เด็กเจนเบต้ายังต้องมีตุ๊กตาหมีอยู่ไหม ให้แบรนด์ Teddy Bear Thailand ช่วยไขคำตอบ
ไม่น่าเชื่อว่าเพียงพริบตาโลกของเราก็เปิดศักราชใหม่เข้าสู่ Gen Beta (เจนเบต้า) หรือกลุ่มผู้บริโภคที่เกิดมาพร้อมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างเต็มขั้นกันแล้ว เด็กเจนเบต้าที่เกิดระหว่างปี 2025-2039 จะลืมตาดูโลกมาในยุคของเอไอ และเติบโตท่ามกลางความผันผวนของโลกในทุกมิติ ซึ่งก็นับเป็นความท้าทายทั้งสำหรับเด็กเจนใหม่และคนรุ่นก่อนในการที่จะเรียนรู้และปรับตัวเข้าหาความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย
เมื่อโลกเปลี่ยนไป เครื่องมือและวิทยาการต่าง ๆ ก็พัฒนาขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งชั้นของเล่นของเด็ก ๆ ที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา จนหลายครั้งก็ทำเอาคนวัยทำงานโอดครวญกันเสียยกใหญ่ว่า “ทำไมยุคฉันไม่มีของเล่นแบบนี้บ้าง” กระนั้นก็ยังมีของเล่นอีกหลายชิ้นที่ยังคงความคลาสสิกและเป็นที่นิยมมาทุกยุคสมัย อย่างเช่น ต้าว “ตุ๊กตาหมี” ตัวใหญ่ ที่ครองใจคนมามากกว่า 100 ปีแล้ว
ทว่าในยุคที่เทคโนโลยีครองเมืองเช่นนี้ ตุ๊กตาหมีจะยังเป็น “ของเล่นชิ้นโปรด” สำหรับเด็กรุ่นใหม่อยู่ไหมหนอ…
เพื่อหาคำตอบของคำถามข้างต้นนี้ “คิด” จึงได้โอกาสชวน “เท็ดดี้” ไตรสิทธิ์ ธีระปัญญารัตน์ เจ้าของแบรนด์ Teddy Bear Thailand ผู้ผลิตและจำหน่ายเท็ดดี้แบร์ภายใต้แนวคิด “HAPPINESS WE CAN MAKE” มากว่า 30 ปี ทั้งยังพ่วงตำแหน่งคุณหมอตุ๊กตาจากการรับซ่อมตุ๊กตาน้องเน่าสุดไวรัล ให้มาพูดคุยและแชร์มุมมองเกี่ยวกับอนาคตของตุ๊กตาหมี พร้อมเจาะลึกเหตุผลที่ทำให้คนตกหลุมรักเจ้าต้าวขนนุ่มนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
“เท็ดดี้” ไตรสิทธิ์ ธีระปัญญารัตน์ เจ้าของแบรนด์ Teddy Bear Thailand
งานศิลปะขนฟู ที่รู้จักกันโดยบังเอิญ
จุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณเท็ดดี้เข้าสู่วงการตุ๊กตา อาจเรียกได้ว่าเป็นความบังเอิญ “ก่อนหน้านี้ผมทำธุรกิจทางด้านวิศวะ ตอนนั้นเป็นช่วงปลายปี ผมกำลังว่างรอโปรเจ็กต์ใหม่ ก็เลยไปขับรถเล่นที่แถวโพธาราม เห็นคนมุงร้านตุ๊กตากันเยอะ ผมก็เลยลองซื้อตุ๊กตามาวางขาย รับมาขายไป แต่เผอิญมันกลับขายดี” เมื่อประกอบกับความสุขที่ได้ทำงานโดยไม่เครียด และยังได้มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้นกว่าเก่า ในที่สุดคุณเท็ดดี้จึงตัดสินใจลุยงานตุ๊กตาอย่างเต็มตัว โดยมีพื้นฐานทางวิศวกรรมเป็นความรู้ที่ช่วยต่อยอดการทำตุ๊กตาต่อไป “พอผมรู้จักพวกวัสดุที่ใช้ทำตุ๊กตาหมี ผมก็ใช้ความรู้ทางด้านวิศวกรรมในการคำนวณต้นทุนดู เพราะแผ่นผืนผ้าก็ไม่ต่างอะไรกับแผ่นโลหะเลย” คุณเท็ดดี้กล่าว
จุดเปลี่ยนสำคัญของแนวคิดในการผลิตตุ๊กตา อยู่หลังจากนั้นราว 3-4 ปี เมื่อในวันหนึ่งเพื่อนของคุณเท็ดดี้กลับมาจากต่างประเทศพร้อมกับของขวัญที่จุดประกายไอเดียในการทำเท็ดดี้แบร์ที่ไม่เหมือนใคร “เพื่อนผมซื้อตุ๊กตา Winnie-the-Pooh มาให้ แล้วตุ๊กตาตัวนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจ ทำให้ผมฉุกคิดได้ว่า ‘ทำไมเราไม่ทำตุ๊กตาที่เป็นอัตลักษณ์ของเราเองบ้าง’ กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มผลิตตุ๊กตาเท็ดดี้ ที่มีความเฉพาะตัว เห็นแล้วรู้เลยว่าคือแบรนด์เรา” ซึ่งเจ้าหมีพูห์ตัวอ้วนนี้ไม่เพียงมีหน้าตาแบบพิเศษไม่เหมือนใครเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยรายละเอียดสุดน่ารักที่แสดงถึงความใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นชุดที่สวมใส่ รวมถึงสมุดภาพบอกเล่าเรื่องราวที่เย็บติดอยู่กับชุด กลายเป็นตุ๊กตาตัวโปรดที่คุณเท็ดดี้ยังเก็บไว้ข้างกายเสมอ
และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เท็ดดี้แบร์ จาก Teddy Bear Thailand ก็ได้ครองตำแหน่งตุ๊กตาตัวโปรดของผู้คนมากมาย โดยมีเอกลักษณ์สำคัญอยู่ที่ “ความใส่ใจ” ในทุกขั้นตอน เพื่อมอบตุ๊กตาหมีที่พร้อมจะอยู่ข้างเจ้าของได้ตราบนานเท่านาน เริ่มจากการเลือกวัสดุ ที่ต้องใช้ผ้านุ่มมือ คุณภาพดี ขนไม่หลุดลุ่ยง่าย จากนั้นก็บรรจงออกแบบหน้าตาด้วยจิตวิญญาณ ไม่ต่างกับการสร้างสรรค์งานศิลปะ ทำให้ใบหน้าของตุ๊กตาดูมีความรู้สึก มีชีวิตชีวาและสื่อสารได้ รวมถึงยังใช้การถักจมูกแทนการใช้จมูกพลาสติก ที่ต้องอาศัยฝีมือช่างที่เก๋าเกมจริง ๆ เท่านั้นถึงจะออกมาสวย โดยหลังจากที่ได้ตุ๊กตาตัวนุ่มน่ากอดแล้ว ก็เข้าสู่ไฮไลต์สำคัญนั่นคือการ “ตัดแต่งขน” ด้วยสองมือและหนึ่งกรรไกร ซึ่งนับว่าเป็นจุดแข็งที่สร้างคุณค่าให้แบรนด์จนสามารถเอาชนะคู่แข่งจากต่างประเทศที่มีกำลังผลิตมหาศาลได้เลย
“เรามองตุ๊กตาหมีเป็นงานศิลปะ การตกแต่งหน้า ตัดขนด้วยกรรไกร คือความพิถีพิถันที่สร้างคุณค่าให้แบรนด์” และก็เป็นที่รู้กันเลยว่า หากจะหาตุ๊กตาหมีสักตัวที่มีใบหน้าน่ารัก ดูมีชีวิตชีวา ไม่มีขนปรกหน้าปรกตา ก็ต้องมองหา Teddy Bear Thailand เท่านั้น
อีกจุดหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งของ Teddy Bear Thailand คือเรื่องบริการที่คุณเท็ดดี้ให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำสินค้าอย่างรู้ลึกในฐานะคนทำ การสอนวิธีทำความสะอาดและดูแลน้องหมี ตลอดจนกระแสไวรัลสุดฮิตอย่าง “บริการซ่อมตุ๊กตาน้องเน่า” ที่ก็ล้วนแต่เป็นความใส่ใจที่คุณเท็ดดี้มีให้ลูกค้าคนสำคัญ “คนอาจจะไม่ค่อยทำบริการหลังการขายกับตุ๊กตา แต่สำหรับแบรนด์ผม ผมมีบริการซ่อมแซมและดูแลให้ โดยไม่ได้คิดค่าแรง จะคิดแต่ค่าวัตถุดิบกับค่าส่งเท่านั้น”
อีกเรื่องที่ผมประทับใจที่สุดเลยคือ คุณแม่คนหนึ่งที่กำลังตั้งครรภ์ เขาเอาตุ๊กตามาซ่อม ซึ่งตุ๊กตาตัวนั้นเป็นตุ๊กตาหมีที่สามีที่เสียไปซื้อให้ เขาเลยอยากซ่อมให้ดูดีที่สุดเพื่อส่งต่อให้ลูก ให้รู้ว่านี่คือของคุณพ่อเขา
เพราะทุกคนต่างก็มี “ตุ๊กตาหมี” ของตัวเอง
เสน่ห์ของตุ๊กตาหมีที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรก คงจะเป็นเรื่องของคุณสมบัติในการช่วย “ฮีลใจ” ที่ตุ๊กตาพร้อมมอบให้เพียงแค่ได้มองหรือสัมผัสมัน “ประวัติของเท็ดดี้ มันมีเรื่องราวที่น่าสนใจนะ สังเกตไหมว่าในหลาย ๆ ประเทศที่มีภาวะความเครียด ตุ๊กตาหมีจะทำหน้าที่เป็นตัวผ่อนคลายอารมณ์ เยียวยาจิตใจ ลดความเครียดได้ดี” คุณเท็ดดี้กล่าวพร้อมเล่าเสริมถึงสาเหตุที่ตุ๊กตาหมีเป็นที่แพร่หลายว่า เดิมที ตุ๊กตาผ้าเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่จะประดิษฐ์ให้เด็ก ๆ เล่นอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่ลักษณะของหมีนั้นทำง่ายกว่าตุ๊กตาแบบอื่น ๆ ทำให้พ่อแม่นิยมประดิษฐ์ตุ๊กตามือรูปหมีจากถุงเท้าให้ลูกหลานเล่น จนเด็ก ๆ ติดตุ๊กตาหมี และกลายมาเป็นสื่อความหมายทางอารมณ์ที่ส่งต่อให้กับเด็กรุ่นต่อ ๆ มาถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี นั่นไม่ใช่เสน่ห์เดียวที่ทำให้ตุ๊กตาหมีได้รับความนิยมอย่างยาวนาน สำหรับคุณเท็ดดี้แล้ว เสน่ห์อีกประการที่สัมผัสได้ในฐานะผู้ทำ คือรูปแบบของหน้าตาและสัมผัสที่นุ่มนวล ซึ่งสีหน้าท่าทางของหมีแต่ละตัวนั้นสามารถสื่อความรู้สึกของตัวหมีได้ หากลองจ้องมองไปนาน ๆ ยิ่งเมื่อประกอบกับจินตนาการของผู้คน ก็ยิ่งทำให้น้องเหมือนมีชีวิตเข้าไปใหญ่ เจ้าเท็ดดี้แบร์จึงกลายเป็นเพื่อนคุยคนสำคัญที่เข้าใจเราไปเสียทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเหงา เศร้า หรือสุขใจ ไม่ว่าเวลาไหน กอดอุ่น ๆ ที่นุ่มฟูก็พร้อมจะเป็นที่พักพิงให้เราเสมอ
แต่เสน่ห์ที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ตุ๊กตาหมีของทุกคนล้วนเป็นตุ๊กตาหมีตัวที่ต่างกันออกไป คงจะอยู่ที่ “เรื่องราว” อันเปรียบเสมือนด้ายล่องหนที่ถักทอลงไปบนตัวหมี จนสร้างลวดลายที่แตกต่างและติดตรึงในความทรงจำของเจ้าของแบบไม่รู้ลืม โดยในฐานะของคุณหมอตุ๊กตา คุณเท็ดดี้ก็ได้ประสบกับเรื่องราวมากมายที่สื่อให้เห็นถึงความผูกพันที่เจ้าของมีต่อตุ๊กตาหมีตัวสำคัญ “บางคนเขาเอาจิตใจลงไปไว้กับตัวตุ๊กตา มีลูกค้ารายหนึ่งอยากเอาตุ๊กตามาให้ผมซ่อม ยอมนั่งรถทัวร์มาหาผมที่กรุงเทพฯ เขาไม่กล้าส่งไปรษณีย์เลยเพราะ ‘กลัวน้องหมีอึดอัด’”
ในขณะที่อีกหลาย ๆ เรื่องก็แสดงให้เห็นถึงตุ๊กตาหมีในฐานะตัวแทนของผู้ให้คนสำคัญ ทั้งสมาชิกในครอบครัว คนรัก หรือเพื่อนที่สนิทใจ “บางคนมีตุ๊กตาที่พ่อแม่ให้ เหลือแค่ขา สิ่งที่ผมทำได้คือหาโมเดลที่ใกล้เคียงกับของเก่าที่สุดมา แล้วเอาส่วนที่เป็นของเก่าเย็บแปะตามตัวน้อง ตุ๊กตาหมีจึงกลายเป็นของที่ระลึกที่เขาผูกพัน” คุณเท็ดกล่าวก่อนจะเสริมว่า ด้วยเหตุนี้ การซ่อมตุ๊กตาจึงเป็นงานที่ค่อนข้างเหนื่อยมาก เนื่องจากต้องตอบโจทย์ทั้งในด้านความรู้สึกและความทรงจำ ทุกขั้นตอนจึงต้องทำอย่างใส่ใจ
“อีกเรื่องที่ผมประทับใจที่สุดเลยคือ คุณแม่คนหนึ่งที่กำลังตั้งครรภ์ เขาเอาตุ๊กตามาซ่อม ซึ่งตุ๊กตาตัวนั้นเป็นตุ๊กตาหมีที่สามีที่เสียไปซื้อให้ เขาเลยอยากซ่อมให้ดูดีที่สุดเพื่อส่งต่อให้ลูก ให้รู้ว่านี่คือของคุณพ่อเขา” นั่นแสดงให้เห็นถึงพลังวิเศษของตุ๊กตาหมีที่แม้ไม่ได้มีเทคโนโลยีอะไรมากมาย แต่กลับทรงคุณค่าไปด้วยเรื่องราวที่พร้อมจะส่งต่อให้คนสำคัญในอนาคตต่อไป
โลกเปลี่ยนแปลง แต่ความนิยมไม่เปลี่ยนไป
“เชื่อไหมว่าตุ๊กตาหมีรูปแบบหนึ่งที่ผมทำ อยู่ได้ถึง 20-30 ปีเลย เป็นความคลาสสิกที่ไม่เคยเปลี่ยน ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแค่วัสดุ แต่รูปแบบจะไม่ค่อยเปลี่ยนไป หนำซ้ำบางครั้งเปลี่ยนแบบใหม่มา คนก็ยังชอบเหมือนเดิม อยากจะได้ตุ๊กตารูปแบบเดิมเสียอีก” นี่คือคำตอบของคุณเท็ดดี้เมื่อถามถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของรูปลักษณ์ตุ๊กตาหมีแต่ละยุค ที่ถึงแม้จะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมาก แต่ก็ยังเป็นไอเท็มคลาสสิกยอดฮิตที่หลายคนให้ความสนใจอยู่เหมือนเดิม
“เมื่อก่อนผมผลิตให้บุคคลทั่วไป แต่เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่ผมทำให้องค์กร… แต่ถ้าเป็นลูกค้าทั่วไป ผมก็มีทุกเจเนอเรชันนะ อย่างเจนเบบี้บูมเมอร์แวะมาออฟฟิศผม เขาก็ซื้อตุ๊กตาหมีไปสะสม ทดแทนในวัยเด็กที่หาไม่ค่อยได้” ขณะที่เหล่าเจนเอ็กซ์ เจนวาย และเจนซีเอง ก็ซื้อตุ๊กตาหมีเป็นของขวัญให้กันอยู่บ่อยไป
อย่างไรก็ตาม หนึ่งสิ่งที่คุณเท็ดดี้ให้ความสำคัญอยู่เสมอนั่นก็คือ การเรียนรู้เทรนด์ บริบทสังคม รวมถึงระบบการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป “การที่เราจะทำอาชีพอะไรก็แล้วแต่ เราต้องยืดหยุ่นที่สุด และให้ความสำคัญกับการ upskill และ reskill เราต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา คนส่วนใหญ่ที่ล้มหายไปจากวงการตุ๊กตา ก็เพราะว่าเขาอยู่กับที่ โลกเปลี่ยนแต่เขาไม่เปลี่ยน… ผมยอมรับเลยนะว่า ทุกวันนี้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไวมาก เราต้องปรับกลยุทธ์ตลอดเวลา เพราะไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น” ดังนี้ คุณเท็ดดี้จึงคอยติดตามและพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดของตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้คนที่ยังคงนิยมตุ๊กตาหมี ได้มองเห็นเท็ดดี้แบร์แบรนด์ไทยแบรนด์นี้เป็นตัวเลือกแรกเสมอ
เรายังไม่รู้ว่าเจนเบต้าเขาจะเติบโตมาอย่างไร แต่บริบทของพ่อแม่หรือวัฒนธรรมครอบครัว เขาอาจจะมองว่าเด็กสมัยนี้อยู่กับเทคโนโลยีจนเกินจะรับไหวก็ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้เอไอลดบทบาทเหลือแค่เครื่องมือในการทำงาน แต่ในมิติการใช้ชีวิต ผู้คนอาจจะกลับมาอยู่ในวิถีแบบเดิม ๆ
Teddy Bear Thailand เริ่มสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ควบคู่ไปกับการมีหน้าร้านตั้งแต่สมัยที่ Facebook เริ่มเข้ามาแรก ๆ และยังแผ่ขยายอาณาจักรออนไลน์ไปสู่แพลตฟอร์มอื่น ๆ จนกลายเป็นหนึ่งในช่องที่โด่งดังทางแพลตฟอร์ม TikTok ในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้คุณเท็ดดี้ยังคอยติดตามเทรนด์ของผู้บริโภคอยู่ตลอด อย่างเช่นตอนนี้ที่คนนิยมพกตุ๊กตา ก็จะผลิตไซส์ออกมาให้มีขนาดพอดี ไม่ใหญ่จนเกินไป เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากที่สุด ซึ่งนี่ก็เป็นอีกจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ Teddy Bear Thailand สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงในวงการตุ๊กตาหมีได้จนถึงปัจจุบัน
กระนั้นความน่ากลัวที่สุดสำหรับวงการผลิตตุ๊กตา อาจไม่ใช่เรื่องของความนิยมที่หดหาย แต่เป็นเรื่องของบุคลากรต่างหาก “เมื่อก่อนโรงงานมีช่างเย็บประมาณ 300 คน เดี๋ยวนี้เหลือแค่ประมาณ 100 เศษ ๆ หายไปกว่าครึ่ง” เพราะงานเย็บตุ๊กตารวมถึงเสื้อตุ๊กตา เป็นงานที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและต้องใช้ทักษะ ทั้งยังเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนสูง ทำให้หลายคนเลือกที่จะถอดใจ ในขณะที่ช่างเย็บเดิมก็ทยอยเกษียณไปทีละคน
“ผมมีความฝันอยากสร้างโรงพยาบาลตุ๊กตาเหมือนที่ญี่ปุ่น แต่ปัญหาคือช่างเย็บของเราขาดแคลน” ซึ่งคุณเท็ดดี้ก็หวังว่าคนเจนใหม่ ๆ จะให้ความใส่ใจกับงานคหกรรมให้มากขึ้น เพื่อต่อลมหายใจของวงการตุ๊กตาไทยให้อยู่ได้นานที่สุด
ตุ๊กตาหมีในเจนเบต้า: เรียบง่าย ฮีลใจได้ และยั่งยืน
เมื่อถามถึงแนวโน้มของตลาดตุ๊กตาหมีสำหรับเจนเบต้า คุณเท็ดดี้ตอบว่า “เอาเข้าจริง ตลาดของเจนเบต้าในวันนี้เรายังไม่รู้หรอก เพราะเราต้องดูบริบท ต้องดูพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงพฤติกรรมเชิงวัฒนธรรม แล้วเราก็ต้องปรับกลยุทธ์ตามพื้นที่ที่เราอยู่ ถ้าเราอยู่ในวัฒนธรรมแบบตะวันออก จะไปเหมารวมพฤติกรรมว่าเหมือนของตะวันตกก็ไม่ได้” โดยคุณเท็ดดี้ชี้ให้เห็นว่า การส่งต่อค่านิยมหรือวัฒนธรรมต่าง ๆ ก็ล้วนขึ้นอยู่กับเหล่าผู้ปกครองซึ่งก็เป็นคนยุคเจนวายหรือเจนซี และการที่โลกขับเคลื่อนไปด้วยเทคโนโลยีมากเข้า ก็อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนเรากลับมาโหยหาวิถีชีวิตแบบวันวานอีกครั้งหนึ่งก็ได้
ในความคิดเห็นของผม ผมคงไม่เอาเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเข้าไปอยู่ในตุ๊กตาหมี เพราะเทคโนโลยีมันเป็นเทรนด์ที่อายุสั้น แล้วคนก็คงจะเริ่มเครียดกับเอไอมาก ผมเลยคิดว่าเราควรเพิ่มเติมในเชิงคุณค่าดีกว่า
“เรายังไม่รู้ว่าเจนเบต้าเขาจะเติบโตมาอย่างไร แต่บริบทของพ่อแม่หรือวัฒนธรรมครอบครัว เขาอาจจะมองว่าเด็กสมัยนี้อยู่กับเทคโนโลยีจนเกินจะรับไหวก็ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้เอไอลดบทบาทเหลือแค่เครื่องมือในการทำงาน แต่ในมิติการใช้ชีวิต ผู้คนอาจจะกลับมาอยู่ในวิถีแบบเดิม ๆ” ซึ่งข้อสันนิษฐานดังกล่าว ก็ดูมีความเป็นไปได้ ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์วิ่งกลับเข้าสู่อ้อมอกโลกแอนะล็อกของคนสมัยนี้ เป็นต้น
ทว่าความนิยมกับความจำเป็น ก็เป็นสองเรื่องที่แยกออกจากกัน แม้เราจะยังฟันธงไม่ได้ว่าแนวโน้มของตลาดตุ๊กตาในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่หากถามว่าเด็กเจนเบต้ายังต้องมีตุ๊กตาหมีไหม คุณเท็ดดี้ก็ยังเห็นว่าจำเป็น “อย่างน้อย ๆ ให้ตุ๊กตาหมีอยู่เป็นเพื่อนเขา เพราะว่าโลกในวันข้างหน้าการแข่งขันจะสูง คนก็ไม่ค่อยมีเวลา ปฏิสัมพันธ์ของคนในครอบครัวก็น้อยลง เพราะฉะนั้นต้องมีอะไรที่ยึดโยงสื่อความหมายระหว่างพ่อแม่ลูก เป็นที่ระลึกซึ่งกันและกัน” ซึ่งทำให้หน้าตาของตุ๊กตาหมีค่อนข้างมีความสำคัญ สำหรับการสื่ออารมณ์และให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนที่มีชีวิต คอยอยู่ดูแลกันตลอดไป
แล้วตุ๊กตาหมีสำหรับเจนเบต้าควรจะเป็นอย่างไร สำหรับคุณเท็ดดี้แล้ว แม้ว่าโลกใบนี้จะถูกกลืนด้วยเทคโนโลยี แต่ตุ๊กตาหมีจำเป็นจะต้องคง “ความเรียบง่าย” เอาไว้ให้ได้มากที่สุด “ในความคิดเห็นของผม ผมคงไม่เอาเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเข้าไปอยู่ในตุ๊กตาหมี เพราะเทคโนโลยีมันเป็นเทรนด์ที่อายุสั้น แล้วคนก็คงจะเริ่มเครียดกับเอไอมาก ผมเลยคิดว่าเราควรเพิ่มเติมในเชิงคุณค่าดีกว่า…อย่าลืมว่าเราห่วงเรื่องของภาวะทางใจเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นตุ๊กตาจึงต้องเรียบง่าย และแทนภาวะทางจิตใจได้ ให้เกิดจินตนาการจากตัวตนของเขา เป็นการพัฒนาภายในของตัวเด็กเอง” ในแง่นี้ ตุ๊กตาหมีจึงมีบทบาทสำคัญสำหรับเด็ก ๆ เจนใหม่ ในการเรียนรู้ที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเรื่องราว ตัวตน และพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง ในโลกที่ท่วมท้นไปด้วยข้อมูลซึ่งพร้อมจะถาโถมเข้าสู่สมองอยู่ตลอดเวลา
แต่ก็ใช่ว่าตุ๊กตาหมีในอนาคตจะไม่ข้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีเสียทีเดียว เพราะคุณเท็ดดี้มองว่านี่ก็เป็นโอกาสดีที่จะใช้นวัตกรรมต่าง ๆ ในขั้นตอนการผลิต เข้ามาเสริมคุณภาพของตุ๊กตาให้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การใช้วัสดุทางเลือก และการใช้สารเคลือบสำหรับฆ่าเชื้อโรค ซึ่งก็ตอบโจทย์ทั้งในแง่ความยั่งยืนและสุขภาพของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี
ที่สุดแล้ว เราก็คงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอนาคตของตุ๊กตาหมีในช่วงเวลา 14 ปีที่กำลังจะมาถึงจะเป็นอย่างไร เจ้าต้าวขนฟูนี้จะมีรูปร่างหรือฟังก์ชันเปลี่ยนไปหรือไม่ แล้วความนิยมของน้องจะเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงหรือเปล่า แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากการพูดคุยในครั้งนี้ก็คือ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ตุ๊กตาหมีทุกตัวก็พร้อมที่จะโอบกอดทุกความทรงจำ ส่งต่อความรักและความห่วงใย เป็นเพื่อนแท้ที่จะคอยอยู่เคียงข้างเจ้าของทุกวัยอย่างแน่นอน
ภาพ : ไตรสิทธิ์ ธีระปัญญารัตน์
เรื่อง : บุษกร บุษปธำรง