โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมแมวถึงเป็นโรคทางเดินหายใจบ่อย?

Homeday

อัพเดต 28 ก.พ. 2568 เวลา 07.05 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. 2568 เวลา 02.36 น.

ถ้าคุณเป็นทาสแมว คุณอาจเคยสังเกตเห็นว่าเจ้าเหมียวของคุณมีอาการจาม น้ำมูกไหล หรือหายใจลำบากในบางครั้ง สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคระบบทางเดินหายใจในแมว ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเจ้าเหมียวทั้งหลาย บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าทำไมแมวถึงเป็นโรคทางเดินหายใจบ่อย พร้อมทั้งวิธีสังเกต ป้องกัน และดูแลรักษาเมื่อแมวของคุณมีอาการเหล่านี้

โครงสร้างระบบทางเดินหายใจของแมว

ก่อนที่เราจะเข้าใจว่าทำไมแมวถึงเป็นโรคทางเดินหายใจบ่อย เราต้องทำความเข้าใจโครงสร้างระบบทางเดินหายใจของแมวก่อน ระบบทางเดินหายใจของแมวประกอบด้วยส่วนสำคัญหลายส่วน ได้แก่:

  • จมูกและโพรงจมูก: เป็นด่านแรกในการกรองอากาศที่แมวหายใจเข้าไป มีเยื่อบุที่ชุ่มชื้นและมีเส้นเลือดมาเลี้ยงมาก
  • คอหอย: เป็นทางผ่านของอากาศจากจมูกหรือปากไปยังหลอดลม
  • กล่องเสียง: อยู่ตรงส่วนบนของหลอดลม เป็นแหล่งกำเนิดเสียงร้องของแมว
  • หลอดลม: ท่อที่นำอากาศจากกล่องเสียงไปยังปอด
  • หลอดลมฝอย: แตกแขนงจากหลอดลมเป็นท่อเล็กๆ ในปอด
  • ถุงลม: ส่วนปลายสุดของระบบทางเดินหายใจ เป็นที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์

โครงสร้างระบบทางเดินหายใจของแมวมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน เมื่อเทียบกับขนาดตัวที่เล็ก ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการระคายเคืองได้ง่าย นอกจากนี้ แมวยังมีระบบภูมิคุ้มกันเฉพาะตัวที่อาจทำให้เกิดการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าสัตว์อื่นๆ

1

สาเหตุที่ทำให้แมวเป็นโรคทางเดินหายใจบ่อย

1. การติดเชื้อไวรัส

การติดเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุหลักของโรคทางเดินหายใจในแมว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแมวที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เชื้อไวรัสที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่:

เฮอร์ปีส์ไวรัส (Feline Herpesvirus หรือ FHV-1): เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดแมว หรือที่เรียกว่า Feline Viral Rhinotracheitis (FVR) เชื้อนี้สามารถแฝงอยู่ในตัวแมวได้ตลอดชีวิต และอาจกลับมาแสดงอาการเมื่อแมวเครียดหรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

คาลิซิไวรัส (Feline Calicivirus หรือ FCV): เป็นอีกสาเหตุของโรคหวัดแมว ทำให้เกิดแผลในปากและจมูก นอกเหนือจากอาการทางระบบทางเดินหายใจ

ไวรัสเหล่านี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมที่มีแมวอยู่รวมกัน เช่น บ้านที่มีแมวหลายตัว ร้านขายแมว หรือศูนย์พักพิงสัตว์ เนื่องจากไวรัสสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง การไอ จาม น้ำมูก น้ำลาย หรือแม้แต่การใช้ภาชนะร่วมกัน

2. การติดเชื้อแบคทีเรีย

แม้ว่าการติดเชื้อไวรัสจะเป็นสาเหตุแรกเริ่มของโรคทางเดินหายใจในแมว แต่การติดเชื้อแบคทีเรียก็เป็นสาเหตุสำคัญเช่นกัน หรือบางครั้งอาจเกิดขึ้นตามหลังการติดเชื้อไวรัส (การติดเชื้อแทรกซ้อน) แบคทีเรียที่พบบ่อย ได้แก่:

บอร์เดเทลลา (Bordetella bronchiseptica): เป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคไอโครงสุนัข แต่ก็สามารถก่อโรคในแมวได้เช่นกัน โดยทำให้เกิดอาการไอ จาม และมีน้ำมูก

คลามิเดีย (Chlamydophila felis): ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุตาและทางเดินหายใจส่วนบน

ไมโคพลาสมา (Mycoplasma): เป็นเชื้อที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนหรือส่วนล่าง

การติดเชื้อแบคทีเรียมักทำให้อาการรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

3. ปัจจัยด้านพันธุกรรมและโครงสร้างใบหน้า

แมวบางสายพันธุ์มีโครงสร้างใบหน้าที่ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางเดินหายใจมากกว่าสายพันธุ์อื่น โดยเฉพาะแมวหน้าแบน (Brachycephalic breeds) เช่น:

  • เปอร์เซีย
  • เอ็กโซติก ชอร์ตแฮร์
  • ฮิมาลายัน

แมวกลุ่มนี้มีโครงสร้างกะโหลกศีรษะที่ผิดปกติ ทำให้มีช่องจมูกแคบ โพรงจมูกเล็ก และทางเดินหายใจสั้นกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดปัญหาในการหายใจ เช่น:

  • หายใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่ออากาศร้อนหรือเมื่อออกกำลังกาย
  • เสียงหายใจดังและมีเสียงกรน
  • น้ำมูกและน้ำตาไหลเรื้อรัง
  • ภาวะติดเชื้อทางเดินหายใจซ้ำๆ

นอกจากนี้ แมวบางตัวอาจมีความอ่อนแอของระบบภูมิคุ้มกันที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าแมวทั่วไป

4. สิ่งแวดล้อมและมลภาวะ

สภาพแวดล้อมที่แมวอาศัยอยู่มีผลอย่างมากต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจ ปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมที่ทำให้แมวเป็นโรคทางเดินหายใจ ได้แก่:

ควันบุหรี่: การสูบบุหรี่ในบ้านเป็นอันตรายอย่างมากต่อระบบทางเดินหายใจของแมว เนื่องจากแมวมีความไวต่อสารพิษในควันบุหรี่มากกว่ามนุษย์

สารเคมีในบ้าน: น้ำยาทำความสะอาด สเปรย์ปรับอากาศ น้ำหอม และสารเคมีอื่นๆ สามารถระคายเคืองระบบทางเดินหายใจของแมวได้

ฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้: ฝุ่นบ้าน ละอองเกสร เชื้อรา และไรฝุ่น อาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้และระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ

ทรายแมว: ทรายแมวบางชนิด โดยเฉพาะแบบที่มีฝุ่นมาก อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจของแมวได้

การระบายอากาศไม่ดี: บ้านที่มีการระบายอากาศไม่ดี อาจทำให้เกิดการสะสมของสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคือง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางเดินหายใจในแมว

5. ภูมิแพ้และโรคภูมิแพ้

แมวก็สามารถเป็นโรคภูมิแพ้ได้เช่นเดียวกับมนุษย์ ซึ่งบางครั้งอาจแสดงออกในรูปแบบของอาการทางระบบทางเดินหายใจ สิ่งที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ในแมว ได้แก่:

  • ละอองเกสรดอกไม้
  • เชื้อรา
  • ไรฝุ่น
  • แมลง เช่น หมัด
  • อาหารบางชนิด
  • ยาบางประเภท

เมื่อแมวแพ้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านสิ่งนั้น ทำให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ แสดงออกเป็นอาการจาม น้ำมูกไหล หรือหายใจลำบาก ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเป็นอยู่นานและเรื้อรังหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

2

อาการของโรคทางเดินหายใจในแมว

การสังเกตอาการผิดปกติของแมวตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้สามารถรักษาได้ทันท่วงที อาการของโรคทางเดินหายใจในแมวที่ควรสังเกต มีดังนี้:

อาการของโรคทางเดินหายใจส่วนบน

จาม: การจามบ่อยๆ เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดของโรคทางเดินหายใจส่วนบน โดยเฉพาะในกรณีการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

น้ำมูกไหล: แมวอาจมีน้ำมูกใส ข้น หรือมีสีเหลือง สีเขียว ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของการติดเชื้อ

น้ำตาไหล: มักพบร่วมกับอาการน้ำมูกไหล โดยเฉพาะในการติดเชื้อเฮอร์ปีส์ไวรัส

หายใจมีเสียง: อาจมีเสียงฮืดฮาด หรือเสียงหายใจที่ผิดปกติ

หายใจทางปาก: แมวปกติจะหายใจทางจมูก การหายใจทางปากอาจเป็นสัญญาณของการอุดตันในโพรงจมูกหรือปัญหาการหายใจที่รุนแรง

ไอ: แม้จะไม่พบบ่อยเท่าการจาม แต่การไอก็เป็นอาการที่สำคัญของโรคทางเดินหายใจในแมว

อาการของโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง

หายใจลำบาก: แมวอาจมีการหายใจเร็วขึ้น หรือต้องออกแรงมากขึ้นในการหายใจ

หายใจด้วยท้อง: การใช้กล้ามเนื้อท้องเพื่อช่วยในการหายใจ เป็นสัญญาณของปัญหาการหายใจที่รุนแรง

หอบ: การหายใจที่เร็วและตื้น มักพบในกรณีที่มีการติดเชื้อในปอดหรือมีภาวะปอดบวม

ไอมีเสมหะ: การไอที่มีเสมหะออกมาด้วย อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในหลอดลมหรือปอด

อาการร่วมอื่นๆ

นอกจากอาการทางระบบทางเดินหายใจโดยตรงแล้ว แมวที่เป็นโรคทางเดินหายใจยังอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น:

เบื่ออาหาร: เนื่องจากแมวที่มีปัญหาทางเดินหายใจอาจสูญเสียความสามารถในการดมกลิ่น ทำให้ไม่อยากอาหาร

ซึม: แมวอาจมีอาการซึม ไม่กระตือรือร้น

มีไข้: ในกรณีที่มีการติดเชื้อ แมวอาจมีไข้ขึ้นได้

น้ำหนักลด: หากอาการเป็นเรื้อรังและแมวไม่กินอาหาร อาจทำให้น้ำหนักลดลง

แผลในปาก: โดยเฉพาะในกรณีการติดเชื้อคาลิซิไวรัส อาจพบแผลในปากและลิ้น

3

การวินิจฉัยโรคทางเดินหายใจในแมว

เมื่อสงสัยว่าแมวของคุณอาจเป็นโรคทางเดินหายใจ ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง สัตวแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้:

การซักประวัติและตรวจร่างกาย

สัตวแพทย์จะซักถามประวัติเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่แมวอาศัยอยู่ ประวัติการฉีดวัคซีน อาการที่พบ และระยะเวลาที่เป็น จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายทั่วไป รวมถึงการฟังเสียงปอดและหัวใจ การตรวจจมูก ปาก และตา

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

การเพาะเชื้อ: เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดโรค

การตรวจเลือด: เพื่อดูการติดเชื้อ การอักเสบ และสุขภาพโดยรวมของแมว

การทดสอบหาเชื้อไวรัส: เช่น การตรวจ PCR เพื่อหาเชื้อเฮอร์ปีส์ไวรัสหรือคาลิซิไวรัส

การตรวจเสมหะ: ในกรณีที่แมวมีอาการไอมีเสมหะ อาจมีการเก็บเสมหะไปตรวจหาเชื้อ

การตรวจทางรังสีวิทยา

เอกซเรย์ช่องอก: เพื่อตรวจดูปอดและหัวใจ โดยเฉพาะในกรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อที่ปอดหรือปอดบวม

การเอกซเรย์กะโหลกศีรษะ: ในกรณีที่สงสัยว่ามีปัญหาโครงสร้างของโพรงจมูกหรือมีสิ่งแปลกปลอมในโพรงจมูก

การส่องกล้อง

การส่องกล้องทางเดินหายใจ: ในบางกรณี สัตวแพทย์อาจจำเป็นต้องส่องกล้องเพื่อดูสภาพภายในของทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา

4

การรักษาโรคทางเดินหายใจในแมว

การรักษาโรคทางเดินหายใจในแมวขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปอาจประกอบด้วยวิธีการดังต่อไปนี้:

การรักษาการติดเชื้อไวรัส

การให้การรักษาตามอาการ: เนื่องจากการติดเชื้อไวรัสไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ การรักษาจึงมุ่งเน้นที่การบรรเทาอาการ เช่น การให้ยาลดน้ำมูก ยาลดการอักเสบ

การให้ยาต้านไวรัส: ในบางกรณี สัตวแพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น ยาที่มีส่วนผสมของ famciclovir สำหรับการติดเชื้อเฮอร์ปีส์ไวรัส

การให้สารน้ำ: ในกรณีที่แมวไม่กินอาหารหรือน้ำ อาจจำเป็นต้องให้สารน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

การรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย

ยาปฏิชีวนะ: เป็นการรักษาหลักสำหรับการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยชนิดของยาปฏิชีวนะจะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและความไวของเชื้อต่อยา

การรักษาตามอาการ: เช่นเดียวกับการติดเชื้อไวรัส อาจมีการให้ยาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ ร่วมด้วย

การรักษาภูมิแพ้

การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้: หากสามารถระบุสารที่แมวแพ้ได้ การหลีกเลี่ยงสารนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ยาต้านฮิสตามีน: อาจช่วยบรรเทาอาการแพ้ได้ในบางกรณี

คอร์ติโคสเตียรอยด์: ในกรณีที่อาการรุนแรง สัตวแพทย์อาจพิจารณาให้ยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ

การรักษาในกรณีที่มีปัญหาโครงสร้าง

การผ่าตัด: ในกรณีที่แมวมีปัญหาโครงสร้างของใบหน้าและทางเดินหายใจที่รุนแรง เช่น ในแมวหน้าแบนบางตัว อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อแก้ไขโครงสร้าง

การป้องกันโรคทางเดินหายใจในแมว

การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับโรคทางเดินหายใจในแมว มาตรการป้องกันที่สำคัญ ได้แก่:

การฉีดวัคซีน

การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสที่สำคัญ วัคซีนหลักสำหรับแมวที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ได้แก่:

วัคซีนรวม (FVRCP): ป้องกันโรคหวัดแมวจากเชื้อเฮอร์ปีส์ไวรัสและคาลิซิไวรัส รวมถึงโรคลำไส้อักเสบจากเชื้อพาร์โวไวรัส ลูกแมวควรได้รับวัคซีนนี้ตั้งแต่อายุ 6-8 สัปดาห์ และฉีดกระตุ้นทุก 3-4 สัปดาห์จนถึงอายุ 16 สัปดาห์ จากนั้นฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 1 ปี และทุก 1-3 ปีตามคำแนะนำของสัตวแพทย์

วัคซีนบอร์เดเทลลา: ไม่ใช่วัคซีนหลัก แต่อาจแนะนำสำหรับแมวที่มีความเสี่ยงสูง เช่น แมวที่อยู่ในสถานที่ที่มีแมวหลายตัว

การจัดการสิ่งแวดล้อม

การรักษาความสะอาด: ทำความสะอาดบ้านสม่ำเสมอเพื่อลดฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้

การระบายอากาศที่ดี: จัดให้มีการระบายอากาศที่ดีในบ้าน เพื่อลดการสะสมของสารระคายเคืองและสารก่อภูมิแพ้

งดการสูบบุหรี่ในบ้าน: ควันบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของการระคายเคืองทางเดินหายใจในแมว ควรงดการสูบบุหรี่ในบ้านหรืออย่างน้อยควรสูบในพื้นที่ที่แมวไม่สามารถเข้าถึงได้

ลดการใช้สารเคมี: ลดการใช้น้ำยาทำความสะอาด สเปรย์ปรับอากาศ หรือน้ำหอมที่มีกลิ่นฉุน และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน

เลือกทรายแมวที่มีฝุ่นน้อย: เลือกใช้ทรายแมวประเภทที่มีฝุ่นน้อยเพื่อลดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจของแมว

การจัดการแมวในบ้าน

การแยกแมวป่วย: หากมีแมวหลายตัวในบ้าน และมีตัวใดตัวหนึ่งที่ป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ควรแยกแมวป่วยออกจากแมวตัวอื่นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ

การเฝ้าระวังอาการในแมวใหม่: หากนำแมวใหม่เข้ามาในบ้าน ควรกักบริเวณและสังเกตอาการเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอาการของโรคทางเดินหายใจก่อนที่จะปล่อยให้อยู่ร่วมกับแมวตัวอื่น

การตรวจสุขภาพประจำปี: พาแมวไปตรวจสุขภาพประจำปีกับสัตวแพทย์ เพื่อการตรวจคัดกรองโรคต่างๆ รวมถึงโรคทางเดินหายใจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

5

การดูแลแมวที่เป็นโรคทางเดินหายใจที่บ้าน

เมื่อแมวของคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางเดินหายใจ นอกจากการรักษาตามที่สัตวแพทย์แนะนำแล้ว คุณสามารถดูแลแมวที่บ้านเพื่อช่วยให้อาการดีขึ้นได้ ดังนี้:

การจัดการสภาพแวดล้อม

การสร้างพื้นที่พักผ่อนที่สงบ: จัดเตรียมพื้นที่ที่เงียบสงบและอบอุ่นสำหรับแมว เพื่อให้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่

การใช้เครื่องทำความชื้น: การเพิ่มความชื้นในอากาศอาจช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองในทางเดินหายใจและช่วยให้น้ำมูกไม่เหนียวข้นเกินไป

การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้: พยายามระบุและกำจัดสารที่อาจกระตุ้นอาการแพ้ในแมว เช่น ฝุ่น ควัน หรือน้ำหอม

การดูแลอาหารและน้ำ

การให้อาหารที่มีกลิ่นหอม: แมวที่มีปัญหาทางเดินหายใจมักจะสูญเสียการรับกลิ่น ทำให้ไม่อยากอาหาร การให้อาหารที่มีกลิ่นหอมและอุ่นเล็กน้อยอาจช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้

การให้น้ำเพียงพอ: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแมวดื่มน้ำเพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้นเกินไป

การให้อาหารเสริม: ในบางกรณี สัตวแพทย์อาจแนะนำให้เสริมวิตามินหรือสารอาหารบางชนิดเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

การทำความสะอาดจมูกและตา

การเช็ดน้ำมูกและน้ำตา: ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นเช็ดบริเวณจมูกและตาของแมวเพื่อกำจัดน้ำมูกและน้ำตาที่แห้งกรัง

การล้างจมูก: ในบางกรณี สัตวแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำเกลือล้างจมูกเพื่อช่วยกำจัดน้ำมูกและลดการอุดตัน

การให้ยาตามที่สัตวแพทย์สั่ง

การให้ยาอย่างถูกต้อง: ให้ยาตามชนิด ขนาด และระยะเวลาที่สัตวแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าแมวจะดูมีอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม

การสังเกตผลข้างเคียง: สังเกตอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากยา และรายงานให้สัตวแพทย์ทราบหากพบอาการผิดปกติ

6

เมื่อไรควรพาแมวไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน

แม้ว่าโรคทางเดินหายใจในแมวส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่ในบางกรณีอาจมีอาการรุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร่งด่วน สัญญาณอันตรายที่ควรพาแมวไปพบสัตวแพทย์ทันที ได้แก่:

การหายใจลำบากอย่างรุนแรง: แมวหอบ หายใจเร็ว หรือออกแรงมากในการหายใจ

การหายใจทางปาก: แมวปกติจะหายใจทางจมูก การหายใจทางปากเป็นสัญญาณของปัญหาการหายใจที่รุนแรง

เยื่อเมือกเป็นสีน้ำเงิน: เยื่อเมือกที่เหงือกหรือลิ้นมีสีน้ำเงิน (ภาวะไซยาโนซิส) เป็นสัญญาณของการขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง

ไม่กินอาหารหรือน้ำเป็นเวลานาน: การไม่กินอาหารหรือน้ำเกิน 24 ชั่วโมงอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

มีไข้สูง: ไข้สูงอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่รุนแรง

ซึมมาก ไม่ตอบสนอง: แมวที่ซึมมากหรือไม่ตอบสนองอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

น้ำมูกหรือน้ำตาที่มีเลือดปน: อาจเป็นสัญญาณของการอักเสบรุนแรงหรือการติดเชื้อที่รุนแรง

หากคุณสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้ในแมวของคุณ ควรพาไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน เนื่องจากอาจเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาทันที

สรุป

โรคทางเดินหายใจเป็นปัญหาที่พบบ่อยในแมว โดยมีสาเหตุหลักจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ปัญหาโครงสร้างใบหน้า ภูมิแพ้ และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม อาการที่พบบ่อย ได้แก่ การจาม น้ำมูกไหล น้ำตาไหล และในกรณีที่รุนแรงอาจมีอาการหายใจลำบาก

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนตามกำหนด การจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม และการพาแมวไปตรวจสุขภาพประจำปีกับสัตวแพทย์ หากแมวมีอาการของโรคทางเดินหายใจ ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

การสังเกตอาการผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการรักษาที่เหมาะสมจะช่วยให้แมวของคุณหายจากโรคได้เร็วขึ้นและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น การดูแลสุขภาพทางเดินหายใจของแมวเป็นส่วนสำคัญในการทำให้แมวของคุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอายุยืนยาว

#สัตว์เลี้ยง #สาระ โรคทางเดินหายใจในแมว# หวัดแมว# เฮอร์ปีส์ไวรัสในแมว# คาลิซิไวรัส# แมวหน้าแบน# ภูมิแพ้ในแมว# การดูแลแมวป่วย# สุขภาพแมว# การฉีดวัคซีนแมว# การป้องกันโรคในแมว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...