โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

Ghost ปะคะ? สำรวจเส้นทางของ ‘ผี’ กับการก่อร่างภาพจำฝังหัวในสังคม

The MATTER

อัพเดต 18 เม.ย. 2567 เวลา 11.58 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. 2567 เวลา 11.42 น. • Social

Trigger Warning: ผี (Ghost)

เราจะรู้ได้ยังไงว่าที่เราเจอคือผี?**

จะให้ถามไปตรงๆ ก็กลัวว่าจะฟังภาษาไทยไม่ออก หรือเมื่อเราพูดถึงผี หน้าตาของเหล่าผีที่เรานึกออกก็ไม่เหมือนกันอีกเพราะภาพจำมากมายที่ติดมาจากหลากหลายแห่ง ตั้งแต่การเล่าเรื่องผีของพ่อแม่ หนังสยองขวัญที่ดูมาแต่เล็ก หรือจากคำอธิบายที่เราเห็นผ่านตาในหนังสือหรือเรื่องเล่าทางโซเชียลมีเดีย ปัจจัยเหล่านี้ก็ยากที่จะมองแล้วรู้ได้เลยว่า โกสต์ปะคะ? โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีความเป็นไปได้ว่า ผีอาจจะแต่งตัวเหมือนคนธรรมดาทั่วไปก็ได้

ว่าแต่ภาพจำของเหล่าผีๆ มาจากไหนกันบ้าง? บ่อยครั้งภาพจำเหล่านั้นไม่ได้อยู่ดีๆ ผุดขึ้นมาจากอากาศธาตุ แต่มันมักเป็นผลพวงมาจากวัฒนธรรม หรือบริบททางสังคมของท้องที่ที่ผีเหล่านั้นถือกำเนิดขึ้นมา ฉะนั้นวันนี้ The MATTER จึงอยากชวนไปดูจุดกำเนิดภาพจำของผีในหลายๆ ท้องที่กัน

ผีผ้าคลุม**

**ถ้ามีคนบอกให้เราแต่งตัวเป็นผีภายใน 1 นาที เราเลือกทำอะไร? พนันได้ว่าเกินครึ่ง เราคงวิ่งไปหาผ้าห่มใกล้ตัวที่สุดมาคลุมหัว ตั้งแต่การเป็นหนึ่งในไอคอนของฮาโลวีนคู่กับฟักทอง ตัวก่อกวนในเกมแพ็กแมน แคสเปอร์ หรืออีโมจิผี ถึงจะไม่ใช่รูปแบบผีที่น่ากลัวที่สุด แต่คงเรียกได้ว่าผีผ้าคลุมสีขาว คือหนึ่งภาพจำผีที่เรานึกถึงอย่างชัดเจนที่สุดตั้งแต่จำความได้ และนั่นไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เนื่องจากมันเป็นภาพจำที่เกิดขึ้นมาหลายศตวรรษแล้ว

ผีและความตายเป็นสิ่งที่มาคู่กัน และผีผ้าคลุมขาวแสนน่ารักนี้ก็ไม่แตกต่างกัน พบหลักฐานได้จากบทความ Why Are Ghosts Depicted Wearing Bedsheets? โดยสเปนเซอร์ แมคแดเนียล (Spencer McDaniel) นักเขียนประเด็นประวัติศาสตร์และสังคมจากสาขาวิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยอินเดียนา ที่พาเราไปดูว่า แท้จริงแล้วผ้าขาวที่คลุมผีนั้นหาใช่ผ้าห่มหรือผ้าคลุมเตียง แต่คือผ้าคลุมศพ ซึ่งเป็นวิธีการทำศพที่ใช้อย่างแพร่หลายในวัฒนธรรมยุโรปตะวันตกตั้งแต่ราวๆ ศตวรรษที่ 13 และภาพจำของศพและความตายนี้ยังเชื่อมโยงไปเป็นภาพจำของวิญญาณอีกด้วย

มากไปกว่านั้น ผู้เขียนเล่าว่าในห้วงเวลานั้นมีอีกหลากหลายปัจจัยที่ส่งเสริมภาพของผีผ้าคลุม เช่น การนำเสนอผ่านงานศิลปะมากมาย ที่ใช้บุคคลคลุมด้วยผ้าสีขาวให้เกี่ยวข้องกับผีและความตาย หรือการที่หัวขโมยในห้วงเวลานั้นๆ ใช้ชุดผ้าคลุมเพื่อทำให้เหยื่อของพวกเขาตื่นตกใจ

ผีกระสือ**

**จากผีทุกประเภทในลิสต์ ผีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าจะเป็นผีที่นุ่งน้อยห่มน้อยที่สุด ขั้นกว่าของการไม่ใส่อะไรเลย คือเมื่อค่ำคืนมาถึง กระสือจะสละร่างกายของตัวเองให้เหลือเพียงหัวและเครื่องในเรืองแสง เพื่อออกหากิน หาของส่งกลิ่นเหม็นในยามค่ำคืน ไม่ว่าจะจากประเทศอะไร เรื่องเล่าและหน้าตาของกระสือเป็นเหมือนกัน แต่ทำไมต้องเป็นลำไส้?

กระสือมีความคล้ายคลึงกับแม่มดในประวัติศาสตร์ตะวันตก โดยในตำนานส่วนมาก กระสือมักกำเนิดมาจากผู้หญิงเล่นของ และบูชาไสยศาสตร์จนเกิดผลข้างเคียงกับตัวเอง บางตำนานบอกว่าหญิงคนนั้นเกิดใหม่เป็นกระสือ แต่บางตำนานก็บอกว่าเกิดจากการสิ่งสู่ แต่กระสือเกี่ยวข้องกับลำไส้และการกินของโสโครกอย่างไร? เรื่องนี้อาจต้องอาศัยการศึกษาผ่านการตีความ ซึ่งพบได้ในงานวิจัยแสงกระสือ: ผีเพศโรคและความเป็นอื่นการเมืองระหว่างเพศและโลกจริง โดยรศ. ดร.กำจร หลุยยะพงศ์ จากกลุ่มวิชาภาพยนตร์และภาพถ่ายคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในหัวข้อ ‘ผีผู้หญิง: สตรีในฐานะความน่าเกลียดน่ากลัว’ ผู้เขียนอธิบายว่ามีหลากหลายเหตุผลที่ภาพของผีมักถูกผลิตซ้ำให้เป็นผู้หญิง หนึ่งในนั้นคือในสังคมชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงถือเป็นสิ่งอื่น ภาพของผีผู้หญิงจึงมีลักษณะ “สกปรก น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง เต็มไปด้วยเลือด การกินของสกปรก” ในขณะที่ผีผู้ชายมักมีนัยที่ต่างออกไป นั่นคือเป็นผีที่น่าสงสารและน่าสมเพช ในนัยหนึ่งกระสือคือตัวอย่างขั้นสุดของสมมติฐานดังกล่าว เป็นมนุษย์ผู้ไม่มีคุณลักษณะอื่นใด นอกจากลำไส้ และอาหารการกินที่น่าขยะแขยง ผิดแผกจากบรรทัดฐานสังคม

เอลฟ์**

**การเรียกเอลฟ์ว่าผีคงทำให้หลายคนเกาหัวกันบ้าง แต่เราจะเรียกสิ่งมีชีวิตที่จับจ้องเราอยู่ในทุกที่โดยมองไม่เห็นว่าอะไร? เอลฟ์ในที่นี้ไม่ใช่เพียงชนเผ่านสูงโปร่งหูยาวแบบที่เราคุ้นเคยจากโลกแฟนตาซี แต่เอลฟ์ในความเชื่อของชาวไอซ์แลนด์นั้นเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ในเรื่องเล่าพื้นบ้าน ชาวไอซ์แลนด์เรียกเอลฟ์ว่า ฮุลดูโฟลค์ (Huldufolk) หรือผู้คนผู้ซุกซ่อน ซึ่งอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมของพวกเขา โดยจากสถิติแล้วคนไอซ์แลนด์จำนวนมากกว่า 50% เชื่อว่าเอลฟ์มีอยู่จริง

ในสารคดีสั้น Iceland’s magical world of elves โดย BBC พบว่าความเชื่อนี้ถูกปลูกฝังกับชาวไอซ์แลนด์มาอย่างยาวนานและจริงจัง คนบางคนไม่ได้เชื่อว่าเอลฟ์มีอยู่จริง แต่เชื่อเผื่อไว้ก่อนเพื่อที่จะได้ไม่ถูกหลอก หรือในระดับการพัฒนาเมืองที่โครงการบางโครงต้องพับลง หรือถนนบางเส้นต้องถูกโน้มออกจากแผนการเดิม เพื่อไม่ให้รบกวนสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในก้อนหิน ในนัยหนึ่งเอลฟ์เหล่านี้อาจเป็นตัวช่วยทำให้ผู้คนรักษาธรรมชาติรอบตัวของพวกเขา ซึ่งอันที่จริงก็เป็นความเชื่อที่คล้ายคลึงกันกับการนับถือผีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่น้อย ที่คำว่า ‘ผี’ ไม่ได้จำเป็นว่าต้องเป็นสิ่งที่เลวร้าย

ทั้งนี้ยังมีการสันนิษฐานว่า ความเชื่อเกี่ยวกับเอลฟ์นั้นเก่าแก่ไปยังยุคก่อนประวัติศาสตร์ คำอธิบายพบได้ในบทความวิชาการ Spirits of the Land: A Tool for Social Education โดยโอลิน่า ธอร์วาร์ดาร์ดอตเทียร์ (Olina Thorvardardottir) นักเขียน นักการเมือง และนักสังคมวิทยาชาวไอซ์แลนด์ ผู้เขียนเชื่อว่าการมีอยู่ของเอลฟ์ในวัฒนธรรมไอซ์แลนด์นั้น ถือกำเนิดขึ้นจากการพยายามเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ก่อนจะเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เป็นการกันไม่ให้มนุษย์ออกจากแหล่งที่อยู่อาศัยของตัวเองไปไกล และเป็นการสอนให้ยำเกรงต่อธรรมชาติอยู่เสมอ ซึ่งจากสภาพสังคมปัจจุบันก็ดูเหมือนว่าจะเป็นวิธีการที่ได้ผลกว่าที่ใครจะคาดเดาได้

ยูเรอิ**

**อีกหนึ่งผีที่เป็นไอคอนของโลกคือ ผีญี่ปุ่น เพียงพูดแค่นี้ก็คงนึกภาพออกแล้วว่า คือผู้หญิงผิวซีดขาว นุ่งขาว ผมดำยาวกระเซอะกระเซิงปิดใบหน้า และแม้เราจะรู้จักพวกเขาผ่านซาดาโกะหรือคายาโกะ แต่ต้นกำเนิดของผีสาวนี้มีมาอย่างเนิ่นนาน ในรูปแบบของวิญญาณร้ายชื่อ ‘ยูเรอิ’ โดยนอกจากภาพจำที่รุนแรงแล้ว เรื่องเล่าของผีประเภทนี้ยังเรียกได้ว่า ตรงกับความเข้าใจธรรมชาติของผีที่พวกเรารู้จักและคุ้นเคยเกือบทั้งหมดก็ว่าได้

ในความเชื่อลัทธิชินโต เมื่อคนคนหนึ่งเสียชีวิต วิญญาณของคนนั้นจะตกอยู่ในสถานที่ที่อยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นกับตาย หากได้รับการทำพิธีกรรม วิญญาณเหล่านั้นจะสามารถไปที่ชอบได้ แต่หากคนคนนั้นเสียชีวิตด้วยความเคียดแค้น การถูกฆาตกรรม ความเกลียดชัง การจบชีวิตตัวเอง ฯลฯ แล้วไม่ได้รับการทำพิธีกรรมที่ถูกต้อง วิญญาณดังกล่าวจะกลายเป็นยูเรอิ ซึ่งต้องอยู่บนโลกจนกว่าจะหมดห่วง

หน้าตาของยูเรอินั้นถูกวาดลงในกระดาษ แรกเริ่มที่สุดที่สามารถหาหลักฐานพบคือเมื่อราวศตวรรษที่ 17 โดยหน้าตาของผีชนิดนี้เช่นเดียวกันกับการเกิดของพวกเขา เชื่อมโยงเข้ากับรูปลักษณ์ของศพในพิธีศพ และภาพลักษณ์นั้นๆ ถูกเผยแพร่ผ่านภาพวาด การละเล่น และการแสดง จนมาถึงภาพยนตร์ และวัฒนธรรมป๊อปในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าแม้ญี่ปุ่นจะห่างไกลกับยุโรปอย่างมาก แต่ในเรื่องผีนี้กลับคล้ายกันอย่างน่าแปลกใจ

ผีนางรำ**

**การเห็นชุดนางรำของไทยอาจไม่ทำให้เรานึกถึงนางรำเป็นอย่างแรก แต่เรามักนึกถึงผี นั่นแปลว่าภาพจำของผีชนิดนี้มีความรุนแรงอย่างมาก โดยเฉพาะกับผีที่ไม่มีตำนานเก่าแก่โดดๆ ที่จะสามารถบอกได้ว่านั่นคือแหล่งที่มาของความกลัวนี้ อย่างไรก็ตาม หากเราลองตีความความเป็นหญิงในศาสนาผีและชุดไทย ว่ามันแสดงออกถึงอะไร มันอาจนำไปสู่คำตอบบางอย่างได้ว่าความยำเกรงต่อผีประเภทนี้มาจากไหน

ก่อนที่ศาสนาใดจะเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วัฒนธรรมร่วมของท้องที่แห่งนี้คือความเชื่อการนับถือผี และหนึ่งสิ่งที่ศาสนาผีมีจุดเด่น นั่นคืออำนาจของความเป็นหญิง ในการบรรยายโดยสุจิตต์ วงษ์เทศ เรื่องศาสนาผีในไทย หลายพันปี ก่อนประวัติศาสตร์ถึงปัจจุบัน เขาวาดภาพสังคมที่ผู้หญิงมีความสำคัญมากๆ ในฐานะผู้มีบทบาททางศาสนา เช่น ผู้หญิงเท่านั้นที่จะเป็นร่างทรงได้ รวมทั้งร่างทรงของผีบรรพชนด้วย

การใช้ชุดไทยหรือชุดนางรำจึงดูไม่ผิดแผกเท่าไรนัก เนื่องจากมันอาจเป็นภาพแทนของอำนาจ ของความเก่าแก่ ความขลัง ผูกกับความเป็นนางรำที่มาพร้อมกับความเชื่อเกี่ยวกับ ‘ครู’ ในนาฏศิลป์และเครื่องดนตรี เป็นการผสมผีเข้ากับพุทธ เข้ากับวัฒนธรรมประเพณีไทยเมื่อเวลาผ่านล่วงเลยไป

ผีในเมือง (ฮ่องกง)**

**เมื่อเราพูดถึงผีจากวัฒนธรรมอื่นๆ ที่แล้วมา สังเกตเห็นได้ว่า เกือบทุกครั้งภาพจำในหัวของเราจะโผล่ขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อ อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงผีฮ่องกงเรานึกถึงอะไร? นอกจากไวรัลสาวเสื้อแดงเกาะไหล่นักท่องเที่ยว ภาพที่ชัดในไม่ชัดนี้น่าสนใจมากๆ เนื่องจากในมุมหนึ่ง ผีของฮ่องกงมีลักษณะที่แตกต่างออกไปจากเกือบๆ ทุกวัฒนธรรม เนื่องจากมันแทบจะไม่มีรากอยู่ในวัฒนธรรมเลย แต่กลับอยู่ในอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง

ในข้อเขียนที่เผยแพร่ลงบนเว็บไซต์สำนักข่าว The Guardian ชื่อ The ghosts haunting China’s cities โดยนักมานุษยวิทยา แอนดรูว์ คิปนิส (Andrew Kipnis) เขาเล่าเกี่ยวกับที่มาที่ไปของความกลัวผีที่แปลกใหม่ของประเทศจีนและฮ่องกงว่า มันเกิดขึ้นจากความพยายามของรัฐบาลที่จะแยกความตายออกจากชีวิตประจำวันของมนุษย์ การทำศพจำต้องอยู่แยกกันกับโซนที่อยู่อาศัย ใครมีหิ้งเกี่ยวกับบรรพบุรุษ หรือคนที่ตายจากไปแล้วในที่อยู่ในห้อง สามารถถูกแจ้งความได้ ทุกสิ่งที่เตือนใจเกี่ยวกับความตายในพื้นที่อยู่อาศัยจะทำให้ค่าเช่าถูกลง ซึ่งผู้เขียนยังเล่าว่า มันเป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับวัฒนธรรมโบราณ ที่ผู้คนมักเก็บร่างของผู้เสียชีวิตไว้ที่บ้านก่อนจะนำไปทำพิธีศพ และการขยายเมืองอย่างต่อเนื่องเป็นเหตุ

ผีของฮ่องกงจึงไม่จำเป็นว่าต้องแต่งกายยังไง มีลักษณะท่าทางยังไง มีตำนานเหนือธรรมชาติแบบไหน ความกลัวของพวกเขามักใกล้ตัว ผีคนชราที่ไร้ญาติขาดมิตร ผีที่สิงสู่อยู่ในอพาร์ตเมนต์จากการจบชีวิตตัวเอง แม้คนจะเบือนหน้าหนีจากความตาย ความตายย่อมตามเรามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หนักเข้าไปใหญ่เมื่อผู้เขียนอธิบายว่า สังคมของฮ่องกงและจีนเริ่มมีคนแปลกหน้าเยอะขึ้น “เมื่อญาติเราตายพวกเขาเป็นบรรพบุรุษ เมื่อคนแปลกหน้าตายพวกเขากลายเป็นผี” คิปนิสเขียนเกี่ยวกับประเทศที่คนมีครอบครัวน้อยลงทุกวันๆ

*ภาพจาก ANNDAY เที่ยวไปวันวัน

ผีจึงไม่ใช่แค่ผี แต่ผีคือภาพสะท้อนของความกลัว ทั้งความกลัวในความตาย ความกลัวความเป็นอื่น ความกลัวในสิ่งที่อธิบายไม่ได้ หรือความกลัวจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่นนี้แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าที่เราเจอนั่นน่ะผี? ยากที่จะบอก เพราะว่าความกลัวที่เรารู้สึกนั้นอาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่มีอยู่จริงๆ ในโลกของเรา ไม่ใช่จากสิ่งเหนือธรรมชาติแต่อย่างไร หรือว่าจะเอาอย่างที่คนไอซ์แลนด์ว่า

เชื่อเอาไว้ก่อน เผื่อจะไม่โดนมาหลอกทีหลังถ้ามีจริง

อ้างอิงจาก

talesoftimesforgotten.com

so06.tci-thaijo.org

youtube.com

proquest.com

washingtonpost.com

thematter.co

theguardian.com

Graphic Designer: Krittaporn Tochan
Editorial Staff: Taksaporn Koohakan**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...