โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยุทธศาสตร์ทัพพม่า สงครามคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 ตีล้านนา ล้านช้าง และหัวเมืองเหนือ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 26 เม.ย. 2565 เวลา 02.24 น. • เผยแพร่ 26 เม.ย. 2565 เวลา 02.24 น.
ภาพประกอบเนื้อหา -

สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงตั้งข้อวินิจฉัยไว้ในพระนิพนธ์ไทยรบพม่า ว่า ในชั้นต้นพม่าไม่ได้ประสงค์จะเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้ เห็นได้จากกองทัพที่พระเจ้ามังระ (Hsinbyushin) โปรดให้ยกมาทั้งทางเชียงใหม่และทางทวายนั้นมีธุระในทางทหารผิดกัน คือ กองทัพที่ยกมาทางเชียงใหม่นั้นรับหน้าที่ปราบปรามกบฏในแคว้นล้านนา และยังจะต้องยกเลยขึ้นไปตีเมืองหลวงพระบาง (หลักฐานข้างพม่าเรียก ล้านช้าง) ในขณะที่กองทัพที่ยกมาทางทวายรับหน้าที่ตีเมืองทวายเพียงเมืองเดียว ด้วยเหตุนี้ความคิดที่จะตีกรุงศรีอยุธยา จึงน่าจะเป็นความคิดที่เกิดขึ้นมาภายหลังจากที่พม่าเห็นว่าไทยอยู่ในสภาพที่อ่อนแอจนเป็นช่องทางให้พม่าสามารถตีกรุงศรีอยุธยาได้

ข้อวินิจฉัยของสมเด็จกรมพระยาดํารงฯ ข้างต้น ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงในพงศาวดารฉบับราชวงศ์คองบอง ที่ยืนยันว่า พระเจ้ามังระโปรดให้เตรียมการตีกรุงศรีอยุธยาไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาช้านาน พงศาวดารพม่าระบุว่า ในชั้นต้นพระเจ้ามังระโปรดให้เตรียมกองทัพไว้ทั้งสิ้น 27 กอง กองทัพดังกล่าวนี้ประกอบด้วยทัพช้าง 100 ทัพม้า 1,000 และพลเดินเท้า 20,000 โดยเนเมียวสีหบดี (Neimyou Thihapatei) เป็นแม่ทัพ กะยอดินสีหตุ (Kyawdin Thihgathu) และคุเชงยามะจอ (Tuyin Yamagyaw) เป็นปลัดทัพ

ทัพทั้งหมดยกออกจากกรุงอังวะในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2307 โดยมีเป้าหมายที่จะปราบกบฏในล้านนา เข้าตีล้านช้าง และขยายลงมาตีกรุงศรีอยุธยา กองทัพที่ยกมาทั้ง 27 กองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกำลังที่ยกลงมาทางเส้นเชียงใหม่ ภายหลังจากที่เนเมียวสีหบดีได้รวบรวมกำลังเพิ่มเติมจากหัวเมืองต่าง ๆ ในรัฐฉาน ปราบกบฏในล้านนาและยึดครองล้านช้างได้แล้ว กองทัพพม่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นรวมแล้วกว่า 40,000 มิได้มีเพียง 5,000 ดังระบุในคำให้การชาวอังวะ

สำหรับพม่าแล้ว กรุงศรีอยุธยาตอนปลายยังคงเป็นราชธานีที่ยากจะต่อรบด้วย ทัศนคตินี้ถูกสะท้อนให้เห็นในพระราชดำริของพระเจ้ามังระว่าด้วยการเตรียมทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ซึ่งผู้ชำระพงศาวดารคองบอง ได้เรียบเรียงความไว้ว่า พระเจ้ามังระทรงมีพระราชดำริว่า อาณาจักรอยุธยานั้นยังไม่เคยถึงกาลต้องถูกทำลายลงโดยเด็ดขาดมาก่อน ฉะนั้นจะอาศัยทัพของเนเมียวฯ ที่ยกไปทางเชียงใหม่เพียงทัพเดียวย่อมยากจะตีอยุธยาให้สำเร็จโดยง่าย จึงจำเป็นต้องจัดกองทัพให้มหานรธา (Mahā Naw-ra-htā) ไปช่วยกระทำการอีกด้านหนึ่ง หลักฐานส่วนนี้มีน้ำหนักพอจะยืนยันได้ว่าการตีกรุงศรีอยุธยาเป็นงานใหญ่ที่พม่าเตรียมการอย่างรัดกุมล่วงหน้าเป็นแรมปี

หลักฐานในพงศาวดารพม่าระบุว่า กองทัพของมหานรธาประกอบด้วยทัพช้าง 100 ทัพม้า 1,000 และพลเดินเท้า 20,000 โดยมีเนเมียวกุณเย๊ะ (Neimyou Gûnayé) และคุเชงยานองจอ (Tuyin Yanaungyaw) ติดตามไปเป็นปลัดทัพ กองทัพทั้งหมดเคลื่อนไปสมทบกับกำลังอีกส่วนหนึ่งซึ่งเกณฑ์จากเมืองหงสาวดี (Hanthawaddy) เมาะตะมะ (Martaban) ตะนาวศรี (Tenasserim) มะริด (Mergui) และทวาย (Tavoy) รวมกำลังแล้วทั้งสิ้นกว่า 30,000 กำลังทั้งหมดนี้เคลื่อนออกจากเมืองทวายในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2308 โดยมีเป้าหมายมุ่งเข้าตีเมืองเพชรบุรี (Byat-hpi) ราชบุรี (Yap-hpi) สุพรรณบุรี (Thahpan : poum) กาญจนบุรี (Kan-puri) ไทรโยค (Hsa-ya?) และสวานโปง (Hsun : hpoun?) ก่อนจะพุ่งเข้าตีกรุงศรีอยุธยา

นอกจากขนาดของกองทัพที่พงศาวดารพม่าบรรยายไว้ ยุทธศาสตร์เส้นทางเดินทัพโดยเฉพาะเส้นเชียงใหม่ ภายใต้การบัญชาการของเนเมียวสีหบดียังเป็นหลักฐานในตัวเองที่ยืนยันว่า พม่ามีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างรัดกุมในการตีกรุงศรีอยุธยาครั้งหลัง

โดยปกติแล้วเส้นทางเดินทัพที่พม่าใช้เข้าตีกรุงศรีอยุธยามีสองเส้นทางคือเส้นเหนือ ซึ่งหากไม่ยกเข้ามาทางเชียงใหม่ก็ยกเข้ามาทางเมืองตากและระแหง (คือทางด่านแม่ละเมา แต่ในที่นี้ขอรวมเรียกว่าเส้นเชียงใหม่ตามพงศาวดารพม่า) และเส้นตะวันตก คือยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ส่วนเส้นใต้หรือเส้นทวายซึ่งยกเข้ามาทางด่านสิงขรนั้นเป็นเส้นทางใหม่ ซึ่งพม่าเริ่มนำมาใช้ในสมัยพระเจ้าอลองพญา (Alungpaya พ.ศ. 2295-2303)

ทั้งนี้เพราะในสมัยดังกล่าว พม่ามีกองทัพเรือที่ช่วยในการลำเลียงพลจากร่างกุ้งและเมาะตะมะตัดลงสู่ทวายได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับพระเจ้าอลองพญาเองก็ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะหันไปใช้เส้นทางใหม่ที่ฝ่ายไทยคาดไม่ถึง แต่ขณะเดียวกันก็สามารถใช้โจมตีได้โดยฉับพลัน (Surprise attack) ในจำนวนเส้นทางเดินทัพทั้งหมดที่กล่าวมา เส้นเหนือหรือเส้นเชียงใหม่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่างไปจากเส้นอื่น จากการศึกษาเปรียบเทียบทำให้ทราบว่า พม่าจะเลือกใช้เส้นด่านพระเจดีย์สามองค์และเส้นทวาย ต่อเมื่อต้องการบุกให้ถึงอยุธยาโดยฉับพลัน เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายไทยเตรียมการตั้งรับทัน เส้นทางทั้งสองสายจะกินเวลาการเดินทัพสั้นกว่าเส้นทางสายเชียงใหม่มาก โดยเฉพาะเส้นด่านพระเจดีย์สามองค์นั้นกินเวลาสั้นที่สุด คือเพียง 15 วันโดยประมาณ ขณะที่เส้นเชียงใหม่ต้องใช้เวลาถึงกว่าเดือน

ปกติแล้วทัพพม่าที่เลือกเดินเส้นทางเชียงใหม่มักจะไม่ใช่ทัพที่จะเข้าโจมตีอยุธยาโดยฉับพลัน แต่จะเป็นกองทัพที่มุ่งทำการระยะยาวแต่หวังผลแน่นอน เป้าหมายแรกของกองทัพที่ยกมาทางนี้คือ การยึดครองหัวเมืองสำคัญที่จะเป็นแหล่งเสบียงอาหารและกำลังคนที่พม่าสามารถอาศัยทำศึกระยะยาวได้

ทัพพม่าที่ยกมาตามเส้นเชียงใหม่จะแบ่งปฏิบัติการทางการทหารออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรก จะเข้ายึดหัวเมืองสำคัญในแคว้นล้านนาประเทศโดยเฉพาะเมืองเชียงใหม่ ซึ่งก็มีบางครั้งที่ระยะเวลาระหว่างการตีเชียงใหม่กับการบุกอยุธยาทิ้งช่วงเป็นแรมปี หากพม่ามีเหตุเผอิญต้องติดศึกด้านอื่นที่สำคัญกว่า ดังเห็นได้ในสงครามช้างเผือก (พ.ศ. 2106) กระนั้นก็ดีการทิ้งช่วงดังกล่าวไม่ได้ทำให้ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของเชียงใหม่และเมืองศูนย์อื่นในแคว้นล้านนาหมดสิ้นไป หลักฐานทั้งในพงศาวดารอยุธยาและพงศาวดารพม่าให้การต้องกันว่า ในสงครามครั้งสำคัญ อาทิ สงครามช้างเผือกและสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2112 พระเจ้าบุเรงนองทรงอาศัยเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์ลำเลียงเสบียงอาหาร ยุทโธปกรณ์และกำลังคนให้กับกองทัพของพระองค์ที่ยกมาทางด่านแม่ละเมาเพื่อเปิดศึกระยะยาวกับอยุธยา

ในสงครามคราวเสียกรุงครั้งหลัง ภารกิจแรกของกองทัพเนเมียวฯ ที่ยกลงมาทางเชียงใหม่คือการปราบกบฏในแคว้นล้านนา จากนั้นเนเมียวฯ จึงอาศัยกำลังคนจากหัวเมืองสำคัญในแคว้นล้านนา อาทิ เมืองแพร่ (Bye) เมืองน่าน (Anan) เมืองลำปาง (La-kun) เมืองพะเยา (Hpayo) และกำลังจากล้านช้าง (ซึ่งพม่ายึดได้ภายหลังการปราบกบฏในล้านนา) ลงมาตีกรุงศรีอยุธยา ในศึกอะแซหวุ่นกี้ พ.ศ. 2318 ซึ่งเป็นสงครามที่สำคัญที่สุดในสมัยธนบุรี อะแซหวุ่นกี้ (Athiwungyi) ก็ได้สั่งให้โปสุพลาและโปมะยุง่วน ซึ่งตั้งกองกำลังอยู่ที่เมืองเชียงแสน ยกลงมาตีเมืองเชียงใหม่ก่อนล่วงหน้า เพื่อเตรียมการให้การสนับสนุนกองทัพใหญ่ที่จะยกตามมาทางเส้นเชียงใหม่ภายหลัง แต่ปรากฏว่าครั้งนั้น โปสุพลาและโปมะยุง่วนทำการล่วงหน้า

ปฏิบัติการขั้นที่สองของกองทัพพม่าที่ยกมาทางเส้นทางเชียงใหม่คือการแบ่งกำลังเข้าตีหัวเมืองซึ่งเป็นฐานกำลังของอยุธยา ที่กระจัดกระจายกันอยู่บนลุ่มน้ำปิง ยมและน่าน เมืองที่เป็นเป้าหมายสำคัญในการยึดครองขั้นนี้คือเมืองพิษณุโลก วัตถุประสงค์สำคัญของปฏิบัติการขั้นนี้ ไม่เพียงเป็นการตัดกำลังสนับสนุนหรือป้องกันการตีกระหนาบของกองทัพไทยทางด้านเหนือ แต่ยังเป็นการยึดครองพื้นที่ที่เป็นทั้งแหล่งเสบียงอาหารและกำลังคนที่พม่าสามารถกะเกณฑ์มาใช้ในราชการสงครามได้…

ส่วนขั้นตอนที่สามซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารขั้นสุดท้ายของกองทัพพม่าที่ยกลงมาทางเส้นเชียงใหม่คือการเข้าล้อมและโจมตีกรุงศรีอยุธยา

ไม่พึงต้องสงสัยว่า กองทัพของเนเมียวฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนกองทัพที่อาศัยเส้นเชียงใหม่เป็นเส้นทางเดินทัพ เป็นกองทัพขนาดใหญ่ที่มีการวางแผนงานอย่างรัดกุมและเป็นขั้นตอน ปฏิบัติการปราบกบฏในแคว้นล้านนาและการตีล้านช้างของกองทัพนี้ ไม่ใช่ “ธุระทางทหาร” ที่แยกเป็นคนละส่วนกับภารกิจในการร่วมมือกับกองทัพของมหานรธาเพื่อตีกรุงศรีอยุธยา ในทางตรงกันข้าม “ธุระทางทหาร” นั้นเป็นหนึ่งในปฏิบัติการตามขั้นต้นของกองทัพที่วางแผนยุทธศาสตร์ไว้อย่างรัดกุม ตามแบบฉบับของกองทัพพม่าที่ใช้เส้นเชียงใหม่เป็นเส้นเดินทัพ

นอกจากนี้การที่พระเจ้ามังระมีพระบัญชาให้กองทัพของเนเมียวฯ ขยายแนวปฏิบัติการทางทหารไปจนถึงลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันถึงเจตนารมณ์แต่ดั้งเดิม และแน่วแน่ของพระเจ้ามังระ ในการพิสูจน์ความเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินล้านช้างและอยุธยา สำหรับพระเจ้ามังระ พระราชดำริในการตีกรุงศรีอยุธยามิได้เป็นการตัดสินพระทัยโดยกะทันหัน แต่เป็นเจตจำนงที่ก่อตัวขึ้นจากแรงผลักดันทางความคิดความเชื่อ ที่ฝังรากอยู่ในวัฒนธรรมทางการเมืองของพม่ามาแต่โบราณกาล…

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2” เขียนโดย ศ. ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ (พิมพ์ครั้งที่ 9. สำนักพิมพ์มติชน, 2555.), ***ตัดทอนเอกสารอ้างอิงเพื่อความกระชับ โปรดดูเชิงอรรถในเล่ม***

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 กันยายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...