โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ยอดจัดตั้งธุรกิจใหม่ 2 เดือนแรกปี 68 สูงกว่า 1.6 หมื่นรายดีสุดในรอบ 5 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 มี.ค. 2568 เวลา 14.00 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2568 เวลา 06.44 น.

พาณิชย์ เผย เดือน ก.พ. 68 มียอดจัดตั้งธุรกิจใหม่ 7.5 พันราย รวม 2 เดือนแรก ปี 68 ยอดจัดตั้งใหม่กว่า 1.6 หมื่นราย ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จัดตั้งใหม่มากสุด ด้านการเลิกกิจการเดือน ก.พ. 68 อยู่ที่ 787 ราย รวม 2 เดือนแรกปี 68 ยอดเลิกกิจการรวม 2.2 พันราย โดยอัตราการจัดตั้งธุรกิจใหม่ต่อการเลิกกิจการในปี 68 อยู่ที่ 7:1 ดีสุดในรอบ 5 ปี

19 มี.ค. 2568 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้วิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,529 ราย ลดลง 579 ราย (-7.14%) เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2567 (8,108 ราย) และทุนจดทะเบียนรวม 16,335 ล้านบาท ลดลง 4,027 ล้านบาท (-19.78%) เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2567 (20,361 ล้านบาท)

ด้านธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

(1) ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 628 ราย มูลค่า ทุน 1,340 ล้านบาท

(2) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 473 ราย ทุน 2,117 ล้านบาท

(3) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 339 ราย ทุน 610 ล้านบาท

คิดเป็นสัดส่วน 8.34%, 6.28% และ 4.50% ของจำนวนการจัดตั้งธุรกิจในเดือนกุมภาพันธ์ ตามลำดับ

อธิบดีอรมน กล่าวต่อว่า การจัดตั้งธุรกิจใหม่สะสม 2 เดือนของปี 2568 (มกราคม-กุมภาพันธ์) มีจำนวน 16,391 ราย ลดลง 879 ราย (-5.09%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (17,270 ราย) ทุนจดทะเบียน 41,285 ล้านบาท ลดลง 4,509 ล้านบาท (-9.85%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (45,794 ล้านบาท)

ด้านธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

(1) ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 1,319 ราย ทุน 2,762 ล้านบาท

(2) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1,085 ราย ทุน 4,156 ล้านบาท และ

(3) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 675 ราย ทุน 1,341 ล้านบาท

คิดเป็นสัดส่วน 8.05%, 6.62% และ 4.12% จากจำนวนการจดจัดตั้งธุรกิจเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ตามลำดับ

ด้านการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนกุมภาพันธ์ 2568 มีจำนวน 787 ราย เพิ่มขึ้น 81 ราย (11.47%) เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2567 (706 ราย) และมีทุนจดทะเบียนเลิก 2,417 ล้านบาท ลดลง 730 ล้านบาท (-23.19%) เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2567 (3,146 ล้านบาท)

สำหรับประเภทธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

(1) ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 76 ราย ทุน 112 ล้านบาท

(2) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 35 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 131 ล้านบาท และ

(3) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 34 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 96 ล้านบาท

คิดเป็นสัดส่วน 9.66%, 4.45% และ 4.32% จากจำนวนการเลิกประกอบธุรกิจในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ตามลำดับ

ทั้งนี้การจดทะเบียนเลิกสะสม 2 เดือนของปี 2568 (มกราคม-กุมภาพันธ์) มีจำนวน 2,218 ราย เพิ่มขึ้น 320 ราย (16.86%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (1,898 ราย) ทุนจดทะเบียนเลิกสะสมอยู่ที่ 7,017 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 656 ล้านบาท (10.31%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (6,361 ล้านบาท)

โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

1) ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 227 ราย ทุน 375 ล้านบาท

2) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 92 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 274 ล้านบาท และ

3) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 87 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 289 ล้านบาท

คิดเป็นสัดส่วน 10.23%, 4.15% และ 3.92% จากจำนวนการจดเลิกธุรกิจเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ตามลำดับ

ทั้งนี้ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,981,221 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 30.61 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 935,839 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.39 ล้านล้านบาท

แบ่งออกเป็นบริษัทจำกัด 737,891 ราย หรือ 78.85% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 16.36 ล้านล้านบาท

ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 196,465 ราย หรือ 20.99% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และ

บริษัทมหาชนจำกัด 1,483 ราย หรือ 0.16% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.60 ล้านล้านบาท

สำหรับนิติบุคคลในกลุ่มธุรกิจบริการเป็นประเภทธุรกิจ ที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดมีจำนวน 505,501 ราย ทุนจดทะเบียน 13 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มธุรกิจค้าส่ง/ค้าปลีก 306,896 ราย ทุน 2.54 ล้านล้านบาท และธุรกิจผลิต 123,442 ราย ทุน 6.84 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.02%, 32.79% และ 13.19% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

อย่างไรก็ดี แม้ตัวเลขการจดทะเบียนนิติบุคคลในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาดูจะชะลอตัวเพื่อรอดูสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจโลก แต่หากวิเคราะห์ในเชิงลึกจะเห็นว่าอัตราการจัดตั้งธุรกิจต่อการจดเลิกในปี 2568 อยู่ที่ 7:1 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีกว่า 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) ที่มีสัดส่วน 4:1 หรือตั้ง 4 ราย เลิก 1 ราย

นางอรมน เปิดเผยว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ใน 2 เดือนแรก (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2568) มีจำนวน 181 ราย

โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 41 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 140 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 35,277 ล้านบาท

โดยการอนุญาตฯ ใน 2 เดือนแรก (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2568) มีจำนวนเพิ่มขึ้นจำนวน 73 ราย (68%) เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 8,738 ล้านบาท (33%) อย่างไรก็ดี ชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. ญี่ปุ่น 38 ราย คิดเป็น 21% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 13,676 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ การเปลี่ยนและทำการเชื่อมต่อท่อส่งใต้ทะเล ระหว่างแท่นหลุมผลิตในโครงการขุดเจาะน้ำมัน ธุรกิจบริการบริหารจัดการการสั่งซื้อและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และธุรกิจบริการรับจ้างผลิต

2. จีน 23 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,113 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการดำเนินพิธีการศุลกากรในเขตปลอดอากร (Free Zone) ธุรกิจบริการให้เช่าอาคารโรงงานพร้อมสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า

3. สิงคโปร์ 23 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 4,490 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนายางรถยนต์ ธุรกิจบริการ Data Center และ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า

4. สหรัฐอเมริกา 19 ราย คิดเป็น 11% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 1,372 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจค้าปลีกสินค้า ธุรกิจบริการสนับสนุนข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกในกระบวนการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และธุรกิจบริการรับจ้างผลิต

5. ฮ่องกง 16 ราย คิดเป็น 9% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 1,587 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า

สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ 2 เดือนแรก (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2568) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 57 ราย คิดเป็น 31% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 จำนวน 22 ราย (63%)

มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 17,546 ล้านบาท คิดเป็น 50% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากประเทศ ญี่ปุ่น 19 ราย ลงทุน 8,096 ล้านบาท จีน 14 ราย ลงทุน 2,751 ล้านบาท สิงคโปร์ 8 ราย ลงทุน 2,191 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ อีก 16 ราย ลงทุน 4,508 ล้านบาท

โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า แม่พิมพ์ที่ใช้สำหรับผลิตชิ้นส่วนพลาสติก อุปกรณ์และชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมเครื่องทำความเย็น ชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางรถยนต์

ธุรกิจบริการให้เช่าอาคารโรงงาน ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการดำเนินพิธีการศุลกากรในเขตปลอดอากร (Free Zone) และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป แม่พิมพ์ เป็นต้น

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...