โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

LGBTQ ‘สมรสเท่าเทียม’ แค่ ‘จดแจ้งความรัก’ ยังไม่มีผลทางกฎหมาย

The Bangkok Insight

อัพเดต 16 ก.พ. 2565 เวลา 02.48 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. 2565 เวลา 02.48 น. • The Bangkok Insight

สถิติที่น่าทึ่ง!! สำนักงานเขตบางขุนเทียนเปิดสถิติ คู่รัก LGBTQ+ มาจดแจ้งความรัก มากถึง 269 คู่  จดทะเบียนสมรส 159 คู่ ช่วงวันวาเลนไทน์ ผอ.บางขุนเทียน บอกใบบันทึกจดแจ้ง ไม่มีผลบังคับทาง กฏหมายที่ผูกพันใดๆ

วันวาเลนไทน์ผ่านพ้นไปแล้ว แต่สำหรับปีนี้มีกิจกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นครั้งแรกของประเทศไทย ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องพูดถึง นั่นก็คือ "การจดทะเบียนสมรสของคู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศ" ที่สำนักงานเขตบางขุนเทียนจัดขึ้น

โดยเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 วันวาเลนไทน์ สำนักงานเขตบางขุนเทียน ได้จัดงาน "จดแจ้งความรัก" ให้กับคู่รัก LGBTQ+ ภายใต้บรรยากาศงานกิจกรรม The Candle of Love หรือ "บางขุนเทียน แสงเทียนแห่งรัก" การจดทะเบียนสมรสและการบันทึกจดแจ้งความรัก คู่รัก LGBTQ+ ณ ศูนย์การค้าเดอะไบรท์ พระรามที่ 2 จัดโดยสำนักงานเขตบางขุนเทียน บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น รอยยิ้มและความสุข

LGBTQ

 

LGBTQ 'สมรสเท่าเทียม' แค่ 'จดแจ้งความรัก' ไม่มีผลทางกฎหมาย

โดยวันวาเลนไทน์ในปีนี้  สำนักงานเขตบางขุนเทียนมีสถิติใหม่ ได้รับความสนใจ จากคู่รัก LGBTQ+ มาจดแจ้งความรัก มากถึง 269 คู่ และจดทะเบียนสมรสคู่รักหญิง-ชาย 159 คู่ รวมเป็น 428 คู่ !!!!

LGBTQ

สำนักงานเขตบางขุนเทียน ขอขอบคุณคู่รักทุกคู่เป็นอย่างสูง ที่ให้ความสนใจและเข้าร่วมกิจกรรม การจดทะเบียนสมรสและการบันทึกจดแจ้งความรัก  เป็นอย่างสูง

นายพงษ์จักรินทร์ ถาวรพงษ์ ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน บอกว่าการบันทึกจดแจ้งของ LGBTQ+ มีวัตถุประสงค์ให้เป็นพื้นที่กับ LGBTQ+ ในระหว่างที่รอกฏหมายมีผลบังคับใช้ในอนาคต ได้แสดงหรือต้องการให้รับรู้ถึงการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเหมือนคนทั่วไป  การจดแจ้ง ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และการทำบันทึกจดแจ้งไม่ได้ใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากมีภาคเอกชนให้การสนับสนุน ทั้งวัสดุอุปกรณ์และใบเอกสารที่ออกให้ อย่างไรก็ตาม ใบบันทึกจดแจ้ง จะไม่มีผลบังคับทางกฏหมายที่ผูกพันใดๆ แต่เป็นการแสดงออกให้เห็นว่ามี LGBTQ+ จำนวนมากในประเทศไทย ที่ยังรอความเท่าเทียม

ภาพ:เพจสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร
ภาพ:เพจสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร

ในวันวาเลนไทน์ 2565 ที่ผ่านมา สร้างความคึกคักมากเมื่อ กลุ่มภาคีสีรุ้งได้จัดกิจกรรม # สมรสเท่าเทียม ทั้งแผ่นดิน ในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดที่จังหวัดเชียงใหม่ สกลนคร ภูเก็ต

ที่จังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรม ที่บริเวณประตูท่าแพ ต่อเนื่องจากกิจกรรมที่กาดหลวง รณรงค์เข้าชื่อเสนอกฎหมาย # สมรสเท่าเทียม โดยกลุ่ม ภาคีสีรุ้งเพื่อสมรสเท่าเทียม Young Pride Club

LGBTQ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2564 เพจสมรสเท่าเทียม Marriage Equality ออกแถลงการณ์จากภาคีสีรุ้งเพื่อสมรสเท่าเทียม

“เราไม่คิดมาก่อนว่า การเรียกร้องสมรสเท่าเทียมจะกลายความผิดร้ายแรงจนออกหมายเรียกเพื่อตั้งข้อกล่าวหากว่ายี่สิบคน”

ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่เป็นมิตรกับ LGBTQ+ ทั้งนโยบายของรัฐ การมีสถานประกอบการที่สนับสนุนในการใช้ชีวิต สื่อเปิดพื้นที่ให้ศิลปิน นักร้อง นักละคร และนักภาพยนตร์สร้างสรรค์ผลงานที่มีเนื้อหาที่เข้าใจความหลากหลายทางเพศเพิ่มขึ้น มีตัวแทนประชาชนได้รับการเลือกตั้งทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญความรักของคู่รัก LGBTI+ ได้ถูกนำมาโปรโมทเป็นหน้าเป็นตาของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่จะให้ความรักของเพศหลากหลายดึงดูดนักท่องเทียวทั่วโลก แต่เราพบว่ากฎหมายและนโยบายของรัฐยังไม่คุ้มครองบุคคลเพศหลากหลายอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการเลือกปฎิบัติที่ไม่ให้คนรัก LGBTQIN+ จัดตั้งครอบครัวโดยการสมรสได้

เรา,ภาคีสีรุ้งเพื่อสมรสเท่าเทียม เราได้รวมตัวของกลุ่มเคลื่อนไหวและนักกิจกรรม LGBTQIN+ จำนวน 60 องค์กร ที่ทำงานในการผลักดันนโยบายและกฎหมายเพื่อรองรับสิทธิ LGBTQIN+ มาหลายปี เรามีเจตนารมณ์เพื่อสร้างการยอมรับด้านความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมเป็นธรรมสำหรับชาว LGBTQIN + การรวมตัวครั้งนี้เพื่อปักธงยกระดับการขับเคลื่อนการรับรองกฎหมายการจัดตั้งครอบครัว หรือ สมรสเท่าเทียม
ในช่วงสถานการณ์ความรุนแรงของโควิดในประเทศลดลง ประกอบกับที่มีการเปิดสมัยสภา เราจึงเห็นความสำคัญในการรณรงค์ให้ประชาชนได้ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย พรบ.สมรสเท่าเทียม ตามสิทธิและเสรีภาพในฐานะพละเมืองจึงจัดจัดกิจกรรมสมรสเท่าเทียม ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2564 ที่บริเวณแยกราษฎรประสงค์ เราได้รับการสนับสนุนรายชื่อมากกว่าสองแสนเจ็ดหมื่นรายชื่อ รายชื่อเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่เราเสนอนั้นเป็นผลประโยชน์สาธารณะในวงกว้าง

แม้ว่าหลังจากที่เรารวบรวมรายชื่อจะมีการเผยแพร่ผลคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการสมรสระหว่างบุคคลที่มีเพศเดียวกันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ซึ่งอนุญาตให้เฉพาะชายกับหญิงเท่านั้นสมรสกันได้ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของศาลหลายจุดเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ตีตราบุคคลเพศหลากหลาย สะท้อนถอยหลังในประเด็นความเป็นธรรมทางเพศ ไม่ว่า ศาลเห็นว่าลักษณะตามธรรมชาติของร่างกายชายกับหญิงอันสอดคล้องกับการตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรนั้นมีความสัมพันธ์กับการสมรสจนไม่อาจแยกออกจากกันได้ เป็นเหตุให้การสมรสเป็นเรื่องระหว่างชายกับหญิงเท่านั้น ตลอดจนการสมรสซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งครอบครัวและให้กำเนิดบุตรนั้นเป็นพื้นฐานอันสำคัญยิ่งของสังคม นอกจากนั้น การที่วินิจฉัยว่า LGBTI เป็น "ผู้ที่กำหนดเพศไม่ได้" หรือแม้แต่การเปรียบเทียบกระบวนการเกิดขึ้นของการคุ้มครองความหลากหลายทางเพศในสังคมกับ ‘สัตว์โลกบางประเภท’ ที่มีพฤติกรรมหรือลักษณะทางชีวภาพแปลกแยกออกไปเพื่อการศึกษา

การจัดกิจกรรมดังกล่าวจนได้รายชื่อมากกว่าสามแสนรายชื่อจึงเป็นประจักษพยานที่สำคัญว่าประชาชนต้องการอะไร มากกว่าจะสยบยอมภายใต้กลุ่มตุลาการที่ล้าหลังและไม่เคารพศักดิศรีความเป็นมนุษย์ของเพศอื่น นี่คือการเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์สาธารณะของเพศหลากหลายในประเทศไทยที่ไม่เคยได้รับสิทธิคุ้มครองทางกฎหมายมาก่อน

แต่จากการรวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมสมรสเท่าเทียม ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2564 ที่บริเวณแยกราชประสงค์ที่ผ่านมา นักกิจกรรม ตัวแทนพรรคการเมือง ศิลปิน ที่ร่วมเวทีได้รับหมายเรียกเพื่อรายงานละเมิด พรก.ฉุกเฉินร้ายแรง จากประกาศของ ประยุทธ จันทร์โอชา ในข้อหาร่วมกันจัดกิจกรรมมีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ซึ่งประชาชนทราบดีอยู่แล้วว่า พระราชกำหนดฉบับนี้ ประกาศในช่วงที่สถานการณ์โควิดรุนแรงและต่ออายุมาเรื่อยๆ ทั้งที่จริง รัฐบาลสามารถยกเลิกและใช้เพียง พ.ร.บ.คุ้มครองโรคติดต่อได้นานแล้ว แต่รัฐยังคงใช้ พรก.ฉบับนี้เป็นเครื่องมือและข้ออ้างในการจัดการกับผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง เราเห็นว่าการเรียกรายงานตัวเพื่อดำเนินคดีครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำกับประชาชน เพราะเห็นได้ชัดว่าเป็นการการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ หรือ การฟ้องปิดปาก (SLAPPs - strategic lawsuits against public participation) คือความรุนแรงจากรัฐที่กระทำต่อพลเมืองเหมือนที่ได้มีการจับกุมคุมขัง และฟ้องร้องนักกิจกรรมที่มาเคลื่อนไหวทางการเมืองในปีที่ผ่านมามากกว่า 1600 คดี

วันนี้ เรามารายงานตัวและต่อสู้คดีความ ไม่ได้หมายความว่าเราสยบยอมกับอำนาจไม่เป็นธรรม แต่เรายินดีเข้าสู้การต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อให้เห็นว่า เรามีเสรีภาพทางความคิดและเรามีสิทธิพลเมืองคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญทีจำได้ และหลังจากนี้เราจะพิจารณาเพื่อดำเนินการคืนความยุติธรรมให้กับนักกิจกรรมที่โดนตั้งข้อกล่าวหาครั้งนี้ ด้วยกระบวนการทางกฎหมายกลับด้วย
เราขอส่งกำลังใจ และโอบกอดเพื่อนนักกิจกรรมความหลากหลายทางเพศ และนักกิจกรรมทางการเมืองที่เจอความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ พวกเราเองเดินมาไกลจนไม่สามารถถอยหลังกลับได้ เราต้องการสังคมที่เคารพกัน เปิดพื้นที่ให้ทุกคน ทุกเพศอยู่อย่างเท่าเทียม และเป็นสังคมแห่งอนาคตเพื่อให้เด็กและเยาวชนโตมาในสังคมที่เขาสามารถจินตนาการและกำหนดชีวิตของเขาเองได้ โดยไม่ต้องหลบซ่อนเพียงเพราะว่าเขาเป็นเพศหลากหลาย เราต้องการสังคมที่เปิดพื้นที่ความรักให้ทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นเพศใด และเราจะร่วมสร้างสังคมประชาธิปไตยที่มีความเป็นธรรมทางเพศโดยไม่ย่อท้อไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับอำนาจปิตาธิปไตยหรือเผด็จการในทุกรูปแบบ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...