โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

SMEs ต้องไปต่อ! รวมนโยบายส่งเสริม SMEs ของ 6 พรรคการเมือง เตรียมความพร้อมเลือกตั้ง 2566

เส้นทางเศรษฐี

อัพเดต 06 พ.ค. 2566 เวลา 00.33 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2566 เวลา 00.32 น.

วันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เป็นวันเลือกตั้งของประเทศไทย และรู้ว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศนั้นคือใคร วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปส่อง นโยบายที่เกี่ยวข้องกับ SMEs และพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยของแต่ละพรรคการเมืองนั้น มีทิศทางอย่างไร

รวมไทยสร้างชาติ

เพิ่มรายได้ประเทศไทยปีละ 4 ล้านล้านบาท
• เศรษฐกิจโตปีละ 5%
• รายได้ต่อคนเพิ่มขึ้นปีละ 20,000 บาท
• สร้างงานเพิ่ม 6.25 แสนตำแหน่ง

พลังประชารัฐ

  • เศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้ กระจายโอกาสด้วยการท่องเที่ยวชุมชน ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้ สร้างเส้นทางเชื่อมโยงชุมชนสู่ชุมชน
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างสรรค์สินค้าและโอกาสทางธุรกิจด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ
  • SMEs, Startup และ Social Enterprise สามารถเริ่มธุรกิจได้รวดเร็ว

ประชาธิปัตย์

SME ต้องมีแต้มต่อ 3 แสนล้าน

“SMEs” ถือเป็นจักรกลสําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ครอบคลุมหลากหลายธุรกิจ เช่น ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ภาคการท่องเที่ยว เป็นต้น จากข้อมูลในปี 2565 พบว่า มีจํานวนผู้ประกอบการ SMEs ประมาณ 3.2 ล้านราย ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 12.6 ล้านคน โดยมีมูลค่าส่งออกกว่า 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.6 ของยอดการส่งออกรวมตลอดปี

นโยบาย “SME ต้องมีแต้มต่อ 3 แสนล้าน” จึงต้องการยกระดับ ขีดความสามารถของ SMEs ไทยให้สามารถแข่งขันทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ตลอดจน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ทั้งนี้ จะดําเนินมาตรการเพื่อเป็นแต้มต่อให้กับ SMEs 3 ประการ คือ

  • แต้มต่อที่ 1 ด้านการผลิต สนับสนุนให้ SMEs มีการบริหารธุรกิจที่ทันสมัย บนพื้นฐานของนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของการดําเนินธุรกิจ สร้างการยอมรับของตลาด และมุ่งปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ยุคระบบเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Transformation)
  • แต้มต่อที่ 2 ด้านการตลาด ผลักดัน SMEs ให้มีโอกาสเข้าสู่ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยให้สิทธิพิเศษด้านการตลาดในนิทรรศการที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของตนต่อตลาดภายนอกได้
  • แต้มต่อที่ 3 จัดตั้งกองทุน 3 แสนล้านบาท เพื่อให้กลุ่ม SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งทุน

เพื่อไทย

นโยบายสร้างประเทศด้วยนวัตกรรมและดิจิทัลผ่านเขตธุรกิจใหม่ (New Business Zone)

เขตเศรษฐกิจพิเศษและสิทธิประโยชน์ในการลงทุนที่รัฐบาลปัจจุบันได้ทำมา เป็นแค่คำพูดการตลาดที่จับต้องไม่ได้ และปัญหาหลักของประเทศไม่ได้ถูกแก้ไข การแก้กฎหมายช้าและทำไม่ได้จริง แต่พรรคเพื่อไทยจะเปลี่ยนทั้งหมดให้เป็น “โอกาสด้วยกุญแจ 3 ดอก ด้วยการสร้างเขตธุรกิจใหม่” เพื่อ “ดึงเงินนอก ปลุกเงินใน เปลี่ยนเงินที่หลับใหล เป็นเงินที่สร้างเงิน”

สร้างเขตธุรกิจใหม่ 4 แห่งเป็นพื้นที่นำร่อง ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ ด้วยความพร้อมทางด้านมหาวิทยาลัย สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเพื่อขับเคลื่อน Startups และ SMEs สู่การสร้างรายได้ใหม่ให้แก่ประชาชน ด้วยกุญแจ 3 ดอก ดังนี้

  • กุญแจดอกที่ 1 “กฎหมายธุรกิจชุดใหม่”เพื่อเป็นการปลดล็อกปัญหาการทำธุรกิจของ Startups และ SMEs ในทุกมิติรวมถึงดึงเงินนักลงทุนจากต่างชาติ เข้าแก้ไขปัญหาด้านใบอนุญาตต่างๆ ปัญหาแรงงาน การนำเข้าส่งออก และการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ
  • กุญแจดอกที่ 2 “สิทธิประโยชน์ใหม่” ให้สิทธิในการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีนำเข้า จะไม่แพ้ที่ใดในโลก
  • กุญแจดอกที่ 3 “ระบบนิเวศทางธุรกิจใหม่” โดยการสร้างสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ระบบการศึกษาและการผลิตคนทำงานใหม่ ระบบธนาคารใหม่ เพื่อผลักดันให้ภาคเอกชนขับเคลื่อนได้

ไทยสร้างไทย

นโยบายยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล SMEs ที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 เป็นเวลา 3 ปี

เพื่อเป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ SMEs ไทย ประกอบกับในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา SMEs ไทย ต้องประสบกับปัญหาจากผลกระทบอย่างหนักของเศรษฐกิจถดถอยอันเป็นผลมาจากโควิด-19 จึงเห็นสมควรที่จะออกมาตรการมาช่วยเหลือ SMEs โดยให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล SMEs เป็นเวลา 3 ปี

ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายได้สุทธิไม่เกิน 3 แสนบาท/ต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี

ปัญหาของคนไทยในวัยหนุ่มสาวที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วัยทำงานจะคล้ายๆ กัน มีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลตนเองและครอบครัว ภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลพ่อแม่ ค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับหมดไปกับการกินอยู่หลับนอน และค่าเดินทาง ในขณะที่รายได้ยังคงเท่าเดิม สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในชีวิตก็คือหนี้สินพร้อมดอกเบี้ยที่ใช้คืนเท่าไหร่ก็ไม่หมด

พรรคไทยสร้างไทย จึงมีนโยบายที่จะเสนอให้มีการออกกฎหมายมาลดภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคนที่อยู่ในวัยทำงานกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มคนไทยประมาณ 2 ล้านคน ที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวมีรายได้ประมาณ 30,000-40,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนบุคคลต่างๆ ในตอนที่ยื่นแบบเสียภาษีแล้ว จะมีเงินได้สุทธิทั้งปีอยู่ประมาณ 260,000-300,000 บาท ซึ่งปัจจุบันสำหรับผู้ที่มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่แล้ว แต่คนกลุ่มนี้ยังต้องเสียภาษีจากรายได้ในส่วนที่เกิน 150,000 บาท จะต้องนำเงินได้สุทธิเฉพาะส่วนที่เกิน 150,001 บาท ไปคำนวณตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

นโยบายของพรรคก็คือการเสนอให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้สุทธิเฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วง 150,001 บาท แต่ไม่เกิน 300,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น ซึ่งเดิมผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 คิดเป็นเงินภาษีเท่ากับ 7,500 บาท ที่จะได้รับการยกเว้นการเก็บภาษี

พรรคก้าวไกล

ลดรายจ่าย SMEs : บรรเทาผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

  • รัฐช่วยสมทบค่าประกันสังคมในส่วนของผู้ว่าจ้าง สำหรับแรงงานที่ถูกกระทบโดยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ (6 เดือนแรก)
  • เปิดให้ SMEs นำค่าแรงมาหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ 2 เท่า (2 ปีแรก)

ลดรายจ่าย SMEs : ลดภาษีนิติบุคคล SME ให้เหลือ 0-15%

  • ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล SMEs ให้เหลือ 0-15%
  • ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ SMEs (ช่วงกำไร 3 แสนบาท ถึง 3 ล้านบาท) จาก 15% เป็น 10%
  • ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ SMEs (ช่วงกำไร 3 ล้านบาท ถึง 30 ล้านบาท) จาก 20% เป็น 15%
  • เพิ่มอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับทุนใหญ่ (ช่วงกำไรเกิน 300 ล้านบาท) จาก 20% เป็น 23%

ลดรายจ่าย SMEs : หักค่าใช้จ่ายเหมาภาษี เพิ่มจาก 60% เป็น 90%

  • เปิดให้ SMEs หักค่าใช้จ่ายเหมาภาษีบุคคลได้เพิ่มเป็น 90% (จากเดิม 60%)

เพิ่มแต้มต่อให้ SMEs : หวยใบเสร็จ ซื้อของร้านค้ารายย่อย ทั้งคนซื้อคนขายได้หวย ลุ้นรวยเงินล้าน

  • เพิ่มลูกค้าให้ SMEs โดยการเพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชนที่เลือกซื้อสินค้า SMEs ได้รับแถมสลากกินแบ่งของรัฐบาลไปลุ้นรางวัล
  • สำหรับคนซื้อ หรือประชาชนทั่วไป : เมื่อซื้อสินค้าจาก SMEs ครบ 500 บาท สามารถแลกสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ 1 ใบ (จำกัดไม่เกิน 2 ใบ/คน/เดือน และจำนวน 10 ล้านคน/เดือน)
  • เพิ่มโอกาสลุ้นหวยให้ SMEs โดยการนำยอดขายมาแลกเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ด้วย
  • สำหรับคนขาย หรือผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการ : เมื่อขายสินค้าครบ 5,000 บาท สามารถแลกสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ 1 ใบ

เพิ่มแต้มต่อให้ SMEs : ลดหย่อนภาษีให้ธุรกิจที่ซื้อจาก SMEs

  • เปิดให้นิติบุคคลที่ซื้อสินค้าจาก SMEs เพิ่มขึ้นจากปีก่อน สามารถหักภาษีนิติบุคคลได้ 1.5 เท่าในส่วนที่ซื้อจาก SMEs เพิ่มเติม
  • ส่งเสริมให้ธุรกิจซื้อสินค้าและบริการจาก SMEs มากขึ้น รวมถึงเลือก Outsource บริการไปที่ SMEs
  • ป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนใหญ่ขยายกิจการกินรวบทั้งห่วงโซ่อุปทาน

เติมตลาดให้ SMEs : โควตาชั้นวางสำหรับสินค้า SMEs ในห้างใหญ่

  • กำหนดสัดส่วนชั้นวางสำหรับสินค้า SMEs ในห้างสมัยใหม่ (เช่น ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ) เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้า SMEs ได้มีโอกาสมาวางขาย และช่วยให้สินค้า SMEs มีโอกาสเข้าถึงตลาดใหญ่ได้เร็วขึ้น

เติมตลาดให้ SMEs : คูปองแลกซื้อสินค้าท้องถิ่น

  • ให้ประชาชนผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีเครดิต (จำกัดไม่เกิน 1,000 บาทต่อปี) สำหรับการแลกซื้อสินค้าท้องถิ่น วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์เกษตร ในราคาครึ่งหนึ่ง (โดยรัฐสมทบอีกครึ่ง) เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาเลือกซื้อ-สนับสนุนสินค้าเหล่านี้ให้เติบโตต่อไป
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...