"ลลิล" ปักหมุดย่านรังสิต-ปทุมจับลูกค้าอุตฯ-การบิน มั่นใจปิดฉากปี62 ได้ตามเป้า
นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงศักยภาพของทำเลรังสิตว่า พื้นที่ในทำเลรังสิตตั้งแต่ลำลูกกา รังสิต-องครักษ์ และคลองหลวง ถือเป็นพื้นที่ของการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรมาอย่างยาวนาน เนื่องจากเป็นทำเลที่มีความสะดวกในด้านการเดินทางจากโครงข่ายคมนาคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ถนนวิภาวดีรังสิต ทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ ถนนวงแหวนฝั่งตะวันออก เป็นต้น ขณะที่ในปัจจุบันรถไฟฟ้าทั้งสายสีแดงธรรมศาสตร์ รังสิต-บางซื่อ และรถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-คูคต ที่จะเปิดให้บริการในอนาคต และมีแผนจะขยายเส้นทางไปถึงถนนวงแหวน จะทำให้การเดินทางเข้า-ออกเมืองมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ เช่น การขยายสนามบินดอนเมือง รวมถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เกิดขึ้นในอนาคต และห้างเดิมที่มีให้บริการอยู่แล้วจะทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่มีความพร้อมและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ทำเลรังสิตกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง
“ปัจจุบันผู้บริโภคที่ซื้อโครงการที่อยู่อาศัยในทำเลรังสิตจะเป็นคนที่ทำงานอยู่ในแหล่งงานขนาดใหญ่ กลุ่มแรกได้แก่ กลุ่มที่อยู่ในอุตสาหกรรมการบินและธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งถือเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ของทำเลนี้ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในแหล่งงานอื่นๆ ในพื้นที่ เช่น คนที่ทำงานในห้างสรรพสินค้าต่างๆ ศูนย์ราชการ มหาวิทยาลัย ตลาดไท รวมถึงแหล่งงานนอกพื้นที่โดยอาศัยการเดินทางด้วยถนนวงแหวน และเมื่อรถไฟฟ้าทั้ง 2 เส้นทางเปิดให้บริการจะยิ่งขยายฐานลูกค้าเข้าสู่ในเมืองมากขึ้น” นายชูรัชฏ์ กล่าว
นายชูรัชฎ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ โครงการที่อยู่อาศัยในทำเล ลำลูกกา-รังสิต ถือเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในเมือง ซึ่งโครงการทาวน์โฮมของบริษัทฯ ในทำเลรังสิต ราคาเริ่มต้นประมาณ 2 ล้านบาท ได้ห้องนอน 3 ห้องนอน และที่จอดรถ 2 คัน ส่วนบ้านราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 2 ล้านกว่า – 6 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ทำเลรังสิต เป็นอีกหนึ่งทำเลที่มีโครงการบ้านจัดสรรเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้การแข่งขันยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงต้องหาจุดขายในการพัฒนาสินค้าให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้
นายชูรัชฏ์ กล่าวว่า ปัจจุบันลลิลได้เปิดโครงการย่านรังสิต มีจำนวน 7 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการไลโอ บลิสซ์ รังสิต-คลองหลวง
- โครงการไลโอ บลิสซ์ ลำลูกกา-คลอง 2 3.โครงการบุรีรมย์ รังสิต-ลำลูกกา คลอง 4 4. โครงการลลิล ทาวน์ ลำลูกกา คลอง 4-5 5. โครงการลลิล ทาวน์ วงแหวน-ลำลูกกา คลอง 6 6. โครงการลลิล ทาวน์ รังสิต-คลอง 2 และ 7. โครงการไลโอ บลิสซ์ รังสิต-คลอง 4
รวมมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท
นายชูรัชฏ์ กล่าวว่า ส่วนสำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ถือว่าทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยม โดยมียอดรับรู้รายได้อยู่ที่ 1,214 ล้านบาท ขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้า 40% และขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 27% ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ได้ดี และมีกำไรสุทธิ 239 ล้านบาท ขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 60% และขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 38% ส่วนยอดรับรู้รายได้ในช่วงของ 9 เดือนแรกของปี 2562 อยู่ที่ 3,393 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 642 ล้านบาท ขยายตัว 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมั่นใจว่าปีนี้จะมียอดรับรู้รายได้ตามเป้าที่วางไว้ที่ 4,650 ล้านบาท
“ในช่วงไตรมาส 3 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากที่ต้องปรับตัวอย่างมากในไตรมาส 2 จากมาตรการ LTV อย่างไรก็ตามในไตรมาสที่ 4 ตลาดรวมก็น่าจะยังทรงตัว ซึ่งเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจของโลกและในประเทศที่ยังมีแนวโน้มทรงตัว และผลจากมาตรการ LTV ที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจัยบวกของตลาดที่มีอยู่ในขณะนี้เป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถกู้บ้านได้ง่ายขึ้น และในไตรมาสสุดท้ายถือเป็นช่วง High Season ของการซื้อบ้านจากลูกค้าที่ได้ปรับเงินเดือนและโบนัส จะเริ่มมองหาการซื้อที่อยู่อาศัยบวกกับมาตรการรัฐที่ออกมา ลดค่าธรรมเนียมโอน และจดจำนอง รวมถึงวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ย พิเศษจากธอส. ทั้งนี้จึงเป็นแรงบวกที่จะช่วยกระตุ้นตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายของปี”นายชูรัชฏ์กล่าว
นายชูรัชฏ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้พยายามใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นมาตรการชิม ช้อป ใช้ มาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการเร่งรัดก่อสร้างโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจยังคงขยายตัวดีขึ้น แต่ปัญหาสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในขณะนี้คือ ความเข้มงวดของธนาคารพาณิชย์ บริษัทฯ จึงต้องพยายามหาแนวทางโดยการให้คำปรึกษากับลูกค้าเกี่ยวกับการวางแผนทางการเงิน เพื่อการซื้อบ้านและการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เข้าร่วมโครงการบ้านในฝันของกระทรวงการคลัง เพื่อช่วยกระตุ้นตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2562 และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในการตัดสินใจซื้อโครงการที่รัฐให้การสนับสนุน