โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดัชนีหุ้นล่วงหน้า (Future) ดาวโจนส์ สหรัฐ ดำดิ่งหนักกว่า -1,400 จุด หลุดระดับ 40,000 จุด ดัชนีหุ้นนาสแดคดำดิ่งลึกเกือบ -700 จุด รัฐบาลจีนประกาศเก็บภาษีสูง 34% กับสินค้าสหรัฐมีผล 10 เมษายน

BTimes

อัพเดต 07 เม.ย. 2568 เวลา 16.15 น. • เผยแพร่ 04 เม.ย. 2568 เวลา 12.04 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ตลาดหลักทรัพย์ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รายงานว่า วันนี้ 4 เมษายน 2025 เมื่อเวลา 8.05 น. ตามเวลาในนิวยอร์ก ซึ่งตรงกับเวลา 19.05 น. ของไทย พบว่า ดัชนีหุ้นล่วงหน้า หรือ Future ของ ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ปิดอยู่ระดับ 39,367 จุด -1,409 จุด หรือ -3.46% ดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 อยู่ที่ระดับ 5,243 จุด -189 จุด หรือ -3.49% และดัชนีหุ้นนาสแดค ปิดที่ 16,989 จุด -685 จุด หรือ -3.67%

สาเหตุจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประเทศจีน แถลงประกาศใช้มาตรการอัตราภาษีนำเข้าสูงถึง 34% กับสินค้าทุกชนิดที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นการตอบโต้หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ประกาศขึ้นภาษีต่างตอบแทน หรือ Reciprocal Tariifs สูงถึง 34% กับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีนทั้งนี้มาตรการตอบโต้ของกระทรวงการคลังจีนจะมีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2025 เป็นต้นไป

ย้อนกลับไปในคืนวันที่ 3 เมษายน 2025 (ตามเวลาในสหรัฐ) ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 40,454 จุด -1,679 จุด หรือ -3.98% ดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ระดับ 5,396 จุด -274 จุด หรือ -4.84% และดัชนีหุ้นนาสแดค ปิดที่ 16,550 จุด -1,050 จุด หรือ -5.97% ส่งผลให้ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ และดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ทำสถิติดำดิ่งเหวใน 1 วันเลวร้ายสุดในรอบ 4 ปี 9 เดือน หรือตั้งแต่มิถุนายนปี 2020 หรือตั้งแต่วิกฤตโรคระบาดโควิด-19

นอกจากนี้ดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ยังทำสถิติปิดต่ำสุดตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ชะนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2024 หรือในรอบ เกือบ 5 เดือน ส่วนดัชนีหุ้นนาสแดค ทำสถิติดำดิ่งเหวใน 1 วันเลวร้ายสุดในรอบ 5 ปี หรือตั้งแต่มีนาคมปี 2020 หรือตั้งแต่วิกฤตโรคระบาดโควิด-19

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มี 400 บริษัท หรือ 80% จากทั้งหมด 500 บริษัทในดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ที่ปิดตลาดด้วยราคาลดลง ส่งผลให้มูลค่าตลาดของดัชนีหุ้นดังกล่าวเสียหายถึงเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 69 ล้านล้านบาทภายในวันเดียว นอกจากนี้ ยังสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในปีนี้ เนื่องจากในคืนผ่านมา มูลค่าตลาดเสียหายถึง 1.92 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 66.24 ล้านล้านบาท เปรียบเทียบกับมูลค่าตลาดดัชนีหุ้นดังกล่าวที่เสียหายไปแล้วถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 60.38 ล้านล้านบาทตั้งแต่ต้นปี 2025 นี้

ที่สำคัญยังทำให้ดัชนีหุ้นดังกล่าวดำดิ่งแรงถึง -12% จากสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ทำให้เข้าสู่ภาวะปรับฐานเป็นทางการ หรือ Correction อีกด้วย เนื่องจากดำดิ่งหนักเกินกว่า -10% จากสถิติปิดนิวไฮ นอกจากนี้ ดัชนีหุ้นรัสเซลล์ 2000 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีของสหรัฐอเมริกา ปิดดำดิ่งรุนแรงมากถึง -6.5% ทำสถิติปิดดำดิ่งลงเหวใน 1 วันที่เลวร้ายสุดในรอบ 4 ปี 9 เดือน หรือตั้งแต่ 11 มิถุนายนปี 2020 หรือตั้งแต่วิกฤตโรคระบาดโควิด-19

ที่สำคัญส่งผลให้ดัชนีหุ้นดังกล่าวปิดดำดิ่งเลวร้ายถึงกว่า -21% เข้าสู่ภาวะตลาดหมีสมบูรณ์แบบ หรือภาวะ Bear Market เนื่องจากดัชนีหุ้นรัสเซลล์ 2000 ปิดดำดิ่งเกินกว่า -20% จากสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2024

สาเหตุจากประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดเก็บภาษีต่างตอบแทน หรือ Reciprocal Tariffs กับ 185 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ 10% ถึง 50% มีผลในวันที่ 5 เมษายนเป็นต้นไป ตามเวลาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งอัตราเก็บภาษีดังกล่าวสูงเกินคาดหมายมากกับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่หลายแห่งของโลก

นักวิเคราะห์มองว่าทรัมป์จะใช้อัตราภาษีดังกล่าวเพียง 10% หรือเลวร้ายสุดที่ 20% เป็นเพดานสูงสุดในการจัดเก็บ แต่ผลกลับออกมาช็อคเกินคาดการณ์มาก เช่น จีนถูกเก็บภาษีรวมสุทธิถึง 54% จากเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2025 ถูกจัดเก็บภาษีสูงขึ้น 20% และภาษีต่างตอบแทนอีก 34% เป็นต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...