โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

นิยายเรื่องนี้ ฉันขอลิขิตเอง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 07 พ.ค. 2567 เวลา 15.20 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2567 เวลา 15.20 น. • punzuza
หลี่ลู่หลิง จับพลัดจับผลูทะลุมิติไปอยู่ในนิยายที่ตัวเองเคยอ่าน ซ้ำร้ายต้องกลายเป็นตัวร้ายในนิยายเสียอย่างนั้น แต่เอ๊ะ….ทำไมเธอถึงมีมิติวิเศษได้ล่ะ หรือว่าเธอจะกลายเป็นนางเอกไปเสียแล้ว !!

ข้อมูลเบื้องต้น

ทะลุมิติไปยังนิยายที่อ่าน

หลี่ลู่หลิง เป็นหญิงสาวที่แสนจะอาภัพ เธอไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ออกไปเดินเล่นเหมือนกับคนทั่วไป เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะว่าเธอป่วยน่ะสิ

หญิงสาววัยยี่สิบห้าปี ที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลมามากกว่าได้อยู่ที่บ้านเสียอีก และเนื่องจากเธอไม่สามารถที่จะออกไปเที่ยวเล่นได้ ทำได้แต่นอนอยู่บนเตียง ดังนั้นสิ่งที่หลี่ลู่หลิงทำได้ทุกวัน ก็คือการอ่านนิยาย

นิยายนับร้อยเล่มที่หญิงสาวอ่านมานั้น ถึงจะมีเรื่องดีและเรื่องเศร้าปะปนกันไป แต่หลี่ลู่หลิงก็ยังคงอิจฉากระทั่งตัวละครในนิยายที่เธออ่าน เพราะอย่างน้อยตัวละครในนั้น ก็ยังคงได้ใช้ชีวิต ไม่เหมือนเธอที่ต้องมานอนแหง่กอยู่บนเตียงแบบนี้

เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน หลี่ลู่หลิงก็ยังคงใช้ชีวิตในโรงพยาบาลเหมือนเดิม จนมาในวันหนึ่ง อาการป่วยของเธอก็หนักหนาจนทางโรงพยาบาลต้องแจ้งให้ญาติๆได้ทราบ เพราะหญิงสาวอาจจะจากไปได้ทุกเมื่อ ทั้งพ่อแม่ และญาติหลายคน ต่างก็เศร้าเสียใจในวันที่หลี่ลู่หลิงได้จากไปอย่างสงบ แต่อย่างน้อยเด็กสาวก็ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคร้ายอีกต่อไป หลี่ลู่หลิงจากโลกนี้ไปโดยยังคงอ่านนิยายเรื่องล่าสุดได้ไม่ถึงครึ่ง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศจีนในยุคข้าวยากหมากแพง ยุคที่ผู้คนแทบจะแกะเปลือกไม้กินเพราะความอดอยาก

อาจจะเป็นเพราะพระเจ้าหรือเทพเซียนสักคน ที่เห็นว่าชีวิตของเด็กสาวช่างอาภัพนัก ในเมื่อชีวิตนี้จบไป หลี่ลู่หลิงจึงมีโ อกาสได้ใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นๆบ้าง ถึงแม้จะเป็นการใช้ชีวิตในนิยายที่เธอเคยอ่านก็ตามเถอะ……..

………………..

" พี่จ๋า หนูหิว "

เสียงเด็กน้อยแว่วเข้ามาในโสตประสาทของหลี่ลู่หลิง แต่เธอจำได้ว่าเธอเพิ่งจะหมดลมหายใจสุดท้ายไปได้ไม่นาน หลี่ลู่หลิงคิดว่าที่นี่จะเป็นสวรรค์หรือไม่ หรือว่าสวรรค์ก็มีเด็กอาศัยอยู่เหมือนกันนะ??

" พี่ก็หิวเหมือนกัน หลิงเอ๋อ ถ้าอย่างนั้น น้องรอพี่หน่อยนะ เดี๋ยวพี่จะลองไปถามคุณย่าดู ว่าพวกท่านจะมีข้าวให้เรากินบ้างไหม "

" แต่ว่า ถ้าคุณแม่รู้ขึ้นมาว่าพี่จ๋าไปขอข้าวคุณย่ากินอีก แม่ก็จะตีพี่จ๋าอีกน่ะสิ ไม่เป็นไร หนูไม่หิวแล้วก็ได้.. "

เสียงพูดของเด็กหญิงสองคนดังจนหลี่ลู่หลิงที่กำลังนอนอยู่พลันสงสัย จำต้องพยายามลืมตาขึ้นมาดู ว่าเด็กที่ไหนกันถึงมาพูดอยู่แถวนี้ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าในหัวของเธอกลับมีความทรงจำของคนๆหนึ่งอยู่ ความทรงจำมากมายที่พุ่งเข้ามาในหัวทำให้หลี่ลู่หลิงปวดหัวจนแทบบ้าเลยทีเดียว เธอเอามือกุมหัวไว้อย่างทรมานจนเด็กหญิงทั้งสองคนที่พูดคุยกันเมื่อสักครู่ต้องรีบเข้ามาดูอาการของแม่ตน

" แม่จ๋า แม่เป็นอะไรไปคะ แม่เจ็บตรงไหนรึเปล่า แม่จ๋า !!"

เสียงเด็กทั้งสองคนที่ตอนนี้หลี่ลู่หลิงจำได้แล้วว่าเป็นใคร แท้จริงแล้วเด็กทั้งสองคนนี้กลับเป็นลูกสาวของเธอเอง ที่ชื่อว่า โจวฮุ่ยเหมย กับโจวฮุ่ยหลิง ที่มีอายุ 7 ปี กับ 5 ปีตามลำดับ ความทรงจำที่พรั่งพรูเข้ามาในหัวสมองของเธอเรื่อยๆ แม้จะปวดหัวเพียงใด แต่ไม่นานนักความเจ็บปวดก็หายไป เหลือแต่ความตกใจที่ความทรงจำที่หลี่ลู่หลิงได้รับมานั้น กลับเป็นเรื่องราวของตัวละครตัวหนึ่งในนิยายที่เธอได้อ่านก่อนที่จะตายลง เป็นนิยายที่เธอนั้นอ่านไปได้ไม่ถึงครึ่ง และตัวละครตัวนี้ก็เป็นตัวละครที่มีชื่อเหมือนเธอคือ หลี่ลู่หลิง และก็ช่างเป็นตัวละครที่ช่าง…….เป็นตัวร้ายที่น่ารังเกียจนัก !!

หลี่ลู่หลิง เป็นคุณแม่ลูกสองที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านหัวซาน เมืองฟูซิน เมืองๆหนึ่งในมณฑลเหลียวหนิง

เธอนั้นได้แต่งงานกับโจวชิงเทียน แล้วย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านตระกูลโจวที่หมู่บ้านหัวซานแห่งนี้ แต่หลี่ลู่หลิงคนเดิมนั้น เป็นหญิงสาวเกียจคร้าน ถึงแม้จะมีใบหน้าที่แสนงดงามก็ตาม แต่เธอนั้นยอมแต่งงานกับโจวชิงเทียนก็เพราะเห็นว่าเขาเป็นถึงทหารหนุ่มที้มีใบหน้าหล่อเหลา และอนาคตไกล และหลี่ลู่หลิงก็มีความฝันที่จะเป็นภรรยาของนายพลในสักวันหนึ่ง ซึ่งสามีของเธอที่ยังหนุ่มยังแน่นและมีฝีมือในการรบที่เก่งกาจ โจวชิงเทียนถือว่ามีโอกาสที่จะได้เลื่อนขั้นสูง และอาจจะกลายเป็นนายพลในอีกไม่นานก็เป็นได้

และหลี่ลู่หลิงคนนี้ก็ใช้มารยาหญิงในการจับโจวชิงเทียนมาเป็นสามีอีกด้วย

แต่แล้ววันหนึ่ง โจวชิงเทียนที่ไปออกรบ กลับต้องบาดเจ็บกลับมาที่ค่ายทหาร เขารักษาตัวอยู่นานหลายเดือน และหลังจากหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว โจวชิงเทียนกลับไม่สามารถกลับไปเป็นหทารได้อีก เพราะอาการบาดเจ็บที่ขาของเขานั้น มันหนักหนาสาหัสจนทหารหนุ่มไม่สามารถกลับมาเดินได้เหมือนเดิมอีกต่อไป

โจวชิงเทียนได้เงินค่าตอบแทนจากทางรัฐบาล และเดินทางกลับมาที่หมู่บ้าน ถึงแม้ว่าเขาจะเอาเงินที่ได้มาถึงสองพันหยวน แบ่งให้แม่ของตนไปส่วนหนึ่ง ก็ยังคงเหลือเงินกลับมาให้ภรรยาถึงหนึ่งพันห้าร้อยหยวน ซึ่งในยุคนี้ เงินจำนวนนี้ถือว่าไม่น้อย เพราะคนงานทั่วไปที่ทำงานในโรงงาน ได้เงินเดือนมากสุดก็เพียงแค่แปดสิบหยวนเท่านั้น

แต่หลี่ลู่หลิงที่รู้ว่าตนเองจะไม่ได้เป็นภรรยานายทหารอีกต่อไป ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา เธอเริ่มไม่สนใจที่จะดูแลลูกทั้งสองคนอีกต่อไป เนื่องจากลูกทั้งสองคนนั้นเป็นลูกสาว และหลี่ลู่หลิงอยากจะได้ลูกชายไว้สักคนแต่นางก็ไม่ตั้งท้องอีกตั้งแต่ลูกคนที่สองเกิดมาเมื่อห้าปีที่แล้ว พอสามีไม่มีอนาคตอีกต่อไป นางก็ไม่อยากที่จะอยู่แบบนี้ ในนิยายนั้นหลังจากนี้หลี่ลู่หลิงก็จะหาเรื่องทะเลาะกับสามีอย่างโจวชิงเทียน และหาวิธีหย่า เพราะหลี่ลู่หลิงคิดจะไปหาผู้ชายที่มีอนาคต ซึ่งภายในหมู่บ้านก็คงจะมีแต่ จ้าวไป่หลง ที่เป็นนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยมาไม่นาน และเป็นคนที่เคยมาตามจีบหลี่ลู่หลิงเมื่อก่อนที่นางจะแต่งงานนั่นเอง

พอสามีอย่างโจวชิงเทียนหมดอนาคตไปแล้ว หลี่ลู่หลิงก็คิดจะเลิกกับเขาแล้วไปจับเอาจ้าวไป่หลงมาเป็นสามี เพราะเธอแน่ใจว่าจ้าวไป่หลงยังคงรักเธออยู่แน่ๆ แต่ลูกสาวทั้งสองคนนี้ก็ถือเป็นชะนักติดหลังของนาง ดังนั้นนางจึงไม่คิดสนใจทั้งคู่อีกต่อไป

หลี่ลู่หลิงคนปัจจุบันที่กำลังทบทวนความทรงจำของนิยายเรื่องนี้อยู่ พอรับรู้ว่าตัวเองต้องเข้ามาอยู่ในร่างของตัวละครที่สารเลวขนาดนี้ เธอก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอีกครั้ง แต่พอเธอหันไปเจอเด็กทั้งสองคนที่กำลังจับมือของเธออยู่ด้วยความเป็นห่วง ก็อดที่จะสงสารขึ่นมาไม่ได้ เด็กที่แสนน่ารักขนาดนี้ ทำไมคนแต่งนิยายเรื่องนี้ถึงใจร้ายให้ทั้งคู่ต้องมามีแม่ที่สารเลวแบบนี้ แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อหลี่ลู่หลิงได้มีโอกาสใช้ชีวิตแบบคนปกติ เธอก็จะไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป และแน่นอนว่า นิยายเรื่องที่เธอทะลุมิติมาอยู่นี้ หลี่ลู่หลิงก็ขอเขียนบทขึ้นมาใหม่เองก็แล้วกัน…

หลี่ลู่หลิง

หลี่ลู่หลิง พยายามต่อสู้กับการปวดหัวเมื่อสักครู่ แล้วลุกขึ้นมามองดูเด็กๆทั้งสองคนที่มาเกาะตรงข้างเตียง

เป็นเพราะเด็กหญิงทั้งสองคนนั้นไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า ถึงแม้ว่าโจวชิงเทียนผู้เป็นพ่อจะทำอาหารทิ้งไว้ให้แล้วก่อนที่เขาจะออกไปทำงานแลกแต้มก็ตาม แต่เป็นเพราะหลี่ลู่หลิงที่ตื่นมาหลังจากนั้นไม่นาน แล้วเธอรู้สึกอารมณ์เสียกับการที่ผู้เป็นสามีหมดอนาคตไปแล้ว หลี่ลู่หลิงคนเก่าจึงเอาอาหารที่มีไปทิ้งจนหมด เพราะความโมโห จึงทำให้ลูกของเธอทั้งสองคนไม่ได้กินอะไรมาจนถึงตอนนี้นั่นเอง

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลี่ลู่หลิงทำแบบนี้ ก่อนหน้านี้พอเด็กทั้งสองไม่มีอะไรกิน ลูกสาวของเธอทั้งสองคนต่างก็พากันเดินไปขอข้าวที่บ้านของผู้เป็นย่ากินที่บ้านใหญ่โจว ซึ่งอยู่ถัดออกไปจากบ้านหลังนี้ไม่ไกล แต่พอหญิงสาวรู้ว่าลูกสาวทั้งสองคนไปขอข้าวที่บ้านใหญ่โจวกิน ก็โมโหขึ้นมากกว่าเดิม และลงมือทุบตีเด็กหญิงทั้งสองอีกด้วยเมื่อทั้งคู่กลับมา

( สารเลวมากจริงๆ )

หลี่ลู่หลิงคนปัจจุบันอดที่จะสบถออกมากับนิสัยสันดานของเจ้าของร่างไม่ได้ ปกติแล้วอาหารใช่ว่าจะหาง่ายในยุคนี้ ยุคที่ประชาชนต่างก็อดอยาก จนทางรัฐบาลจีนจึงต้องใช้มาตรการในการแบ่งอาหารและผลผลิตตามแต้มที่แต่ละคนทำงานได้ ส่วนการซื้อขายของต่างๆนั้น ก็จะต้องใช้คูปองควบคู่กับเงินหยวนไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร แป้งต่างๆ เนื้อสัตว์ หรือแม้แต่เสื้อผ้า ก็ยังคงต้องใช้คูปองในการซื้อ ทางรัฐบาลใช้วิธีนี้ในการจำกัดให้พวกสิ่งอุปโภคบริโภคนั้นเพียงพอต่อประชาชนนั่นเอง

แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะประชาชนก็ยังคงอดอยากอยู่ดี

บ้านที่หลี่ลู่หลิงอาศัยอยู่นี้ เป็นบ้านที่เธอยื่นคำขาดให้สามีสร้างให้ก่อนที่เขาจะเข้ากรมไปเมื่อเจ็ดปีก่อน หลี่ลู่หลิงไม่ยอมที่จะอาศัยอยู่กับแม่สามีและพี่ชายอีกสองคนรวมถึงพี่สะใภ้ของสามีที่บ้านโจว เพราะนิสัยเกียจคร้านของเธอ คนบ้านโจวจึงไม่มีใครชอบนัก แต่หลี่ลู่หลิงก็ไม่สนใจ ในเมื่อสามีของเธอเป็นถึงทหารยศไม่ใช่น้อยๆ เธอจึงยื่นคำขาดให้โจวชิงเทียนแยกบ้านออกมา ซึ่งสามีของเธอก็จำเป็นจะต้องไปยืมเงินจากทางรัฐบาลเพื่อมาสร้างบ้าน และค่อยเอาเงินเดือนที่ได้ใช้คืนกลับไป

ที่บ้านโจวนั้น มีย่าโจวผู้เป็นแม่ของโจวชิงเทียนอาศัยอยู่ รวมกับลูกกชายคนโตของตระกูลโจวที่ชื่อว่า โจวหมิง โจวหมิงนั้นมีลูกชายคนโตอายุ 12 ชื่อว่า โจวข่าย และลูกสาวคนเล็กอายุ 10ขวบชื่อว่า โจวซิน ส่วนภรรยาก็คือ หวังเซียนที่เป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลโจว

ส่วนลูกชายคนรองของตระกูลโจวก็คือ โจวเหวิน ซึ่งมีลูกสาวสองคนเช่นเดียวกับโจวชิงเทียน ชื่อว่า โจวเข่ออ้าย อายุ 9 ปี กับโจวเจินเจิน อายุ 8 ปีตามลำดับ ส่วนสะใภ้รองมีชื่อว่า เจียวหง

ทั้งหวังเซียนและเจียวหงนั้น ในตอนนี้ทั้งคู่ตั้งครรภ์ลูกคนที่สามอยู่อีกด้วย

ลูกคนที่สามของบ้านโจวเป็นหญิงสาว ชื่อว่าโจวเจียอี แต่เธอได้แต่งงานกับชายต่างหมู่บ้านไปหลายปีแล้ว โจวเจียอีนั้นมีลูกสาวหนึ่งคนชื่อว่า หลิวเนี่ยนเจิน อายุ 8 ปี และอาศัยอยู่บ้านตระกูลหลิวในหมู่บ้านห่างออกไป

ส่วนลูกคนที่สี่ ก็คือ โจวชิงเทียนนั่นเอง

ถึงแม้ว่าบ้านตระกูลโจวนั้น จะไม่ถือว่ายากจนมากนัก แต่ทุกคนในตระกูลยกเว้นย่าโจว ก็ยังคงไปทำงานแลกแต้มกันทั้งนั้น มีแต่หลี่ลู่หลิงคนเดียว ที่ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในตระกูลโจว เธอก็ไม่คิดจะทำงานอะไรอีกเลย ยังไม่พอ เงินที่โจวชิงเทียนส่งมาให้ทุกเดือน หลี่ลู่หลิงก็เอาไปใช้อย่างฟุ่มเฟื่อย จนคนตระกูลโจวต่างก็ไม่มีใครชอบใจ แต่ถึงอย่างนั้น หลี่ลู่หลิงก็ไม่สนใจอยู่ดี

หลี่ลู่หลิงคนปัจจุบัน ยิ่งคิดถึงความทรงจำในหัวเท่าไหร่ ก็ยิ่งอับอายกับนิสัยของเจ้าของร่างยิ่งนัก ทั้งอับอาย ทั้งโมโห แล้วนางที่ได้จับพลัดจับผลูมาอยู่ร่างนี้ จะต้องทำตัวยังไงเนี่ย เพราะขนาดสามีของนางที่เกือบจะพิการอยู่แล้ว ยังออกบ้านไปทำงานเลี้ยงหมูของหมู่บ้าน ยังไม่พอ เวลาเขากลับมา หลี่ลู่หลิงคนเก่า ยังไล่โจวชิงเทียนเหมือนหมูเหมือนหมา เพียงแค่ตัวเขาเหม็นขี้หมูเท่านั้น

หลี่ลู่หลิงคนปัจจุบันยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว แต่ก็ต้องหันไปมองเด็กหญิงสองคนที่อยู่ข้างเตียง เพราะเธอได้ยินเสียงท้องร้องของเด็กทั้งสองคนไม่เบาเลยทีเดียว

( อย่างแรกก็คงต้องทำอะไรให้ลูกๆทั้งสองคนกินก่อนแหละนะ ถึงยังไงก็ได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้วนี่ )

หลี่ลู่หลิงที่ได้เข้ามาอยู่ในร่างที่เป็นแม่ของเด็กทั้งสองคน ก็เหมือนกับมีสายใยความเป็นแม่อยู่ เธอยังสงสัยว่าเจ้าของร่างคนเก่าไม่รู้สึกสงสารลูกๆทั้งสองคนบ้างหรือ แต่ก็ได้แค่คิด เพราะในเมื่อเธอมาอยู่ในร่างนี้แล้ว มีโอกาสได้ใช้ชีวิตแบบคนปกติที่ไม่ต้องนอนแหง่กอยู่แต่บนเตียงแล้ว หลี่ลู่หลิงคนใหม่นี้ก็จะทำทุกอย่างให้ดีก็แล้วกัน

" ลูกๆรอแม่ก่อนนะ เดี๋ยวแม่จะไปทำอะไรให้กิน "

หลี่ลู่หลิงลุกขึ้นจากที่นอน แล้วก็เดินเข้าไปในครัวด้วยความงุนงงของโจวฮุ่ยเหมย และโจวฮุ่ยหลิง ที่หันมามองหน้ากัน เพราะเมื่อสักครู่เหมือนจะได้ยินแม่พูดดีกับพวกเธอ และก็ไม่มีทีท่ารำคาญพวกเธอเหมือนทุกวันอีกด้วย

แม่ที่เปลี่ยนไป

ในครัวของที่บ้านสี่โจวนั้น เคยมีอาหารเพียงพอต่อคนทั้งสี่ แต่เนื่องจากทั้งเนื้อและข้าวที่แบ่งมาจากบ้านใหญ่โจวนั้น เกือบจะหมดอยู่แล้ว เนื้อนั้นหมดไปแล้ว ส่วนข้าวก็เหลือเพียงนิดหน่อย คงจะพอแค่หุงได้แค่มื้อเดียวเท่านั้น

แต่ในความทรงจำของหลี่ลู่หลิงนั้น จำได้ว่าในหมู่บ้านนั้น มีร้านสหกรณ์เล็กๆอยู่ ซึ่งเป็นร้านค้าที่ขายของให้คนในหมู่บ้าน แต่ถึงแบบนั้นก็ตาม การซื้อของทุกอย่างก็ยังคงต้องใช้เงินอยู่ดี

หลี่ลู่หลิงจำได้อีกว่า เงินเกือบทั้งหมดของโจวชิงเทียนนั้น อยู่กับเธอเอง แต่ก็เหลืออยู่ไม่ครบทั้งหมด เนื่องจากว่าหลังจากที่ได้เงินชดเชยที่โจวชิงเทียนได้มา หลี่ลู่หลิงคนเก่าก็ใช้เงินซื้อของไปให้ที่บ้านเดิมของเธออยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังโง่เอาเงินไปให้กับจ้าวไปหลงที่มาขอยืมอีก บ้านหลี่ที่อยู่ต่างงอำเภอนั้น จากในนิยายที่อ่านมานั้น คนบ้านหลี่แทบจะไม่มีดีสักคน ไม่สิ คงจะต้องยกเว้นน้องสามไว้คนหนึ่ง น้องชายของหลี่ลู่หลิงนั้น สนิทกับเธอมาตั้งแต่เด็กจนโต และคอยช่วยเหลือเธอมาก็ไม่น้อย ส่วนพ่อกับแม่และพี่ชายคนโตน่ะหรือ อย่าให้พูดถึงเถอะ เพราะนอกจากน้องสามแล้ว ทุกคนก็เห็นแก่ตัวทั้งนั้น

" ลูกๆรอแม่อยู่ที่บ้านก่อนนะจ้ะ เดี๋ยวแม่ไปซื้อของกลับมาทำอาหารให้ ห้ามออกไปไหนนะรู้ไหม?? "

" ขะ ขะเข้าใจแล้วค่ะ "

หลี่ลู่หลิงบอกให้โจวฮุ่ยเหมย กับโจวฮุ่ยหลิงรออยู่ที่บ้านก่อน เพราะเธอจะออกไปซื้อวัตถุดิบในการทำอาหารที่ร้านสหกรณ์ของหมู่บ้าน แต่ดูเหมือนว่าเด็กทั้งสองคนคงจะยังไม่ชินกับมารดาที่เปลี่ยนไป จึงตอบแบบตะกุกตะกัก และเหมือนจะไม่มั่นใจว่าจะโดนหลี่ลู่หลิงตีอีกไหม ทั้งคู่จึงกอดกันแน่น หลี่ลู่หลิงเห็นดังนั้นก็ส่ายหน้า แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงที่คงจะต้องใช้เวลาสักพัก พวกเด็กๆถึงจะยอมเปิดใจให้

หลังจากที่ไปหยิบเอาเงินกับคูปองที่จะต้องใช้แล้ว หลี่ลู่หลิงก็เดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปที่สหกรณ์ของหมู่บ้านทันที

ระหว่างทางจากบ้านสี่โจวไปที่ร้านสหกรณ์นั้น ก็มีชาวบ้านบางคนของตระกูลที่มีแรงงานเยอะอยู่แล้ว ความสบายจึงตกอยู่ที่คนเฒ่าคนแก่ พอมีเวลาว่าง คนเฒ่าคนแก่เหล่านี้ก็มานั่งจับกลุ่มกันพูดคุย พูดง่ายๆก็คือจับกลุ่มนั่งนินทาคนนั่นแหละ แล้วพอเห็นหบี่ลู่หลิงเดินผ่านไป มีหรือคนพวกนั้นจะอยู่เฉยๆ

" ดูนั่นสิ สะใภ้สี่บ้านโจว หน้าตาก็สวยดีหรอก แต่เกียจคร้านแบบรี้ ไม่รู้โจวชิงเทียนคิดยังไงถึงเอามาทำเมีย .."

" เห็นด้วยจริงๆ การงานก็ไม่ทำ วันๆเอาแต่ใช้เงิน นี่ฉันว่านะอีกไม่นานหรอก เงินที่โจวชิงเทียนได้ชดเชยมาจากรัฐบาลคงจะหมดแน่ๆ "

" เฮอะ เวรกรรมของบ้านสี่โจวแท้ๆ ที่ได้ภรรยาแบบนี้ "

หลี่ลู่หลิงที่กำลังเดินอยู่อย่างมีความสุข เพราะเธอไม่ได้เดินมานานหลายปีแล้ว แต่ก็ต้องมาชะงักกับคำพูดของคนพวกนี้ ก่อนที่หลี่ลู่หลิงจะปล่อยผ่านไป เพราะยังไงเจ้าของร่างคนเดิมก็มีนิสัยแบบนั้นจริงๆ เฮ้อ ถึงแม้เธอจะไม่คิดอะไรมากก็ตาม แต่หลี่ลู่หลิงก็ไม่ชอบใจอยู่ดี

หลี่ลู่หลิงกลั้นใจปล่อยผ่านไป แล้วเดินต่อไปจนถึงร้านสหกรณ์ของหมู่บ้าน

ถึงแม้ว่าจะเรียกว่าสหกรณ์หมู่บ้านก็ตามเถอะ แต่ของที่มีขายอยู่ก็ใช่ว่าจะมีมากมายอะไร เนื้อสัตว์ก็ไม่มีขาย จะมีแต่พวกเครื่องปรุง น้ำมันหมู หรือพวกข้าวสารเท่านั้น และการขายก็จะเหมือนกับการแบ่งขายมากกว่า แต่ถ้าอยากจะซื้อเยอะย่อมจะต้องใช้คูปองเช่นเดียวกับที่ตอนไปซื้อของภายในเมือง หลี่ลู่หลิงที่เห็นว่าไม่มีเนื้อสัตว์เธอก็เป็นห่วงกลัวว่าลูกทั้งสองคนของเธอจะกินไม่อิ่ม และไม่ได้สารอาหารที่เพียงพอ แต่ยังดีที่สหกรณ์แห่งนี้มีไข่เป็ดขายในราคาสามฟองต่อหนึ่งเหมา เธอจึงซื้อมาทั้งหมดสิบสองฟอง และข้าวสารอีกนิดหน่อย ซึ่งการซื้อของแค่นี้จะไม่จำเป็นต้องใช้คูปองแต่อย่างใด

หลี่ลู่หลิงกลับมาถึงที่บ้าน เธอก็เข้าไปในครัวทันที เพราะกลัวว่าโจวฮุ่ยเหมยกับโจวฮุ่ยหลิงจะหิว เด็กๆท้องร้องมาสักพักหนึ่งแล้ว…….แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้…..หลี่ลู่หลิงจุดไฟกับเตาไฟแบบนี้ไม่เป็น อย่าว่าแต่เตาไฟแบบเก่านี่เลย เตาไฟแบบไฟฟ้าในยุคที่เธอจากมา หลี่ลู่หลิงก็ไม่เคยจับเลยสักครั้ง จะเอาอะไรกับคนที่เคยนอนติดเตียงมาหลายปีล่ะใช่ไหม หลี่ลู่หลิงนั่งมองเตาไฟอยู่นาน ในใจก็เป็นห่วงกลัวว่าเด็กทั้งสองจะหิวจนทนไม่ไหว เธอจึงหันหน้าไปถามเด็กๆที่แอบอยู่หน้าประตูห้องครัวว่า

" ลูก มีใครจุดเตาไฟเป็นไหมจ้ะ "

โจงฮุ่ยเหมยกับโจวฮุ่ยหลิง ได้ยินคำพูดของแม่ตนตอนแรกก็ตกใจ เพราะตั้งแต่จำความได้ แม่ของตนก็ไม่เคยพูดจาไพเราะแบบนี้กับพวกเธอเลยสักครั้ง แต่โจวฮุ่ยเหมยที่เป็นพี่สาว ก็ทำใจกล้าตอบออกมาโดยมีโจวฮุ่ยหลิงกอดเอวไว้แน่น

" หนูจุดเป็นค่ะแม่ เดี๋ยวหนูช่วยนะคะ "

โจวฮุ่ยเหมยทำใจกล้าเดินเข้ามาหาหลี่ลู่หลิง แล้วหยิบหินจุดไฟที่วางอยู่ไม่ไกลจากเตาไฟ ค่อยๆกะเทาะกันอยู่ไม่นาน ฟืนที่อยู่ในเตาก็ติดไฟขึ้นมา หลี่ลู่หลิงอดที่จะชื่นชมลูกสาวคนโตไม่ได้ เพราะโจวฮุ่ยเหมยนั้นเก่งกว่าเธอจริงๆ

" ลูกรอแม่แปปนึงนะ แม่จะเจียวไข่ให้กินรองท้องก่อน "

" รองท้อง !! "

ถึงแม้ว่าหลี่ลู่หลิงจะไม่เคยทำอาหารก็ตาม แต่แค่เจียวไข่เธอย่อมทำเป็นอยู่แล้ว หลังจากเจียวไข่เสร็จ หลี่ลู่หลิงก็เริ่มหุงข้าว แต่คราวนี้เรื่องจากการหุงข้าวในยุคนี้นั้น ไม่ได้ง่ายเหมือนการหุงในหม้อหุงข้าว หลี่ลู่หลิงใส่น้ำมากเกินไป จากที่คิดจะหุงข้าวสวยให้ลูกๆกิน กลับออกมาเป็นข้าวต้มเสียอย่างนั้น

แต่หลังจากทำอาหารเสร็จแล้ว พอยกไปให้พวกเด็กๆ ทีแรกหลี่ลู่หลิงก็กลัวว่าอาหารที่เธอทำจะไม่อร่อย แต่หลังจากที่สองพี่น้องกล้าๆกลัวๆอยู่แปปนึง โจวฮุ่ยเหมยก็ตัดสินใจตักข้าวและไข่เจียวให้น้องสาวของเธอกินก่อน โจวฮุ่ยหลิงกินแล้วก็ยิ้มออกมาปากก็บอกว่าอร่อยไม่หยุด ทั้งๆที่เป็นแค่ไข่เจียวแค่นั้นแท้ๆ และภาพนี้ก็ทำให้หลี่ลู่หลิงตัดสินใจแล้วว่า จะเลี้ยงดูเด็กทั้งคู่ให้ดีที่สุด

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...