โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

โตโยต้า แคมปัส แชลเลนจ์ พาเยาวชนไทยดูขับขี่ปลอดภัยญี่ปุ่น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.พ. 2563 เวลา 08.59 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2563 เวลา 08.58 น.

ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี นับจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยทางถนน โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปลูกจิตสำนึกให้แก่เยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงสุด จึงได้ริเริ่มกิจกรรม “โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข Campus Challenge โดยโตโยต้า ถนนสีขาว” ตั้งแต่ปี 2557 ทั้งนั้นเพื่อเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการประชาสัมพันธ์ และรณรงค์สร้างความปลอดภัยทางถนนในสถานศึกษา จนถึงการลงมือปฏิบัติเพื่อลดอุบัติเหตุจริง อันจะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างสังคมคนขับรถดีต่อไปในอนาคต

โดยปีที่ผ่านมาปรากฏว่ามีผู้ผ่านการชนะกิจกรรม“Campus Challenge 2019 โดยโตโยต้า ถนนสีขาว” ทั้งหมด 3 ทีมด้วยกัน ประกอบด้วย

หนึ่ง ทีมสาธุบุญโยเร ในชื่อแผนงาน The Lucky C Way ทางม้าลายสายมงคล จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คว้ารางวัลชนะเลิศ

สอง ทีม Chinathip ในชื่อแผนงาน Bluedyguard ใครไม่เห็น แต่บลูดี้เห็นเด้อ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1

สาม ทีม 4ANGIES ขี่ม้ายูนิคอร์น ในชื่อแผนงาน UniCross Safe Life จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2

โดยทั้ง 3 ทีม หลังจากประกาศผล และรางวัลเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2562 ผ่านมา ยังมีโอกาสไปทัศนศึกษาดูงานด้านความปลอดภัยทางถนน ณ ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 5 วัน และหนึ่งในไฮไลต์สำคัญสำหรับน้อง ๆ นิสิต นักศึกษาเหล่านี้ คือ การไปเยี่ยมชม และศึกษาดูงานที่ Tsutsumi Plant เพื่อดูไลน์การผลิตอะไหล่รถยนต์โตโยต้า, พิพิธภัณฑ์โตโยต้า ไคคัง, พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีโตโยต้า, Toyota Automotive Museum, ศูนย์ศึกษาความปลอดภัยโตโยต้าสนามโมบิลิต้าส์, สถาบันเพื่อการวิจัย และการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุบนท้องถนน และ TOYOTA MEGA WEB

ยิ่งเฉพาะในส่วนของศูนย์ศึกษาความปลอดภัยโตโยต้าสนามโมบิลิต้าส์ น้อง ๆ นิสิตนักศึกษาทั้ง 3 ทีมจะต้องพรีเซนต์แผนงานของตัวเองให้แก่ผู้บริหารชาวญี่ปุ่นที่เดินทางมาจากโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เมืองโตเกียว เพื่อมาต้อนรับน้อง ๆ ผู้ชนะเลิศทั้ง 3 ทีม จากประเทศไทย

“โจอิชิ ทาชิกาวา” โปรเจ็กต์แมเนเจอร์ โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทางโตโยต้า ญี่ปุ่น มีเป้าหมายในการช่วยลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ในอนาคต เฉพาะปี 2019 คนญี่ปุ่นเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนประมาณ 3,215 คน ซึ่งถือว่าน้อยลงจากเมื่อ 2 ปีผ่านมา

“ขณะที่ในปี 1970 คนญี่ปุ่นเสียชีวิตสูงสุดประมาณ 10,600 คน ซึ่งเป็นการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ แต่ถ้าเทียบกับในอดีตแล้วจำนวนคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ยังเป็นตัวเลขที่สูงอยู่ดี และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่จะเสียชีวิตบนท้องถนนมากที่สุด ผลตรงนี้จึงทำให้โตโยต้ามีเป้าหมายที่จะช่วยลดอุบัติเหตุจนทำให้ผู้เสียชีวิตกลายเป็นศูนย์ แต่กระนั้น เราต้องพัฒนา 3 ด้านด้วยกัน คือ หนึ่ง พัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย สอง พัฒนาสภาพแวดล้อมทางด้านการจราจร และการให้การศึกษาทางด้านการขับขี่ปลอดภัย”

“ผมเชื่อว่าทั้ง 3 ประเด็นจะช่วยทำให้ลดอุบัติเหตุของผู้เสียชีวิตลงได้ และตรงนี้จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราจัดตั้งศูนย์ศึกษาความปลอดภัยโตโยต้าสนามโมบิลิต้าส์ขึ้นมา ขณะเดียวกัน เราก็พยายามจัดกิจกรรมให้ความรู้ต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนรับรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับรถ ดังนั้นในส่วนของหน่วยงานในการขับขี่ปลอดภัย จะมีอยู่ 2 แห่งด้วยกัน แห่งแรก คือ ศูนย์ศึกษาความปลอดภัยโตโยต้าสนามโมบิลิต้าส์ และแห่งที่สอง คือ TOYOTA MEGA WEB ซึ่งจะอยู่ที่โตเกียว”

“สำหรับคอนเซ็ปต์ของศูนย์ศึกษาความปลอดภัยโตโยต้าสนามโมบิลิต้าส์ คือ การเรียนรู้ความอันตรายในการขับรถ ที่นี่ทุกคนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสมรรถนะสูงสุดของรถยนต์ และเพอร์ฟอร์มานซ์ของรถยนต์เพื่อจะได้รับรู้ และนำมาปรับปรุงวิธีการขับรถอย่างถูกต้อง และนอกจากที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว การจัดการการให้ความรู้ด้านการขับขี่ปลอดภัยบนท้องถนนยังมีที่ต่างประเทศอีกด้วย”

นอกจากนั้น “โจอิชิ ทาชิกาวา” ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงเป้าหมายในการลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ในประเทศญี่ปุ่น ให้ฟังว่า…จริง ๆ แล้วเราไม่ได้กำหนดชัดเจนว่า เป้าหมายจะบรรลุวัตถุประสงค์ในปีไหน แต่อย่างน้อยเรากำหนดเป็นเป้าหมายในอนาคต แต่อย่างที่บอก การที่เราจะบรรลุเป้าหมาย การพัฒนาใน 3 เรื่องที่กล่าวมาจะต้องสอดรับและประสานเป็นหนึ่งเดียว ผลตรงนี้จึงทำให้เราจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านการขับขี่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยายามลดจำนวนผู้ประสบอุบัติเหตุลงเรื่อย ๆ

“ที่สำคัญ โครงการดังกล่าวมีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลกที่เราไปลงทุน แต่ทั้งนั้น แต่ละประเทศพฤติกรรมการขับรถยนต์ก็ไม่เหมือนกัน และกฎหมายเกี่ยวกับการจราจรก็ไม่เหมือนกันด้วย แต่กระนั้น ทางบริษัทแม่ก็ยินดีที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับการขับขี่ปลอดภัย และถ้าหากทางโตโยต้าจากประเทศต่าง ๆ ต้องการข้อมูล ตัวอย่าง หรือคำปรึกษาใด ๆ ทางสำนักงานใหญ่ก็ยินดี และพร้อมจะสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งเหมือนกับระบบ ICS (intelligent clearance sonar) ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยที่เราพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยลดอุบัติเหตุให้กับผู้สูงอายุในกรณีที่เหยียบเบรก แต่ไปเหยียบคันเร่งแทน”

“เพราะระบบ ICS จะส่งคลื่นโซนาร์ไปทางด้านหน้า และด้านหลังเพื่อตรวจจับสิ่งกีดขวาง หากระบบตรวจพบว่ารถยนต์กำลังจะไปชนวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า หรือด้านหลังก็ตาม ICS จะตัดกำลังของเครื่องยนต์ พร้อมกับสั่งการให้เบรกทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการเฉี่ยวชน ที่สำคัญ เราทำการสำรวจระบบ ICS ในกลุ่มผู้ใช้งานจริง ปรากฏว่าระบบดังกล่าวช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุได้สูงสุดถึง 70% ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุปลอดภัยจากการขับรถยนต์มากขึ้น ซึ่งผมคิดว่าถ้าหากนำระบบ ICS ไปใช้กับหลาย ๆ ประเทศที่เราดำเนินธุรกิจอยู่ ก็คิดว่าน่าจะช่วยลดอุบัติเหตุลงได้มากเช่นกัน”

ถึงตรงนี้ “ปวีณา นันทิกุลวานิช” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวเสริมว่า สำหรับกิจกรรม Campus Challenge 2019 โดยโตโยต้า ถนนสีขาว มีน้อง ๆ นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศสมัครเข้ามา 868 ทีม จากทั้งหมดประมาณ 70 สถาบัน และปีนี้เป็นปีแรกด้วยที่เราเปิดโอกาสให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้

“สำหรับโจทย์ในปี 2019 คือ การลดอุบัติเหตุในสถานศึกษาให้เป็นศูนย์ ซึ่งเราจะเน้น 4 ปัจจัยหลัก ๆ ในการสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดการขับรถอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องการลดความเร็ว และไม่ประมาท, สร้างทักษะในการขับขี่, มีวินัยจราจร และมีน้ำใจให้เพื่อนร่วมทาง ซึ่ง 4 เรื่องนี้ เราโฟกัสและให้น้อง ๆ นิสิต นักศึกษาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งมาทำโครงการ แต่จะต้องเน้นการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายและการเป็นโครงการต้นแบบในการลดอุบัติเหตุในสถานศึกษา”

“จนที่สุดเราได้ทีมชนะเลิศ และทีมรองชนะเลิศอีก 2 ทีม เพื่อพาพวกเขามาทัศนศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะเราต้องการแบ่งปันประสบการณ์ดี ๆ ให้กับน้อง ๆ เพราะอย่างที่ทุกคนทราบ ญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่มีวินัย และมีความเคร่งครัดในการทำงานค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้น ทุก ๆ สถานที่ที่เราพาเขาไปเยี่ยมชม และทัศนศึกษา นอกจากเขาจะได้เห็นมุมมองการทำงานของคนโตโยต้าที่ญี่ปุ่น หากยังทำให้พวกเขาได้เห็นวิธีคิด วิธีการทำงาน และความใส่ใจในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยจากการขับขี่รถยนต์ด้วย”

“ดิฉันจึงค่อนข้างเชื่อว่าต่อจากนี้ไปเมื่อพวกเขากลับไปยังสถานศึกษาของตัวเอง คงจะนำความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยไปปรับใช้กับโครงการของตัวเองเพราะอย่างที่ทุกคนทราบใน 3 ทีม ทั้งหมดล้วนต่างทำเรื่องเกี่ยวกับทางม้าลาย และเรื่องย้อนศร ซึ่งเบื้องต้นพวกเขาอาจจะมีรูปแบบ และความคิดดี ๆ แต่การจะทำโครงการให้ยั่งยืนในอนาคต พวกเขาจะต้องพยายามดึงทุกคนที่อยู่ภายในชุมชนเล็ก ๆ ของสถาบันตัวเองเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้ และถ้าเขาทำได้ก็จะเกิดความยั่งยืนในอนาคต”

“ธนภัทร พรหมภัทร์” นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวารสารศาสตร์ และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนจากทีมสาธุบุญโยเร กล่าวถึงประสบการณ์จากการมาทัศนศึกษาครั้งนี้ว่า ในแผนงาน The Lucky C Way ทางม้าลายสายมงคล จะมี 2 เรื่องที่ซ่อนอยู่ภายใน คือ เรื่องความยั่งยืน และการสื่อสารเรื่องการศึกษา แต่พอเรามาดูงานที่ญี่ปุ่นแล้วรู้สึกว่า 2 เรื่องนี้คงไม่พอ พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะเพิ่มเรื่องของสัญลักษณ์เข้าไปด้วย เพราะประเทศญี่ปุ่นเขาเด่นในเรื่องของการใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสาร เราตั้งใจว่าจะใช้สัญลักษณ์นี้ไปทำเพิ่มเพื่อคนพิการ และน่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับการสร้างความยั่งยืน

“และใน 4 เดือนข้างหน้า เรามีโปรเจ็กต์เรื่องการให้การศึกษา และการสื่อสารด้วย ซึ่งหลังจากเราดูงานในแต่ละสถานที่ ทำให้เราเห็นอย่างหนึ่งว่าการจะให้ความรู้กับคนอย่างต่อเนื่อง และเกิดความน่าสนใจ ควรจะต้องนำ storytelling มาประยุกต์ใช้ด้วย ซึ่งแผนงานของเรานำเรื่องนี้มาใช้ก็จริง แต่เมื่อมาดูงานที่นี่ เราเห็นเลยว่านอกจากจะเล่าเรื่องเป็นแล้ว เรื่องดังกล่าวจะต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนฟัง และคนดูด้วย ตรงนี้เป็นอีกอย่างที่เราจะนำมาปรับใช้ต่อไป”

“เพราะก่อนหน้าเราคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์ที่สอนวิชา TU 100 ซึ่งเป็นวิชาที่เกี่ยวกับหน้าที่พลเมือง และนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทุกคนจะต้องเรียน เราคิดว่าจะนำเรื่องเกี่ยวกับคนเดินเท้าบรรจุเข้าไปในวิชา TU 100 ด้วย เพื่อต้องการส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ให้กับรุ่นน้องต่อไป ที่สำคัญ เราต้องการให้น้อง ๆสร้างอะไรให้ธรรมศาสตร์ เขาจะได้หวงแหนมหา”ลัยของเขา เพราะเราเองอีกไม่กี่ปีก็เรียนจบแล้ว ผมกับเพื่อน ๆ จึงคิดเหมือนกันว่าเราจะต้องส่งมอบสิ่งดี ๆ เหล่านี้ให้กับรุ่นน้อง ๆ ต่อไป”

“ภัทรวิชญ์ ภัทรวัฒน์กุล” นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตัวแทนจากทีม Chinathip กล่าวเสริมว่า โตโยต้ามีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยียานยนต์สูงมาก แต่กระนั้น เขาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยมากเช่นกัน และไม่เฉพาะแต่คนญี่ปุ่นที่อยู่ภายในประเทศ หากคนที่ใช้รถโตโยต้าทั่วโลก เขาก็ให้ความสำคัญในเรื่องการขับขี่ปลอดภัยด้วย ตรงนี้ทำให้ผมคิดว่าเราควรเปิดใจยอมรับ และให้ความสำคัญกับเรื่องเทคโนโลยีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

“สำหรับเรื่องความยั่งยืนของโครงการที่เราทำก็อยากผลักดันให้เป็นโครงการของมหา”ลัยต่อไป เพราะว่าพอเราเรียนจบแล้ว แต่มหา”ลัยยังอยู่เหมือนเดิม ดังนั้น สิ่งที่เราทำมากที่สุด คือ การผลักดันให้มหา”ลัยทำโครงการของเราต่อ ที่สำคัญ ทางโตโยต้าก็ให้ทุนสนับสนุนในการทำโครงการระยะยาวอีก 4 เดือน เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ไปเราจะผลักดันโครงการให้ถูกรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของสื่อภายใน และสื่อภายนอกบนโลกโซเชียลมีเดียอะไรต่าง ๆ เพื่อต้องการสร้างโรดแมปต่อไปในระยะยาว”

“ปรียานุช สุโพธิ์” นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตัวแทนจากทีม 4ANGIES ขี่ม้ายูนิคอร์น กล่าวว่า หลังจากมาดูงานที่ญี่ปุ่น จากนี้ไปเราคงผลักดันโครงการนี้ให้ไปสู่ระดับนโยบายของมหา”ลัย และของทางโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามต่อไป ตอนนี้เหลือแต่เพียงเข้าไปคุยกับทางผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตฯ เพราะทางมหา”ลัยเขาเห็นชอบแล้ว

“ทั้งนั้นเพื่อดึงทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นองค์การนิสิต และคณะกรรมการนักเรียน เพื่อให้เขาเข้ามามีส่วนร่วม ดังนั้นเมื่อพวกหนู และเพื่อน ๆ จบออกไป โครงการที่เราทำขึ้นมาจะได้มีคนเข้ามารับผิดชอบต่อไป ที่สำคัญ การมาดูงานครั้งนี้หนูเห็นอย่างหนึ่ง คือ การใช้สถิติมาเป็นเครื่องมือในการวัดผลสัมฤทธิ์ หนูคิดว่าจะเพิ่มเรื่องสถิติเข้าไปด้วย เพื่อให้ทุกคนรับรู้มากขึ้น ที่สำคัญ เราจะอัพเดตข้อมูลต่าง ๆ องค์ความรู้จากการมาดูงานลงไปในโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างศูนย์รวมความปลอดภัยขึ้นมาอีกทางหนึ่งด้วย”

ซึ่งไม่ว่าจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าก็ตาม แต่กระนั้น ต้องชมเชยน้อง ๆ นิสิต นักศึกษาเหล่านี้เป็นอย่างมาก ที่ไม่เพียงจะเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่คิดดี ทำดี หากยังมองเห็นคุณค่าของตัวเอง เพื่อส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับคนรอบข้างอีกด้วย

ไม่ธรรมดาเลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...