Megan Thee Stallion นางงูสาวผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อความรุนแรงจากแรปเปอร์ชายที่ยิงเธอ
ต่อให้คุณไม่ใช่แฟนเพลงของ เมแกน ธี สตัลเลียน (Megan Thee Stallion) คุณก็น่าจะเคยได้ยินเนื้อเพลงภาษาญี่ปุ่นสุดติดหูอย่าง "Okane kasegu orera wa suta, Okane kasegu orera wa suta, suta, suta, suta, suta, kira kira orera wa suta " จากเพลง Mamushi ของเธอแน่นอน… ก็มันฮิตติดลมจนครองพื้นที่ส่วนใหญ่ใน TikTok ซะขนาดนี้! (และเร็วๆ นี้เธอก็น่าจะมีซิงเกิลฮิตอีกครั้ง หลังจากเพิ่งประกาศว่าจะร่วมงานกับ RM แห่งวง BTS)
และนอกจากผลงานเพลง หลายคนก็น่าจะเคย ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเธอผ่านข่าวต่างๆ อย่างล่าสุดนี้ที่เธอเพิ่งเปิดเผยความสัมพันธ์กับนักบาส NBA อย่าง ทอร์รี่ เครก (Torrey Craig) หรือข่าวลือก่อนหน้าที่ว่าเธอไม่ถูกกันกับอีกหนึ่งตำนานแรปเปอร์หญิงอย่าง นิกกี้ มินาจ (Nicky Minaj) จนถึงข่าวดราม่าของเธอกับแรปเปอร์ชายอย่าง โทรี ลาเนซ (Tory Lanez) ที่ยิงปืนใส่เท้าของเมแกนในปี 2020 ส่งผลให้เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน และเธอก็ไม่เคยยอมแพ้ที่จะเรียกร้องความยุติธรรมจากเหตุการณ์นี้
แต่ก่อนจะไปว่ากันที่การต่อสู้ของเธอ เราอยากชวนกลับมาว่ากันถึงเพลง Mamushi กันสักหน่อยMamushi เป็นผลงานที่เธอขับร้องร่วมกับ ยูกิ ชิบะ (Yuki Chiba) แร็ปเปอร์ชาวญี่ปุ่น และหลังจากปล่อยมิวสิกวิดีโอออกทางเว็บไซต์ยูทูบได้เพียงสองเดือน ยอดผู้เข้าชมก็พุ่งทะยานไปถึง 24 ล้านวิว โดยในเอ็มวี เมแกนกลายเป็นงูมามูชิซึ่งเป็นงูพิษของญี่ปุ่น ล่อลวงเหล่ายากูซ่าที่มาใช้บริการโรงอาบน้ำแล้วแปลงพวกเขาเป็นทาสรับใช้ในภายหลัง
เอ็มวีนี้ของเธอถูกตีความหลากหลายรูปแบบ มีทั้งคนที่บอกว่าเธอกำลังพูดถึงตำนานนูเร อนนะ (Nure Onna) ผีงูผู้หญิงที่มักสังหารและกินมนุษย์ และมีทั้งคนที่บอกว่าเอ็มวีพูดถึงแรงปรารถนาที่ทรงอิทธิพลอยู่เหนืออำนาจของเหล่ายากูซ่า ฯลฯ ซึ่งฉากที่เหล่าชายหนุ่มเหล่านี้ถูกแปรสภาพไปเป็นผีดิบใบหน้าสีฟ้า ก็อ้างถึง Dreams (1990) ภาพยนตร์สัจนิยมมหัศจรรย์โดยคนทำหนังในตำนานของญี่ปุ่นอย่าง อากิระ คุโรซาวะ (Akira Kurosawa) ด้วย
ไม่แปลกที่ทั้งบทเพลงและเอ็มวี Mamushi จะเต็มไปด้วยความเป็นญี่ปุ่น ที่ผ่านมา เมแกนมักพูดถึงความสนใจและหลงใหลที่เธอมีต่อประเทศและวัฒนธรรมญี่ปุ่นเสมอ แฟนเพลงของเธอรู้ดีว่าเธอเป็นหนึ่งในสาวกอนิเมะอย่าง My Hero Academia กับ Naruto (แถมเธอยังเคยแต่งตัวเป็น รูมิ อุซางิยามะ ตัวละครจาก My Hero Academia ด้วย!)
อย่างไรก็ดี ชื่อจริงๆ ของเมแกนคือ เมแกน โจวอน รูธ พีต (Megan Jovon Ruth Pete) หากแต่เธอเลือกใช้นามแฝงว่า Thee Stallion ด้วยเหตุผลที่มาจากรูปร่างของเธอ "ตั้งแต่ฉันยังเด็ก คงอายุสัก 15-16 ปีได้ ซึ่งรูปร่างฉันก็เหมือนตอนนี้แล้วนี่แหละ พวกผู้ชายแก่ๆ ชอบพูดใส่ฉันว่า 'แหม แม่ม้าเปลี่ยว'" หรือ Stallion ซึ่งตามศัพท์แสลงแล้วมีความหมายถึงผู้หญิงตัวสูง (เธอสูง 178 ซม.) และมีรูปร่างหนา "และทุกคนก็พากันเรียกฉันด้วยชื่อนั้น ฉันเลยเอามาใช้เป็นชื่อในทวิตเตอร์ แล้วจากนั้นทุกคนก็พากันเรียกฉันด้วยชื่อนี้หมดเลย"
แต่อีกสิ่งสิ่งที่ทำให้เธอถูกพูดถึงนอกเหนือจากอุตสาหกรรมดนตรีคือข่าวอาชญากรรมที่ โทรี ลาเนซ (Tory Lanez) แร็ปเปอร์ชาวแคนาดา ยิงปืนใส่เท้าของเมแกนในปี 2020 ส่งผลให้เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน โดยหลังเกิดเหตุ ลาเนซถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมฐานพกอาวุธ แต่เขายืนกรานว่าไม่ได้ยิงเมแกน ทั้งอีกไม่กี่เดือนต่อมา เขายังบอกว่าเมแกนกับเพื่อนของเธอโกหกเพื่อ "เรียกร้องความสนใจโดยใช้ชื่อเสียงของเขา" แถมยังทำเพลง Money Over Fallouts ที่มีท่อนหนึ่งร้องว่า "เธอโดนยิงเข้าที่เท้าได้ยังไง โดยไม่โดนกระดูกหรือเส้นเอ็นเลย"
ภายหลังที่ทั้งคู่ฟ้องร้องและขึ้นศาล ลาเนซถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการว่าทำร้ายร่างกายผู้อื่นด้วยอาวุธปืน ทั้งศาลยังสั่งห้ามให้เขาเข้าใกล้เมแกนในระยะหนึ่งร้อยหลาและห้ามติดต่อสนทนากับเธอ รวมทั้งถูกยึดอาวุธปืนที่ครอบครองไว้ทั้งหมดด้วย
เดือนตุลาคมปี 2020 อันเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าเลือกตั้งครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ จะมาถึงหลังจากอยู่ใต้การบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีขวาจัดมาสี่ปี และเป็นขวบปีที่เกิดการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเท่าเทียม Black Lives Matter เมแกนได้เขียนบทความตีพิมพ์ลงบนเว็บไซต์ The New York Times ระบุว่า "แม้จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย และหลายคนก็สนับสนุนข้อความที่ว่าด้วยความอยุติธรรมทางเชื้อชาติมาตลอดทั้งปี แต่ผู้หญิงผิวดำก็ยังไม่ได้รับความเคารพและถูกมองข้ามในหลายๆ มิติของชีวิต ฉันเองก็เป็นเหยื่อการใช้ความรุนแรงจากผู้ชาย หลังจากงานปาร์ตี้จบลง ฉันถูกยิงสองครั้งและพยายามเดินหนีจากเขา เราไม่ได้เป็นคู่รักกัน พูดจากใจ ฉันยังตกใจด้วยซ้ำที่ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ว่านี้
"แม้จะเป็นเหยื่อ แต่ฉันก็ยังต้องเผชิญหน้ากับสายตากังขาและตัดสินสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้คนตั้งคำถามต่อประเด็นนี้ในที่สาธารณะ ทุ่มเถียงกันว่าฉันถูกทำร้ายร่างกายจริงๆ หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ยิ่งพิสูจน์ว่าการที่ฉันกลัวจะพูดถึงประเด็นนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้เลย
"หลังไตร่ตรองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ฉันก็พบว่าความรุนแรงต่อผู้หญิงนั้นไม่จำเป็นว่าต้องเกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงอยู่ในความสัมพันธ์ใดๆ เสมอไป อันที่จริง มันเกิดขึ้นเพราะผู้ชายหลายคนปฏิบัติต่อผู้หญิงราวกับพวกเธอเป็นวัตถุ ซึ่งทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีเหตุผลในการทำร้ายเราเมื่อเราทำสิ่งที่เราอยากทำ" เธอว่า "ปัญหาเหล่านี้ยิ่งรุนแรงมากขึ้นในกลุ่มผู้หญิงผิวดำ ผู้ซึ่งต่อสู้กับการถูกเหมารวม และมักถูกมองว่าเรากราดเกรี้ยว เราคุกคามเมื่อเราลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อตัวเองหรือเพื่อเพื่อนพ้องของเรา"
บทความของเมแกนยังชวนสำรวจอคติที่ผู้หญิงต้องรับมือ เช่นว่า “หากเราสวมเสื้อผ้าพอดีตัว ส่วนโค้งเว้าของร่างกายเราก็จะถูกหยิบไปเป็นหัวข้อสนทนา ไม่เพียงแค่ในโซเชียลมีเดีย แต่ยังอยู่ในที่ทำงานด้วย อย่างเรื่องที่ว่า เซเรนา วิลเลียมส์ (Serena Williams) นักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา ยังต้องสวมเสื้อบอดี้สูทในการแข่งขันเฟรนช์โอเพ่นในปี 2018 เลย”
“สิ่งนี้พิสูจน์ว่าการหมกมุ่นในเรือนร่างผู้หญิงผิวดำนั้นมันหนักหนาและย่ำแย่แค่ไหน ฉันเลือกเสื้อผ้าเอง ขอย้ำว่าฉันเป็นคนเลือกเสื้อผ้าที่ตัวเองอยากสวม ไม่ใช่เพราะอยากดึงดูดความสนใจจากผู้ชาย แต่เพราะฉันอยากแสดงความภาคภูมิใจต่อภาพลักษณ์ตัวเอง และภาพลักษณ์แง่บวกก็สะท้อนถึงตัวฉันในฐานะผู้หญิงและในฐานะนักดนตรีคนหนึ่ง ฉันปลื้มใจจากคำชมของผู้หญิงมากกว่าคำชมที่มาจากผู้ชายหลายเท่าตัวเลยล่ะ แต่วิธีที่ฉันเลือกแสดงออกเกี่ยวกับตัวเองก็มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยท่าทีที่ใจร้ายต่อกันเหลือเกิน เพราะหลายคนด่วนสรุปไปว่าฉันจงใจแต่งตัวเพื่อให้ผู้ชายมอง ประเด็นคือเมื่อผู้หญิงเลือกใช้ประโยชน์จากเพศของตัวเองเพื่อเรียกร้องอำนาจของเรากลับคืนมา มันกลับถูกมองด้วยสายตาดูหมิ่นเสมอเลย"
ท้ายบทความ เมแกนกระตุ้นให้คนไปลงคะแนนเลือกตั้งและเรียกร้องความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่ม ซึ่งน่าจะเป็นวิธีสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด และไม่เพียงเท่านั้น การยืนหยัดต่อสู้ของเธอก็ผลิดอกออกผลแล้ว ล่าสุด ลาเนซได้ถูกศาลตัดสินจำคุกเขาเป็นเวลาสิบปี นี่จึงเป็นอีกครั้งที่เมแกน ธี สตัลเลียน ได้ช่วยยืนยันว่าการต่อสู้ของผู้หญิงนั้น ท้ายที่สุดมันจะไม่สูญเปล่าเลย
อ้างอิง
https://www.washingtonpost.com/made-by-history/2023/01/03/megan-thee-stallion-black-women-misogyny/
https://www.nytimes.com/2020/10/13/opinion/megan-thee-stallion-black-women.html
https://www.stayfreeradioip.com/post/megan-thee-stallion-mamushi-meaning-and-review
https://msmagazine.com/2022/11/28/megan-thee-stallion-tory-lanez-open-letter/