ ทั้งสองคือตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีวิธีคิดร่วมสมัย แต่ต้องต่อสู้ทางความคิดความเชื่อกับผู้เป็นพ่อของรัชนี ที่เชื่อในจารีตแบบเดิม

ศักดิ์ชัยแต่งนิยายเรื่องนี้และตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ร่วมสมัย ปี 2496 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่เขาแต่งงานกับเครือพันธ์ ปทุมรส บุตรสาวของเฉลียว ปทุมรส ที่กลายเป็นผู้ต้องหาและถูกประหารในกรณีสวรรคต

ในปี 2500 ลาว คำหอม นำ “ปีศาจ” มารวมเล่มเพื่อตีพิมพ์เป็นหนังสือครั้งแรก และพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในปี 2514 จนกระทั่งช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 มาจนถึง 6 ตุลาคม 2519 ปีศาจกลายเป็นนิยายยอดนิยมในหมู่นักศึกษาและฝ่ายซ้ายจนได้รับการตีพิมพ์ซ้ำอย่างน้อย 3 ครั้ง รวมถึงมีการคัดบางตอนไปเผยแพร่ต่อในหมู่วารสารของนักศึกษา

5. ความรักของวัลยา
โดย เสนีย์ เสาวพงศ์

ต่อจากปีศาจ “ความรักของวัลยา” เป็นวรรณกรรมเรื่องที่ 2 ที่ได้รับความสนใจจากนักศึกษา เนื้อเรื่องว่าด้วยหญิงสาวหัวก้าวหน้าในศตวรรษที่ 19 ผู้ไม่ได้ผูกชีวิตไว้กับบทบาทผู้หญิงที่อยู่ภายใต้ค่านิยมชายเป็นใหญ่

แม้ตัวละครอย่าง “วัลยา” จะมีความคิดร่วมสมัยและได้ไปเรียนที่ฝรั่งเศส ศักดิ์ชัยกลับไม่ได้วางที่มาที่ไปของวัลยาให้เป็นหญิงสูงศักดิ์จากไหน แต่กำหนดให้ตัวเอกของเรื่องมาจากครอบครัวสามัญชนที่เรียนหนังสือเก่งจนสามารถสอบได้ทุนไปเรียนเมืองนอก

6. “เขาตะโกนหานายกรัฐมนตรี”
โดย อิศรา อมันตกุล

รวมเรื่องสั้น 11 เรื่องว่าด้วยการตีแผ่ระบบและการทำงานของข้าราชการไทยที่เต็มไปด้วยการทุจริต เขียนขึ้นโดยนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนอย่าง “อิศรา อมันตกุล”

อิศราเป็นหนึ่งในคนสร้างสรรค์งานวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าในยุค 2500 ทั้งยังเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ยึดถือในจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างหนักแน่น เขาเข้าทำงานหนังสือพิมพ์ “สุภาพบุรุษ-ประชามิตร” กับ “กุหลาบ สายประดิษฐ์” ตั้งแต่อายุ 19 ปี ก่อนจะย้ายไปทำหัวอื่นๆ ในขณะเดียวกันเขาก็ทำงานนวนิยายและเรื่องสั้นไปด้วย ซึ่งได้รับความนิยมและคำชมจากผู้อ่านเป็นจำนวนมาก เพราะเอกลักษณ์สำนวนภาษาที่ไม่เหมือนใคร

ที่สำคัญอิศราเป็นคนรักความยุติธรรม เมื่อเกิดการรัฐประหารของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้อิศราเป็นหนึ่งในนักหนังสือพิมพ์ที่ถูกจับกุมในข้อหาคอมมิวนิสต์นานเกือบ 6 ปี และหนังสือพิมพ์บางกอกเดลิเมล์ถูกสั่งปิด ถึงอย่างนั้นเขายังคงสร้างสรรค์ผลงานภายใต้กรงขังอยู่ จนกระทั่งปี 2507 หลังจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่กรรม อิศราก็ได้รับการปล่อยตัวออกมาขับเคลื่อนงานในวงการหนังสือพิมพ์อีกครั้ง

7. แลไปข้างหน้า
โดย ศรีบูรพา

“แลไปข้างหน้า” ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดของศรีบูรพา แต่เป็นนวนิยายที่เขาเขียนไม่จบ เพราะเขาเริ่มต้นเขียนในช่วงถูกจับกุมจากการตามกวาดล้างนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ในยุคที่จอมพลสฤษดิ์รัฐประหาร ก่อนที่ศรีบูรพาจะตัดสินใจลี้ภัยไปจีนและเสียชีวิตในปี 2517

นวนิยายเรื่องนี้แบ่งเป็น 2 ภาค คือภาคปฐมวัย พูดถึงความต่างทางชนชั้นของเด็กชนบทที่เข้ามาเรียนร่วมกับชนชั้นสูง ช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ตีพิมพ์ในปี 2498 ส่วนอีกภาคคือมัชฌิมวัย ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชนบทหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตีพิมพ์เป็นตอนในนิตยสารปิยมิตร ช่วงปี 2500 ก่อนจะพิมพ์รวมเล่มในปี 2518

“จาตุรนต์ ฉายแสง” หนึ่งในแกนนำภาคเหนือขณะนั้นบอกว่า “แลไปข้างหน้า” เป็นหนึ่งในหนังสือแนวสังคมนิยมที่เขาชื่นชอบ

8. “เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า.”
โดย นายผี

ผลงานเล่มนี้เป็นของ “นายผี” หรือ “อัศนี พลจันทร” ซึ่งเขาเขียนในช่วงที่ถูกตามจับกรณีกบฏสันติภาพในปี 2495 ทำให้ได้มาตีพิมพ์เป็นรูปเล่มอีกทีในปี 2517 หลังจากมีผู้เคยนำเนื้อหาบางส่วนมาเผยแพร่ช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ แล้ว

“สำนักพิมพ์อ่าน” ผู้ได้รับอนุญาตจาก “วิมลมาลี พลจันทร” บุตรสาวของอัศนี ให้จัดพิมพ์ “เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า.” และ “ความเปลี่ยนแปลง” (กาพย์กลอนประวัติครอบครัวที่อัศนีเขียนวิพากษ์ระบบศักดินา สำนักพิมพ์อ่านนำมารวมเล่มกับ “เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า.”) ในวาระ 95 ปีชาตกาลของอัศนี พลจันทร อธิบายในหมายเหตุจากสำนักพิมพ์ว่า

เนื้อหาของ “เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า.” เป็นผลงานที่แสดงจุดยืนของนายผีในการสดุดีการต่อสู้ของกรรมกร นายผีตกผลึกความคิดหลังจากเริ่มสร้างผลงานวิพากษ์สังคมการเมืองตั้งแต่ปี 2484 ประกอบกับเกิดเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง เช่น สงครามโลกครั้งที่ 2, การสวรรคตรัชกาลที่ 8 ในปี 2489, เกิดรัฐประหารในปี 2490 และปลายปี 2495 ที่นายผีลาออกจากงานราชการ เขาเปลี่ยนมาสนใจแนวคิดมาร์กซิสม์ หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการตกผลึกจากเหตุการณ์ทางสังคมเหล่านี้

9. แม่ โดย Maxim Gorky

แมกซิม กอร์กี้ เป็นนักเขียนชาวรัสเซียและสหายคนสำคัญของวลาดีมีร์ เลนิน ผู้นำปฏิวัติที่เชื่อในแนวคิดมาร์กซิสม์

กอร์กี้ถ่ายทอดเรื่องราวของประชาชนและชนชั้นกรรมาชีพ ผู้ถูกกดขี่จากการขูดรีดของนายทุนและชนชั้นปกครอง และต้องเผชิญความไม่ยุติธรรมในสังคม ผ่านตัวละครของ “แม่” ที่เลือกต่อสู้กับราชวงศ์โรมานอฟด้วยการเข้าร่วมกับพรรคบอลเชวิค จนเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในปี 2460 เขาสร้างให้ “แม่” มีบทบาทที่กล้าหาญ ต่อสู้เพื่อให้ชีวิตตัวเองและลูกดีขึ้น

นักเขียนไทยหลายคนนำผลงานของกอร์กี้เรื่องนี้มาแปลไทย ทั้งจิตร ภูมิศักดิ์, ศรีบูรพา รวมถึงนักศึกษาที่เคลื่อนไหวในช่วงปี 2516-2519 อย่างกลุ่มยุวชนสยามที่พิมพ์หนังสือมาอ่านแล้วแลกเปลี่ยนถกเถียงกัน ในขณะที่ “แม่” เป็นหนังสือต้องห้ามในไทยมาตั้งแต่ยุค 2500

10. ชีวทัศน์เยาวชน
ไม่ปรากฏผู้เขียน

อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าแล้วว่านักศึกษาในยุคนั้นรับเอาแนวคิดสังคมนิยมมาเป็นแว่นหลักในการมองปัญหาสังคม อิทธิพลเหล่านี้เข้ามาพร้อมกับหนังสือวิชาการและวรรณกรรมของจีน

หนึ่งในนั้นคือ “ชีวทัศน์เยาวชน” ซึ่งบอกเล่าแนวทางการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และพูดถึงการเปลี่ยนบทบาทจากนักศึกษาเป็นนักปฏิวัติที่เสียสละเพื่อประชาชน

หนังสือเล่มนี้ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง โดย ธิกานต์ ศรีนารา ได้ให้ข้อมูลไว้ในหนังสือ “รัก-และ-การปฏิวัติ” ว่า เดิมที “ชีวทัศน์เยาวชน” เป็นเอกสารภายในของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ก่อนถูกนำมาตีพิมพ์เผยแพร่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และได้รับความนิยมล้นหลามในหมู่นักศึกษา ซึ่งด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัด นักศึกษาจึงมักพกหนังสือเล่มนี้ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงติดตัวไปไหนมาไหนด้วยตลอด

“สุนี ไชยรส” สมาชิกศูนย์ประสานงานกรรมกร และรับผิดชอบดูแลและจัดตั้งการรวมตัวกรรมกรในย่านรังสิตเล่าว่า “ชีวทัศน์เยาวชน” เป็นหนึ่งในหนังสือที่เธอนำไปให้คนงานอ่านเพื่อชวนถกเถียง ขยายฐานให้กลุ่มแรงงานตื่นตัว และมีการรวมพลังเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายที่ตอบโจทย์ต่อกรรมกร

11. ทัศนะความรักที่ก้าวหน้า
โดย อารยา แสงธรรม และพิทักษ์ ชัยสูงเนิน

หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยฝ่ายเอกสารและสิ่งพิมพ์ของ “พรรคจุฬาประชาชน” ในปี 2519 ว่าด้วยการวิเคราะห์และถ่ายทอดปัญหาความรักของคนรุ่นใหม่กับแนวคิดต่าง ๆ โดยเริ่มตั้งแต่หัวข้อความรักคืออะไร องค์ประกอบความรักระหว่างหนุ่มสาว สถานะทางชนชั้น ความสัมพันธ์ทางชนชั้นกำหนดพฤติกรรมระหว่างเพศ ปัญหารักกดขี่ ปัญหาที่เกิดจากจุดยืนทางชนชั้นที่ไม่มั่นคง ความรักกับงานปฏิบัติ ทั้งยังมีตัวอย่างบทเรียนความรักจากนักศึกษาในขบวนด้วย

ผู้เขียนทั้งสองคนคือ อารยา แสงธรรม และพิทักษ์ ชัยสูงเนิน จัดทำหนังสือเล่มนี้เพราะเห็นว่าในการเคลื่อนไหวต่อสู้กับศักดินา ทหาร และนายทุน คนรุ่นใหม่ที่มาร่วมขบวนเองยังพบกับปัญหา 4 หลักใหญ่ในชีวิต คือ ปัญหาครอบครัว การเรียน อาชีพ และความรัก ซึ่งอย่างหลังนี้เองที่ผู้เขียนมองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่เยาวชนจะต้องเจอปัญหา เพราะต่างคนต่างอยู่ในวัยที่ทั้งร่างกายและจิตใจกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่การเตรียมพร้อมด้านครอบครัวแล้ว

แต่เพราะปัญหาซับซ้อนในหมู่ความรักของหนุ่มสาว ผู้เขียนจึงพยายามหาแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ มาแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่สามารถนำตำราใดมาเทียบเคียงกับเหตุการณ์ที่เจอได้ ทั้งสองจึงใช้ประสบการณ์ของตัวเองมาสรุปบทเรียนในหัวข้อต่างๆ และชวนเพื่อนในขบวนมาร่วมแลกเปลี่ยนและถกเถียงถึงการตกผลึกบทเรียนด้วย

12. สังคมศาสตร์ปริทัศน์
โดย สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย

ถ้าให้พูดถึงนิตยสารราย 3 เดือนที่มีอิทธิพลต่อความคิดคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2516-2519 มากที่สุด คงหนีไม่พ้น “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” ที่ก่อตั้งเมื่อ 2506 เนื้อหาเต็มไปด้วยแนวคิดใหม่ๆ รวมถึงประเด็นสำคัญใหญ่ๆ ที่สังคมยังไม่ค่อยพูดถึง โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมือง

“สุลักษณ์ ศิวรักษ์” เป็นบรรณาธิการคนแรกในช่วงปี 2506-2512 เขายังชวนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาร่วมจัดทำ “สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษา” ในปี 2509 ด้วย ก่อนที่ “สุชาติ สวัสดิ์ศรี” ในวัย 25 ปีจะมารับตำแหน่งต่อในปี 2512-2519

“สุรชาติ บำรุงสุข” ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เป็นนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเมื่อปี 2516 เล่าว่า ตั้งแต่ได้อ่าน “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” ที่พูดถึงเรื่องที่กองทัพอเมริกาเข้ามาไทยในช่วงสงครามเย็น เมื่อได้เข้าร่วมเป็นฝ่ายวิชาการในโครงการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย เขาก็ได้ลงพื้นที่ฐานทัพอเมริกาในอุดรธานี และเขียนงานเกี่ยวกับอนาคตของกองทัพอเมริกาในเอเชียจนได้ตีพิมพ์ในวารสารของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ก่อนจะติดลิสต์หนังสือต้องห้ามของรัฐบาลไทยหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ทั้งยังได้ยื่นข้อเสนอให้ถอนกำลังทหารอเมริกาออกจากไทยถึง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นด้วย

13. ชัยพฤกษ์ ฉบับนักศึกษา-ประชาชน
โดย สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช

อีกนิตยสารรายปักษ์ที่ได้รับความนิยมคู่กับ “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” คือ “ชัยพฤกษ์ ฉบับนักศึกษา-ประชาชน” ซึ่งเป็นสื่อที่เน้นเนื้อหาสารคดี ความรู้ และศิลปวัฒนธรรมสำหรับนักศึกษาและประชาชน

“วิวัฒน์ โรจนวรรณ” อดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์มติชน ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ และเจ้าของร้านหนังสืออิสระ “น้ำพุทูเดย์” เล่าว่า ปี 2512 นิตยสาร “ชัยพฤกษ์ ฉบับนักศึกษา-ประชาชน” มีบรรณาธิการคือ “อนุช อาภาภิรม” รวมถึง “วิทยากร เชียงกูล” ที่เพิ่งเรียนจบมาเป็นกองบรรณาธิการ

ตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก “ชัยพฤกษ์ ฉบับนักศึกษา-ประชาชน” เรียกความสนใจจากผู้คนได้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นนิตยสารที่มีเนื้อหาที่ไม่ค่อยมีสำนักไหนหยิบขึ้นมาเล่านัก เช่น ความเคลื่อนไหวในต่างประเทศ อย่างการต่อสู้ของคนผิวดำในอเมริกา และการต่อต้านสงครามเวียดนามของนักศึกษาอเมริกัน ทำให้มีพื้นที่ให้นักเขียนได้นำเสนอเรื่องสั้นแนวทางใหม่ๆ รวมทั้งมีบทความที่ตั้งคำถามและฝากความหวังไว้กับคนรุ่นใหม่

14. หนังสือเล่มละบาท
โดย ศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย

นอกจากการเสพข่าวสารและการเติมปุ๋ยทางความคิดผ่านวรรณกรรมและงานวิชาการแล้ว นักศึกษาในยุคนั้นยังนิยมจัดทำหนังสือด้วยตัวเองเพื่อหารายได้ให้กับการเคลื่อนไหว และทำให้ความรู้กระจายตัวออกไปด้วย

สิ่งพิมพ์ที่ว่านี้เรียกกันว่า “หนังสือเล่มละบาท” จัดทำเล่มละ 4-6 หน้า ส่วนราคาก็ว่าไปตามชื่อที่เรียก โดยแต่ละกลุ่มก็จัดทำด้วยชื่อหนังสือที่ต่างกันออกไป เช่น “ศึก” ของนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบฯ, “กด” ของศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย หรือ “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่” และ “มหาวิทยาลัย : ที่ยังไม่มีคำตอบ” ของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง

อ่านข่าว :

ย้อนอ่าน : สุจิตต์ วงษ์เทศ : ศิลปะเพื่อศิลปะ ของเผด็จการยุคสงครามเย็น

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...