โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากคอลเซ็นเตอร์ถึงส่งตัวอุยกูร์ รัฐบาลไทยรับมือวิกฤตแบบใด

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 มี.ค. 2568 เวลา 02.18 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. 2568 เวลา 02.18 น.

บทความพิเศษ | พาราตีรีตีส

จากคอลเซ็นเตอร์ถึงส่งตัวอุยกูร์

รัฐบาลไทยรับมือวิกฤตแบบใด

ในฐานะคนติดตามประเด็นระหว่างประเทศและการต่างประเทศของไทย เรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้ อาจดูเหมือนค่อยๆ ซาลง (เพราะคนสนใจน้อยลง หรือรัฐบาลเพื่อไทยรีบทำให้จบแบบเงียบๆ)

แต่ปมปัญหาล่าสุดอย่างการจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการส่งตัวชาวอุยกูร์ที่อ้างว่ากลับโดยสมัครใจ (แต่ทำไมต้องทำยามวิกาลและปิดเทปดำช่องไม่ให้เห็นข้างใน) เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจถึงบางแง่มุมว่า ในเชิงนโยบายและการปฏิบัติจริง สอดคล้องต้องกันแค่ไหน

เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาและเตรียมรับมือไว้ในอนาคต

การจัดการเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์

บางแง่มุมจากคนหน้างาน

การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งเมียวดี-แม่สอด เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นหลังการมาเยือนของหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ พบทั้งทางการฝั่งไทยและซอชิตตู่ ผู้นำกลุ่มติดอาวุธกะเหรี่ยงพุทธ หรือกองกำลังป้องกันชายแดน (BGF) ซึ่งได้กลายเป็นปมถกเถียงถึงอำนาจอธิปไตยของไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติว่า ทำไมไทยถึงไม่สามารถจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเองได้ ต้องรอให้ชาติอื่นกดดัน แล้วยิ่งเป็นชาติมหาอำนาจอย่างจีนเข้ามาด้วย ยิ่งถูกตอกย้ำภาพไทยเป็นประเทศลูกไล่ของจีน

เรื่องของการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สำหรับไทยไม่ใช่แค่ปัญหาที่ไม่สามารถแสดงบทบาทที่จริงจังเพียงพอ ยังมีเรื่องประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาในภาวะวิกฤตกับคนที่เข้าร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งที่เป็นเหยื่อจากการถูกล่อลวงและมีบางส่วนที่เข้าร่วมอย่างเต็มใจ มีหลายชาติทั้งจากเอเชียและแอฟริกา เป็นจำนวนหลายพันคน

แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์เอ่ยนามซึ่งทำหน้าที่ด้านการทูตและได้ร่วมปฏิบัติการการคัดแยกเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แม่สอด เปิดเผยว่า ทางการไทยรับมือกับคนจำนวนมากในเรื่องนี้อย่างไม่เป็นระบบ ตั้งแต่เจ้าภาพหลักที่ไม่รู้ว่าต้องฟังใคร ใครคือหัวเรือเฉพาะกิจที่ต้องสั่งการแล้วหน่วยงานอื่นทำตาม

แต่ที่เห็นคือ ทั้งกระทรวงการต่างประเทศของไทย ฝ่ายความมั่นคง ต่างคนต่างแยกกันทำ ไม่มีขั้นตอนที่เข้าใจ ทั้งๆ ที่งานนี้กระทรวงการต่างประเทศของไทยต้องเป็นเจ้าภาพที่นำทุกหน่วยในการกำหนดทิศทางและแผนปฏิบัติ ส่วนฝ่ายความมั่นคงและหน่วยทหารในพื้นที่เป็นผู้ปฏิบัติงาน

นอกจากนั้น แม้แม่สอดจะเป็นเมืองการค้าชายแดนสำคัญของไทย แต่ด้วยลักษณะที่เป็นเมืองเล็ก สิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน จึงไม่ครบครันเหมือนเมืองใหญ่

ทั้งที่พักและโรงพยาบาลในการรองรับเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ต้องรักษาตัวหรือตรวจร่างกายจากการถูกทารุณกรรมอย่างโหดร้าย สภาพการดูแลเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์จึงกลายเป็นความยากลำบาก ยิ่งพอเหยื่อเป็นคนจากหลากหลายชาติ กลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่ทูตและกงสุลของแต่ละประเทศที่เข้ามาดูแล ต้องหาที่พักและสถานพยาบาลกันเอง

พออนุมานได้ว่า การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลังการมาเยือนของหลิว จงอี้ ถูกจัดการอย่างเร่งรีบ ไม่มีแผนรับมือที่ดีพอ หากมีแผนรองรับแต่โครงสร้างพื้นฐานในแม่สอดไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร

เรื่องเล่าที่ออกจากสื่อ กับสภาพจริงหน้างาน เรียกว่า “หนังคนละม้วน”

ส่งตัว 40 ชาวอุยกูร์ให้จีน

ความไม่ซื่อตรงและการตกเป็นเบี้ยล่าง

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางการไทยได้ทำสิ่งที่หลายฝ่ายเตือนแล้วแต่ก็ยังคิดจะทำคือการส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนกลับไปให้จีน ทั้งๆ ที่องค์กรสิทธิมนุษยชนและหลายประเทศเรียกร้องให้ทางการไทยทบทวนการกระทำนี้ แต่กลางดึกของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ รถบรรทุกลำเลียงนักโทษของตำรวจหลายคันที่ถูกเทปดำปิดช่องหน้าต่างจนไม่เห็นอะไรข้างใน วิ่งออกจากสถานกักตัวคนต่างด้าว ตม.สวนพลู ไปยังสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องบินที่จีนเตรียมไว้ บินกลับไปยังซินเจียง

ภาพรถลำเลียงปิดมิดชิดออกจาก ตม.สวนพลูเหล่านี้ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงการกระทำของทางการไทย แต่รัฐบาลปฏิเสธกับสื่อว่าไม่ได้ส่ง จนสำนักข่าวของรัฐบาลจีนเผยแพร่รายงานข่าวการรับตัวชาวอุยกูร์ (ซึ่งทางการจีนแปะป้ายว่าเป็น “ชาวจีนหนีเข้าเมือง”) รัฐบาลไทยก็ต้องยอมรับกลายๆ แล้วพูดแบบเดียวกับที่สื่อจีนเล่า และเสริมว่าเป็นการตกลงกันระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับผู้นำจีนที่ปักกิ่ง นี่เป็นครั้งที่ 1 ที่รัฐบาลไทยสื่อสารไม่ซื่อตรงและทำหลบๆ ซ่อนๆ และคิดว่าอย่าให้มีครั้งที่ 2 แต่กลับไม่ใช่

ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นจากการตอบโต้กันระหว่าง ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลไทย เรื่องมีประเทศที่สามเสนอรับตัวชาวอุยกูร์ แต่ทางฝั่งรัฐบาลไทยทั้งภูมิธรรม เวชยชัย รมว.กลาโหม และคุณรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วย รมต.ต่างประเทศบอกไม่มี จนรอยเตอร์รายงานว่า มีทั้งสหรัฐอเมริกา แคนาดา สวีแดน และออสเตรเลีย ร้องกับทางการไทยหลายครั้ง แต่ทางการไทยกลับไม่สน

และตอกย้ำไปอีกกับหนังสือจากทางการจีนถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่ส่งมาเมื่อ 8 มกราคม ให้ส่งตัวชาวอุยกูร์ที่ลี้ภัยให้กับจีน ต่อมาทั้งบัวแก้ว สภาความมั่นคงแห่งชาติ มีมติในช่วงกลางเดือนมกราคมให้ส่งตัว แต่เรื่องรั่วไปถึงองค์กรสิทธิฯ ส.ส.ฝ่ายค้านสภาอุยกูร์โลก รวมถึงไบรอัน แมสต์ ปธ.กมธ.ต่างประเทศสหรัฐ และยัง คิม ปธ.อนุกรรมการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เรียกร้องทางการไทยไม่ให้ส่งตัว แต่ทางการไทยก็ตัดสินใจในที่สุด

คุณรัศม์กล่าวกับที่ประชุม กมธ.ความมั่นคงเมื่อ 6 มีนาคม ยอมรับว่ามีประเทศที่เสนอตัวรับชาวอุยกูร์ แต่ที่ต้องเลือกส่งกลับไปเพราะไม่อยากมีปัญหากับจีน และเชื่อมั่นว่าเป็นการตัดสินใจบนผลประโยชน์ของชาติที่ดีที่สุดแล้ว

เป็นครั้งที่ 2 ที่ไม่เพียงให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกสื่อ ยังอ้างผลประโยชน์ที่แลกด้วยการละเมิดกฎสากลเต็มๆ

ประเด็นอุยกูร์และซินเจียง ทางการจีนพยายามสร้างภาพเป็นดินแดนที่จีนดูแลดี มีความยุติธรรม เคารพความหลากหลาย แต่อีกด้านจากเรื่องราวที่ชาวอุยกูร์ที่ลี้ภัย จีนดำเนินนโยบาย Strike Hard ตั้งแต่ปี 2016 สร้างค่ายกักกันชาวอุยกูร์หลายแสนคน ควมคุมการเดินทางชาวอุยกูร์อย่างเข้มงวด หนักถึงขั้นยึดหนังสือเดินทางของชาวอุยกูร์ในภูมิภาคโดยพลการและคุมขังชาวอุยกูร์ที่ติดต่อกับคนต่างชาติ

ไม่นับการจำกัดเสรีภาพหลายด้านและนำหลักสังคมนิยมจีนกับวัฒนธรรมจีนฮั่นเข้าแทนที่วัฒนธรรมเตอร์กิสมุสลิม แล้วทางการไทยเชื่อมั่นว่าจีนจะดูแลชาวอุยกูร์ให้มีความสุขได้อย่างไร นอกจากความสงบเพราะความหวาดกลัว

ล่าสุด 13 มีนาคม สมาชิกสภายุโรป ยกมือโหวตท่วมท้น 482 เสียง ประณามไทยกรณีส่ง 40 อุยกูร์ให้จีน และเรียกร้องให้ใช้การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกดดันให้ไทยปฏิรูปสิทธิมนุษยชน ซึ่งรวมถึงประเด็นมาตรา 112 และนักโทษการเมือง อีกทั้งไชน่า เฉิงซิน อินเตอร์เนชั่นแนล เครดิต เรตติ้ง ของจีนได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของไทย จาก A- เป็น BBB+ โดยยกกรณีอาชญากรรมข้ามชาติของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยมีส่วนร่วมการทุจริตหาผลประโยชน์อีก

ต้องถามว่านี่คือ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ที่เราคาดหวังไว้หรือไม่

กรณีเหล่านี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ควรถอดบทเรียนว่า รัฐบาลสามารถบริหารจัดการวิกฤต จากที่เลวร้ายให้กลายเป็นหายนะต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นทั้งกับสาธารณชนชาวไทยและประชาคมระหว่างประเทศได้ยังไง เราจะพึ่งพาชาติใด

ต้องชั่งน้ำหนักว่าคุ้มค่าต่อศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นของเราที่มีอยู่แค่ไหน คิดทำอะไรแม้ต้องปกปิดแค่ไหน คนนอกก็เห็นเช่นกันกับคนในประเทศ อย่าลืมว่า เราเป็นประเทศสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง หลายชาติเฝ้ามองเรา เราก็ควรทำตัวให้น่ามองด้วย

หรือนี่เป็นอีกวิธีที่รัฐบาลบอกกับเราว่า จะพาประเทศไทยกลับสู่จอเรดาร์โลกก็เป็นได้

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จากคอลเซ็นเตอร์ถึงส่งตัวอุยกูร์ รัฐบาลไทยรับมือวิกฤตแบบใด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...