ร้องทนายช่วย ถูกลูกน้องนายพล หลอกยืมเงินล้านจนหมดตัว อ้างไม่มีสัญญา แถมขู่ฟ้องกลับ
ร้องทนายช่วย ถูกลูกน้องนายพลดัง อดีตรอง ปธ.ใจถึงพึ่งได้ หลอกยืมเงินล้านจนหมดตัว
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 26 มกราคม ที่สำนักงานทนายรัชพล ศิริสาคร อ.เมือง จ.นนทบุรี นายเอกราช ทองม่วง อายุ 35 ปี และนางสาวยุวดี ทองมูล อายุ 37 ปี สองสามีภรรยา อดีตเจ้าของกิจการร้านล้างรถแห่งหนึ่ง ถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ด ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เดินทางเข้าพบนายรัชพล ศิริสาคร ทนายความ เพื่อขอความช่วยเหลือพร้อมกับหลักฐานสลิปการโอนเงินต่างๆ กว่า 1.8 ล้านบาท หลังถูกชายคนหนึ่งเข้ามาตีสนิท โดยอ้างตัวว่าเป็นลูกน้องของพลเอกรายหนึ่ง และมีตำแหน่งเป็นรองประธานที่ปรึกษาของกลุ่มใจถึงพึ่งได้ เขตนนทบุรี หลอกยืมเงินจำนวนดังกล่าวไป ก่อนจะหนีหนี้ไปเปิดบริษัทที่จังหวัดเชียงราย ทำให้ต้องรับกรรมเงินดังกล่าวที่ไปกู้ยืมมาให้ชายคนดังกล่าวหยิบยืมไปอีกที จนกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว
นายเอกราชกล่าวว่า เมื่อประมาณปี 2560 ชายคนนี้เข้ามาตีสนิทกับตนและภรรยา จนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกันจากลูกค้าจนกลายมาเหมือนเป็นพี่น้องกัน โดยชายคนนี้อ้างตัวว่าเป็นลูกน้องของนายพลทหารคนหนึ่ง รวมทั้งยังมีตำแหน่งเป็นรองประธานที่ปรึกษาของกลุ่มใจถึงพึ่งได้อีกด้วย ต่อมาชายคนดังกล่าวได้เอ่ยปากขอยืมเงินครั้งละหมื่นสองหมื่นหลายครั้งแต่ก็ใช้คืนทุกครั้ง จากนั้นก็ค่อยยืมเงินเพิ่มขึ้นเป็นหลักแสนเรื่อยมา โดยอ้างว่าทางครอบครัวญาติพี่น้องเขาไปกู้ยืมเงินกองทุนหมู่บ้านมา แล้วยังไม่มีเงินไปคืน หากตนให้ทางเขายืมไปให้ญาติพี่น้องเขาโปะหนี้กองทุนก่อน ก็จะสามารถกู้ใหม่ได้อีกเพื่อนำเงินกลับมาคืน ด้วยความไว้ใจเพราะคิดว่าคนระดับลูกน้องนายทหารคนดังและมีหน้าตาในสังคมจะไม่โกง จึงนำเงินเก็บและเงินที่ในกิจการของร้าน รวมทั้งกู้แบงก์มาให้ชายคนนี้ยืมไป โดยที่ไม่ได้ทำสัญญาลายลักษณ์อักษรไว้
นายเอกราชกล่าวอีกว่า หลังยืมเงินไปจำนวนมากจนเป็นหลักล้านแล้ว ในปี 2561 ชายคนนี้ก็เริ่มตีจาก ทำให้ต้องคอยติดตามทวงเงินในส่วนที่เหลือที่ติดค้างอยู่ โดยทางเขาก็โอนทยอยใช้หนี้คืนมาให้ทีละหมื่นสองหมื่นบาท หลังๆ ก็เหลือเพียง 5 พันบาท ซึ่งก็นำไปหักลบจากยอดเงินที่เขายืมไปทั้งหมดจาก 1.8.ล้านบาท จนเหลือประมาณ 1.3 ล้านบาท เขาก็เริ่มอ้างว่าหมุนเงินไม่ทัน มีแล้วจะโอนให้เอง จากนั้นก็บล็อกเบอร์และขาดการติดต่อไปนานเกือบ 5 ปี ทิ้งภาระให้ตนกับภรรยาเป็นหนี้สินจนกิจการล้มละลายต้องขายรถขายบ้าน ออกมาเช่าห้องพักอยู่ และถูกทั้งเจ้าหนี้กับทางแบงก์ตามทวงหนี้และขู่ฟ้องร้องเรื่อยมา จนทำให้ตนเป็นโรคซึมเศร้า คิดฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดน้ำมาแล้ว 2 รอบ แต่จังหวะนั้นลูกสาวโทรมาพอดี ทำให้ล้มเลิกความคิดในตอนนั้นไป เพราะเป็นห่วงลูก
ด้าน นางสาวยุวดี ภรรยา กล่าวว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งชีวิตและธุรกิจของครอบครัวต้องพังทลายลง เพราะขาดเงินหมุนเวียนจนถูกธนาคารส่งหนังสือทวงหนี้และจะถูกฟ้องล้มละลาย จากความไว้เนื้อเชื่อใจ เขาสร้างความน่าเชื่อถือด้วยนำภาพที่ไปนั่งกินข้าวกับนายทหารระดับพลเอกมาโชว์ รวมทั้งยังเคยพานายทหารบางคนมาโชว์มารู้จักกับตนและสามีด้วย จนตนกับสามีไว้ใจ เชื่อใจจึงให้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวไป ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาครอบครัวต้องตกอยู่ในความยากลำบาก บ้านก็ต้องออกไปเช่าเขาอยู่ บางวันก็แทบไม่มีเงินกินข้าวกันเลย
“ต่อมาสืบทราบมาว่าชายคนนี้หลบหนีไปเปิดบริษัทมีกิจการเป็นของตัวเองที่จังหวัดเชียงรายถึง 2 บริษัท มีลูกน้องเลี้ยงดูเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อติดต่อไปทางข้อความ เขากับอ้างไม่มีเงินใช้คืน แล้วอ้างว่าไม่มีสัญญากู้ยืมเงินกับตน ถ้าอยากได้เงินที่เหลือคืนให้ไปจ้างทนายมาฟ้องเอง แต่สภาพของตนกับสามีในตอนนี้แม้แต่เงินจะกินข้าวยังไม่มีเงินจะกินกันเลย หนำซ้ำยังถูกเขาส่งข้อความมาข่มขู่อีกว่า จะฟ้องร้องตนกับสามี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.เงินกู้ ทั้งๆ ที่ตนแค่ติดตามทวงเงินที่เขาหยิบยืมไปและยังติดค้างอยู่เท่านั้น”
“ขอวิงวอนไปยังนายทหารยศพลเอกด้วยว่า ขอให้ท่านช่วยติดตามคนสนิทหรือลูกน้องคนนี้ที่มาหยิบยืมเงินจากครอบครัวตนไป จนทำให้ครอบครัวตกอยู่ในความลำบาก สามีก็เครียดและคิดสั้นอยู่เป็นประจำด้วยว่า ท่านปล่อยให้ลูกน้องคนใกล้ชิดมาเอารัดเอาเปรียบโกงเงินคนที่ไว้ใจไป แล้วไม่ใช้คืนได้อย่างไร เพราะเขาอ้างตัวเองเสมอว่าเป็นลูกน้องของท่าน จึงวิงวอนขอความเมตตาให้ท่านช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ที อย่าให้ครอบครัวที่ทนความทุกข์ยากลำบากมานานกว่า 5 ปี ต้องทนทุกข์แบบนี้อีกต่อไปเลย”
นายรัชพล ศิริสาคร กล่าวว่า การกู้ยืมเงินด้วยปากเปล่าในลักษณะเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นสัญญาอย่างหนึ่ง สามารถติดตามทวงกันได้ แต่ไม่สามารถไปบังคับคดีทางศาลได้ หากการกู้ยืมเงินนั้นเกิน 2 พันบาทขึ้นไปแล้วไม่ได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอาไว้ แม้ว่าในทางกฎหมายจะไม่สามารถฟ้องร้องกันได้ แต่ในทางศีลธรรมนั้นเมื่อคุณหยิบยืมเงินเขาไปแล้วก็ต้องคืน เรื่องนี้ขอฝากไปถึงนายทหารผู้ใหญ่ด้วยว่า ควรตรวจสอบและติดตามให้ผู้ที่หยิบยืมเงินไปนำเงินมาคืนผู้เสียหายด้วย