“Work Smart” ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ” !!!
Where2put Ur Money: เชื่อแน่ว่า หลายๆ คนคงเคยได้ยินประโยคที่ถูกกล่าวกันในสมัยก่อนว่า “การทำงานหนัก (Work Hard) ไม่เคยทำให้ใครตาย” หรือ “งานหนักไม่เคยฆ่าใคร” ซึ่งประโยคดังกล่าวข้างต้นเป็นสิ่งที่สนับสนุนแนวคิดที่มีมาอย่างยาวนาน ในอดีตของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ (Protestant) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-17 ที่เชื่อว่า มนุษย์ที่ดีต้องทำงานหนัก เพื่อพิสูจน์ศรัทธาของตนเองที่มีต่อพระเจ้า
“โดยการทำงานหนักนั้นจะสะท้อนถึงความทุ่มเททั้งทางกาย และจิตใจ ทำให้ชีวิตเติบโตเจริญก้าวหน้า และได้รับผลตอบแทนดีๆ กลับคืนมา ในทางกลับกัน การไม่ทำงาน และความขี้เกียจ (Sloth)ก็คือ บาปประการหนี่งที่จะทำให้ชีวิตเสื่อมลง จนขาดความเจริญก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต”
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวก็ได้ถูกพัฒนาต่อยอดกันมาในยุคทุนนิยม โดยเปลี่ยนจากการทำงานหนักเพื่อพระเจ้ามาเป็นการทำงานหนักเพื่อความสุขสบาย และประโยชน์ของตนเองแทน ยิ่งทำงานหนักมาก ก็จะยิ่งได้รับผลตอบแทน หรือเงินมากยิ่งขึ้น และเงินก็คือ แหล่งที่มาของความสุขในการดำรงชีวิตนั่นเอง นอกจากนี้ ยังเชื่อกันอีกว่า การทำงานหนักจะช่วยในการขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจ และสังคมโดยรวมเติบโตอย่างดีในลำดับต่อมา
เมื่อการแข่งขันในสังคมการทำงานมีความรุนแรงมากขึ้น จึงนำมาสู่ความกดดันในการทำงาน คนจำนวนมากที่อยากประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ก็จะยิ่งทุ่มเททำงานหนักกันมากขึ้น เริ่มงานเร็วแต่เลิกงานช้า มาทำงานกันแต่เช้าตรู่ ทว่ากลับบ้านดึกเพราะมีการทำงานล่วงเวลานอกเหนือจากเวลางานปกติกันอีกด้วย จนทำให้เกิดภาวะการทำงานหนักจนตาย หรือที่เรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า “ภาวะคาโรชิ (Karoshi Syndrome)” ขึ้น
“โดย ‘ภาวะคาโรชิ’ นี้มีสาเหตุมาจากการทุ่มเทตรากตรำทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ เพื่อให้ได้การยอมรับ หรือการเลื่อนขั้น โดยไม่ได้จัดสรรการทำงานอย่างเป็นระบบ ไม่กล้าที่จะปฏิเสธงานต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายเข้ามา จึงแบกรับปริมาณงานต่างๆ นั้นมาทำเองทั้งหมด เพราะเชื่อว่า ตนเองสามารถจัดการได้แม้ว่า งานจะเยอะมากเพียงใดก็ตาม”
จนเกิดอาการเหนื่อยล้าสะสม หรืออ่อนเพลียจากการทำงานหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน และต่อเนื่อง ร่างกายได้รับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ หรือแทบไม่มีเวลาได้พักผ่อน ไม่มีเวลาให้ตนเองรวมถึงคนรอบข้าง เกิดเป็นความเครียดหนักสะสมที่เกินพอดี สมองเกิดความล้าจนทำให้งานที่ทำไม่มีคุณภาพ อีกทั้งยังเสียทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต คุณภาพชีวิตก็ย่ำแย่ลง ในที่สุดก็จะนำไปสู่ “การเสียชีวิต” จากความผิดปกติ หรือความเสื่อมสภาพทางร่างกาย เช่น หัวใจล้มเหลว เส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น บางคนอาจถึงขึ้นตัดสินใจจบชีวิตตนเองลงด้วยการฆ่าตัวตาย เพราะความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งสามารถพูดได้อีกนัยหนี่งก็คือ “ตายเพราะบ้างาน” นั่นเอง
ดังนั้น การทำงานหนักจึงอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องการดำรงชีวิตไปซะทุกอย่าง แนวคิดการทำงานหนักโดยไม่หยุดหย่อนมีแนวโน้มที่ถูกต่อต้านจากกลุ่มคนทำงานยุคใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดแนวคิดใหม่ในการทำงานที่เรียกกันว่า “การทำงานอย่างชาญฉลาด (Work Smart)” ขึ้น โดยมีความเชื่อว่า ความสำเร็จในการทำงาน และการดำรงชีวิตมีรากฐานมาจาก “ความสมดุล” (Work Life Balance) ไม่ใช่มาจากการเชิดชูความขยันที่เกิดจากค่านิยมในการทำงานหนักเป็นหลัก
“โดยจะไม่เน้นที่ปริมาณของงานที่ทำ หากแต่จะให้ความสำคัญกับคุณภาพของงานเป็นหลักแทน ทั้งนี้ ลักษณะของคนที่ทำงานอย่างชาญฉลาด ก็คือ เมื่อได้รับมอบหมายงานต่างๆ เข้ามา ก็จะจัดลำดับความสำคัญของงานก่อนว่า งานใดควรทำก่อนหรือหลัง ตระหนัก และยอมรับในศักยภาพของตนเอง มีทักษะในการสื่อสาร และทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้จักมอบหมายงานให้ผู้อื่นดูแลรับผิดชอบแทนตนได้ มีการฝึกฝนพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง วางแผนจัดสรรงานที่ได้รับมอบหมายมาอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ใช้เวลาในการทำงานน้อยที่สุด โดยไม่เสียเวลาไปกับเรื่องเปล่าประโยชน์”
ตลอดจนรู้จักบริหารเวลาในการทำงาน เวลาพักผ่อน และเวลาที่มีความสุขกับครอบครัว เพื่อนฝูง และตนเองได้อย่างสมดุล ไม่ใช่เอาแต่ทำงานแบบไม่ลืมหูไม่ลืมตาจนไม่สังเกตถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือความรู้สึกของคนรอบๆ ข้างโดยรอบ แน่นอนว่า แนวคิดการทำงานอย่างชาญฉลาดไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มผลลัพธ์ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากยังช่วยให้สามารถจัดการบริหารเวลาได้อย่างเหมาะสม และบรรลุความสมดุลระหว่างการดำรงชีวิต และการทำงานได้ดียิ่งขึ้นด้วย
ล่าสุด ก็ได้มีศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Quiet Quitting”เกิดขึ้นในแวดวงการงานทำงานของกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ที่สื่อความหมายว่า “พอกันทีกับการทำงานหนัก เพราะงานไม่ใช่ศูนย์กลางของการดำรงชีวิต” เมื่อรู้อย่างนี้แล้วยังจะเลือกทำงานหนักกันอีกหรือครับ หันมา “ทำงานแบบชาญฉลาด” เพื่อชีวิตที่ดี และมีความสุขกันน่าจะดีกว่าไหม