โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“มังกรจีน” จับตาเขม็ง สหรัฐ “ปูพรมแดง” ต้อนรับอินเดีย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 มิ.ย. 2566 เวลา 17.05 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2566 เวลา 23.00 น.

คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

การไปเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของประมุขรัฐ หรือ state visit ครั้งแรกของ “นเรนทรา โมดี” นายกรัฐมนตรีอินเดีย ระหว่างวันที่ 21-24 มิถุนายน ตามคำเชิญของประธานาธิบดี “โจ ไบเดน” ถูกเรียกว่าเป็น landmark visit หรือ watershed moment ซึ่งมีความหมายว่าเป็นการพบปะที่สำคัญมาก จนอาจทำให้เกิดจุดเปลี่ยนบางอย่าง

ในสมัยของ โจ ไบเดน เขาเป็นเจ้าภาพรับรองแขกแบบ state visit เพียง 2 คนคือ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในเดือนธันวาคม 2022 และประธานาธิบดี ยุน ซอกย็อล ของเกาหลีใต้ ในเดือนเมษายน 2023

การพบปะของผู้นำสองประเทศในดินแดนของสหรัฐ ถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะเกิดขึ้นหลังจากรัสเซียในฐานะมิตรเก่าของอินเดียได้บุกรุกรานยูเครน จนนำมาสู่การถูกชาติตะวันตกและพันธมิตรแซงก์ชั่นเพื่อลงโทษ ในขณะที่อินเดียไม่ยอมร่วมแซงก์ชั่น อีกทั้งไม่ประณามรัสเซียอีกด้วย เนื่องจากอินเดียพึ่งพาพลังงานและอาวุธจากรัสเซียค่อนข้างมาก ซึ่งสร้างความไม่พอใจลึก ๆ ให้กับสหรัฐอเมริกาและยุโรป แต่ทว่าก็ไม่ได้มีการตำหนิอินเดียอย่างโจ่งแจ้งเหมือนที่ตำหนิจีน

วาระสำคัญของการหารือพบปะครั้งนี้ ระหว่างผู้นำอินเดียและอเมริกา ก็คือการเพิ่มความสัมพันธ์ด้านกลาโหม การเป็นหุ้นส่วนด้านเทคโนโลยี ตลอดจนการเพิ่มบทบาทของอินเดียในอินโด-แปซิฟิก

“ฮาร์ช วี. แพนต์” รองประธานศึกษานโยบายต่างประเทศของออปเซิร์ฟเวอร์ รีเสิร์ช ฟาวน์เดชั่น ระบุว่า เป็นการเยือนที่สำคัญมาก เป็นเรื่องที่บ่งบอกว่าอินเดียต้องการเอื้อมมือมาหาสหรัฐมากเท่า ๆ กับที่สหรัฐต้องการเอื้อมมือไปหาอินเดีย โดยสหรัฐมองอินเดียในฐานะหุ้นส่วนที่สามารถพึ่งพาได้ แต่ความเป็นหุ้นส่วนนั้นก็จะแตกต่างออกไปจากหุ้นส่วนอื่น ๆ เพราะอินเดียไม่ใช่พันธมิตร (ally) สหรัฐไม่คุ้นเคยกับการมีหุ้นส่วนที่ไม่ใช่พันธมิตร ดังนั้น การเป็นหุ้นส่วนก็คงมีลักษณะเป็นอิสระ แต่ทว่าก็สามารถช่วยส่งเสริมเป้าหมายสำคัญของสหรัฐได้

ฟาร์วา อาเมอร์ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสังคมเอเชียชี้ว่า การเยือนครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ของพันธสัญญาอันมั่นคงที่จะเพิ่มความสัมพันธ์และบ่งชี้ศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของสองประเทศที่จะร่วมมือกันในอนาคต เพื่อความรุ่งเรืองร่วมกันท่ามกลางความท้าทายของโลก

ผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ เห็นว่า ที่ผ่านมาอินเดียผิดพลาดที่คิดว่าจะสามารถพึ่งพาอาวุธจากรัสเซียได้ต่อไปเรื่อย ๆ ตอนนี้เป็นเวลาสำคัญที่อินเดียจะขยับเข้าใกล้สหรัฐ และถอยห่างจากการพึ่งพาอาวุธรัสเซีย หลังจากจีนและรัสเซียใกล้ชิดกันมากขึ้น ขณะที่อินเดียมีปัญหาพิพาทด้านชายแดนกับจีนมานาน และต้องการอาวุธดี ๆ มาปกป้องประเทศ

นอกจากนี้ ทั้งอินเดียและสหรัฐต่างมีวัตถุประสงค์เดียวกัน นั่นคือไม่ต้องการให้เอเชียหรืออินโด-แปซิฟิก ตกอยู่ใต้การครอบงำของจีน

“ลิซ่า เคอร์ติส” ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงอินโด-แปซิฟิกเพื่อความมั่นคงใหม่ของอเมริกากล่าวว่า การเป็นหุ้นส่วนด้านเทคโนโลยีกับอเมริกาจะเป็นวาระสำคัญที่สุดของการพบปะกัน ตอนนี้ประเด็นเทคโนโลยีมีความสำคัญยิ่ง หลังจากจีนมีความก้าวหน้าด้านเอไอ ทำให้สองฝ่ายเห็นความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มความร่วมมือกัน

ผู้นำอินเดียยังมีกำหนดจะพบกับบรรดาผู้บริหารสูงสุดของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งของสหรัฐ โดยที่พบไปแล้ว อย่างเช่น “อีลอน มัสก์” ซีอีโอของเทสลา ซึ่งมีการหารือเรื่องการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าและความเป็นไปได้ที่จะสร้างโรงงานผลิตในอินเดีย

โดย อีลอน มัสก์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนชื่นชอบนายโมดี เพราะเป็นผู้นำที่อยากทำสิ่งที่ถูกต้องสำหรับอนาคตของอินเดีย ต้องการสนับสนุนบริษัทใหม่ ๆ และอินเดียก็เป็นประเทศที่น่าลงทุนมากกว่าประเทศขนาดใหญ่อื่น ๆ

นอกจากนั้น คาดว่านายโมดีจะพบกับซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่อื่น ๆ ทั้งแอปเปิล อิงก์, กูเกิล, ไมโครซอฟท์ เป็นต้น ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่า การเป็นหุ้นส่วนมากขึ้นจะทำให้ทั้งอินเดียและอเมริกามีช่องทางในการใช้กลยุทธ์ “ไชน่า พลัส วัน” (การกระจายลงทุนไปที่อื่น ไม่ลงทุนแค่เพียงในจีน) และสามารถผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีไปตั้งฐานผลิตในอินเดียมากขึ้น ความเคลื่อนไหวของความสัมพันธ์ครั้งนี้ ระหว่างอินเดียกับสหรัฐจะทำให้จีนจับตามองอย่างใกล้ชิด

ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐเริ่มหมายตาไปที่อินเดีย อาทิ แอปเปิลเปิดร้านขายปลีกสองแห่งในเมืองเดลีและมุมไบ และตั้งเป้าจะเพิ่มอีกในอนาคต บริษัทฟอกซ์คอนของไต้หวัน ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่สุดของแอปเปิล ลงทุนโรงงานผลิตไอโฟนมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...