โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สูตรสร้างความเจริญฉบับสิงคโปร์

Wealth Me Up

อัพเดต 21 ก.พ. 2568 เวลา 17.42 น. • เผยแพร่ 22 ก.พ. 2568 เวลา 10.00 น. • Wealth Me Up

ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…

Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line

…‘สิงคโปร์’ ประเทศเล็กๆ แต่เจริญติดอันดับโลก

…‘คนสิงคโปร์’ รวยขึ้นได้อย่างไร?

…เบื้องหลังความสำเร็จของสิงคโปร์คืออะไร?

สิงคโปร์= Developed Country

ถามว่าเรื่องราวของสิงคโปร์มหัศจรรย์ขนาดไหน ส่วนหนึ่งอาจดูได้จาก GDP per capita หรือเรียกง่ายๆ ว่ารายได้เฉลี่ยต่อคนของชาวสิงคโปร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 168,000 บาท เมื่อปี 1980 มาเป็นเกือบ 90,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3 ล้านบาทในปัจจุบัน ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อคนของชาวไทยยังอยู่ที่เพียงประมาณ 7,800 ดอลลาร์ หรือ 262,000 บาท

ไม่เพียงแค่มาตรวัดในเรื่องของความร่ำรวย สิงคโปร์ยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Country) หากวัดจากดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index: HDI) ซึ่งสิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 9 ของโลก จากข้อมูล ณ ปี 2022

‘ความขาดแคลน’ กลายเป็นความโชคดีที่ไม่คาดคิด

สิงคโปร์ ประเทศที่เป็นเพียงเกาะขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียง 724.2 ตารางกิโลเมตร หรือขนาดพื้นที่ครึ่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากนัก น้ำประปา ไฟฟ้า และสาธารณูปโภค ต้องพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้าน มีประชากรเพียงกว่า 5 ล้านคน แต่ใช้เวลาในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศในระยะเพียง 1 ชั่วอายุคนเท่านั้น

นับจากวันที่ 9 สิงหาคม 1965 สิงคโปร์แยกตัวออกมาเป็นอิสระจากมาเลเซียและกลายมาเป็นประเทศสิงคโปร์อย่างทุกวันนี้ ในช่วงแรกสิงคโปร์เผชิญกับความท้าทายอย่างมาก โจทย์ในตอนแรกไม่ใช่ว่าสิงคโปร์จะกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างไร แต่เริ่มจากเพียงแค่ว่าสิงคโปร์จะเอาตัวรอดได้อย่างไร

ด้วยสภาพที่เป็นเกาะขนาดเล็กและยากจน มีประชากรหลากหลายที่ส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพเข้ามาใหม่ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ และอัตราการว่างงานที่สูงถึง 9% ซึ่งพวกเขารู้ถึงข้อจำกัดเหล่านี้ดี

สิ่งหนึ่งที่สิงคโปร์ทำคือการพยายามสร้างความแตกต่างและสร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง เมื่อมองไปรอบๆ มองไปยังประเทศที่อาจจะมีความพร้อมด้านทรัพยากรมากกว่า มีคนเยอะมาก แต่ปัญหาของประเทศเหล่านั้นคือ การมีระบบที่ไม่โปร่งใส มีกฎหมายที่ยุ่งเหยิง สิงคโปร์จึงทำตรงกันข้าม สร้างระบบที่ดี ทำกฎหมายให้มั่นคง และเมื่อตกลงและตัดสินใจแล้วก็ยึดมั่นในสิ่งเหล่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่น่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุน และการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติที่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคในตอนแรก ก็มีมุมที่ดีซ่อนอยู่ ความขาดแคลนกลายเป็นความโชคดีที่ไม่คาดคิด การพึ่งพาโลกภายนอกบังคับให้สิงคโปร์ต้องคิดในแง่ของเครือข่ายระดับโลก เพื่อความอยู่รอด ประเทศต้องมุ่งเน้นที่จะเป็นคู่ค้าที่มีคุณค่าและมั่นคง

สูตรลับ 5 ข้อ เบื้องหลังความสำเร็จของสิงคโปร์

งานวิจัยที่ชื่อว่า Why Singapore works: five secrets of Singapore’s success ซึ่งเขียนโดย Jon S.T. Quah ซึ่งกล่าวถึงเคล็ดลับความสำเร็จ 5 ประการ ที่ทำให้สิงคโปร์ประสบความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน

1. ผู้นำที่เฉียบแหลม

ลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 31 ปี ระหว่างปี 1959-1990 และกลายมาเป็นผู้ที่วางรากฐานความสำเร็จของประเทศ

ลี กวน ยู นำสิงคโปร์เปลี่ยนจากประเทศที่พึ่งพาอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เขาส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี และบริการทางการเงิน

ในช่วงแรกของการเป็นเอกราช สิงคโปร์ประสบปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยอย่างรุนแรง ลี กวน ยู จัดตั้ง Housing and Development Board (HDB) เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ปัจจุบัน ชาวสิงคโปร์กว่า 80% อาศัยอยู่ในแฟลตของ HDB ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้ ลี กวน ยู ยังให้ความสำคัญกับการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เขาสร้างระบบกฎหมายและหน่วยงานที่เข้มแข็งเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทำให้สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีคอร์รัปชันน้อยที่สุดในโลก

2. ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ

ระบบราชการของสิงคโปร์มีชื่อเสียงในเรื่องความซื่อสัตย์และประสิทธิภาพในการทำงาน เรื่องเงินก็เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ข้าราชการของสิงคโปร์ได้รับเงินเดือนที่สูงและมีสวัสดิการที่ดี เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถและป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน นอกจากนี้ยังมีการปรับเงินเดือนให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานภาคเอกชน เพื่อให้ข้าราชการมีแรงจูงใจในการทำงานอย่างเต็มที่

สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกในด้านความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากประสิทธิภาพของระบบราชการ รวมทั้งยังเป็นอันดับต้นๆ ของโลกในด้านความสะดวกในการทำธุรกิจ

เซอร์ เคนเนธ สโตว์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุขและประกันสังคมของสหราชอาณาจักร ได้อธิบายว่า "บริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและได้รับการปรับแต่งอย่างดี" เป็นเหมือน "เปียโนที่ดี" ซึ่งไม่ควร "เล่นดนตรีที่ไม่ดี" โดย "ไม่รับใช้จุดประสงค์ที่ผิดพลาดจากการออกแบบหรือความไร้ความสามารถของรัฐมนตรี"

3. การควบคุมคอร์รัปชัน

งานวิจัยของ Quah ระบุว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในช่วงปี 1960 ถึง 2016 หนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จนี้คือ การรักษาระดับคอร์รัปชันให้อยู่ในระดับต่ำ สำนักงานสอบสวนการทุจริต (CPIB) เป็นผู้บังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันการทุจริต (POCA) สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่คอร์รัปชันน้อยที่สุดในเอเชียตามดัชนีการรับรู้การทุจริตของ Transparency International ในปี 2016 และ 2017

4. การลงทุนด้านการศึกษา

ความสำเร็จของสิงคโปร์จากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว หนึ่งในกุญแจที่สำคัญคือ การพึ่งพาประชาชนที่ "เก่งที่สุดและฉลาดที่สุด" ซึ่งทำได้ผ่านการลงทุนด้านการศึกษาและค่าตอบแทนที่แข่งขันได้

รัฐบาลลงทุนอย่างหนักด้านการศึกษา โดยมองว่าเป็น "การลงทุนของชาติ" สิ่งนี้ส่งผลให้ประชากรมีทักษะสูง ดังที่เห็นได้จากผลการประเมินผลนักเรียนของสิงคโปร์ในระดับสากล ข้าราชการได้รับค่าตอบแทนที่แข่งขันได้เพื่อดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้ ตัวอย่างเช่น เงินเดือนของข้าราชการระดับสูงนั้นอิงจากค่าเฉลี่ยเงินเดือนของผู้มีรายได้สูงสุดในสาขาอาชีพเฉพาะ

อย่างในช่วงปี 1982, 1988, 1989 และ 1994 รัฐบาลเร่งขึ้นเงินเดือนของข้าราชการเพื่อให้ทันกับภาคเอกชน ในปี 1994 มีการออก White paper ที่ชื่อว่า ‘Competitive Salaries for Competent and Honest Government’ ที่ระบุว่าเงินเดือนของรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงจะถูกตรึงไว้ที่เงินเดือนเฉลี่ยของผู้มีรายได้สูงสุดในหกอาชีพในภาคเอกชน

ตัวอย่างเช่น ในปี 1994 เงินเดือนของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์อยู่ที่ 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 25 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าเงินเดือนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น เงินเดือนของรัฐมนตรีอยู่ที่ประมาณ 400,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 10 ล้านบาท และเงินเดือนของข้าราชการระดับสูงอยู่ที่ประมาณ 200,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 5 ล้านบาท

นโยบายนี้ช่วยให้สิงคโปร์ดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้ในภาคการบริการสาธารณะ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ

5. การเรียนรู้จากประเทศอื่น

ความแข็งแกร่งที่สำคัญของรัฐบาลพรรค PAP คือความเต็มใจที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่น โดยไม่ทำผิดซ้ำในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ใช้ในการจัดการกับปัญหาต่างๆ

กระบวนการเรียนรู้และปรับใช้ มี 3 ขั้นตอน ได้แก่

1. ระบุปัญหาและส่งทีมผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ไปศึกษาดูงานในศูนย์เทคนิคและองค์กรที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ เพื่อเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาเดียวกัน

2. เชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติมายังสิงคโปร์เพื่อให้ความเห็นอย่างมืออาชีพ

3. กำหนดนโยบายจากแนวคิดที่เลือกจากสิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาและปรับให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของสิงคโปร์ หากแนวคิดและขั้นตอนที่ใช้ในที่อื่นไม่เหมาะสมกับความต้องการของสิงคโปร์ ก็จะไม่นำมาใช้

เรื่องราวของสิงคโปร์เป็นบทพิสูจน์ว่า แม้จะเผชิญกับข้อจำกัดและความท้าทายมากมาย แต่ประเทศก็สามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองได้หากมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ที่เหมาะสม และความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสิงคโปร์จะเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะสามารถทำตามแบบสิงคโปร์ได้โดยตรง แต่ละประเทศต้องหาเส้นทางของตัวเอง โดยเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่นและปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีผู้นำที่กล้าตัดสินใจและมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

#WealthMeUp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...