โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ย้อนรอยความขัดแย้งใน Gucci เมื่อเลือดไม่ได้ข้นกว่าน้ำ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 ก.พ. 2566 เวลา 12.12 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2566 เวลา 05.12 น.

บ่อยครั้งความสำเร็จของธุรกิจดังเกิดมาจากความเป็นการร่วมกันสร้างของครอบครัว แต่ในบางครั้ง หากมันเป็นกรณีตรงกันข้ามกันแล้ว หากครอบครัวผู้สร้างมีปัญหาความขัดแย้ง ก็จะบั่นทอนธุรกิจได้เช่นกัน ซึ่งหนึ่งในแบรนด์ชื่อดังที่ผ่านช่วงเวลาแห่งดราม่าในครอบครัว ซึ่งเกิดเหตุการณ์ “เลือดไม่ได้ข้นกว่าน้ำ” นั่นคือ “Gucci” โดยจุดเริ่มต้นของ Gucci ก็คล้ายคลึงกับแบรนด์หรูอีกมากมาย ที่ตอนแรกมันเกิดมาจากวิสัยทัศน์และความหลงใหลของผู้ก่อตั้งเอง ซึ่งในกรณีของ Gucci บุคคลผู้นั้นก็คือ “Guccio Gucci” โดยหลังจากที่เขาเคยทำงานในโรงแรมหรู จนหลงใหลในศิลปะของกระเป๋าเดินทางราคาแพงที่แขกใช้กัน ทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนไปทำงานในร้านผลิตกระเป๋าแทน และหลังจากรวบรวมประสบการณ์

สุดท้ายคุณ Guccio ก็ตัดสินใจเปิดร้านขายสินค้าเครื่องหนังของตนเองที่เมืองฟลอเรนซ์ในปี 1921 ซึ่งธุรกิจก็ขยายตัวอย่างค่อยเป็นไปในหมู่ของเศรษฐีอิตาลี รวมถึงเศรษฐีอังกฤษที่ชื่นชอบในคุณภาพของ Gucci เช่นกัน แต่แล้วบริษัทก็ต้องเผชิญกับบทท้าทายแรก ในปี 1935 ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งตอนนั้นอิตาลีถูกจำกัดการส่งสินค้ามาจากหลายประเทศ ทำให้ทาง Gucci ขาดวัตถุดิบในการผลิต แต่พวกเขาก็สามารถปรับเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบท้องถิ่น พร้อมกับออกแบบดีไซน์ลายของตนเองเป็นครั้งแรก ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง

เหตุการณ์การขาดแคลนวัตถุดิบจนต้องหาทางเลือกใหม่ และสร้างสินค้าที่ประสบความสำเร็จยังเกิดขึ้นตอนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย ซึ่งในตอนนั้นหนึ่งทางแบรนด์ได้ไปนำ “ไม้ไผ่จากญี่ปุ่น” มาใช้ในการผลิตกระเป๋า อันจะกลายมาเป็นหนึ่งในสินค้าที่เป็นไอคอนของบริษัทต่อมา

ความสำเร็จในแบรนด์ของ Gucci ในช่วงแรกนั้น นอกจากการปรับตัว พลิกวิกฤติเป็นโอกาสและการสร้างสรรค์สินค้าอันเป็นเอกลักษณ์ใหม่ๆ ออกมาต่อเนื่อง อีกส่วนหนึ่งก็ยังมาจากการที่ผู้มีชื่อเสียงและอิทธิพลในสมัยนั้นหันมาใช้ Gucci กัน

โดยหนึ่งในคนที่โด่งดังและมีอิทธิพลต่อชื่อเสียงแบรนด์ที่สุด นั่นคือ สตรีหมายเลขหนึ่งของอเมริกาในตอนนั้นอย่าง Jackie Kennedy ภรรยาของ John F. Kennedy ที่ในปี 1961 มีภาพของเธอถือกระเป๋าของ Gucci ออกงาน จนกลายเป็นกระแสที่สินค้า Gucci กลายเป็น “สิ่งที่ต้องมี” แต่แล้วเค้าลางของปัญหาของแบรนด์ก็เริ่มมาส่งสัญญาณ ซึ่งครั้งนี้ปัญหาไม่ได้เกิดมาจากภายนอก แต่เป็นที่เรื่องภายในครอบครัวเอง ต้องขอเล่าย้อนหลังกลับไปสักเล็กน้อย

เริ่มตั้งแต่ปี 1938 ซึ่งตอนนั้นลูกชายทั้ง 3 คนของคุณ Guccio ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Gucci ได้เข้ามาช่วยเหลือกิจการของคุณพ่อ ซึ่งในตอนแรกก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่แล้วในปี 1953 คุณ Guccio Gucci ที่เป็นผู้ก่อตั้งได้เสียชีวิตลง ทิ้งธุรกิจแบรนด์หรูที่กำลังอยู่ในช่วงเติบโตไว้กับลูกชายทั้งสามคน โดยแบ่งหน้าที่ในการดูแลแยกกันไป ซึ่งในตอนแรกบริษัทก็ยังสามารถเติบโตได้อย่างดี Gucci ก็ยังมีการขยายสาขา และสินค้าอื่นๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

จนถึงวันหนึ่งหนึ่งในสามพี่น้องตระกูล Gucci อย่าง Vasco Gucci ได้มาเสียชีวิตลงไปในปี 1974 ทำให้ทรัพย์สินส่วนของเขาต้องแบ่งให้กับพี่น้องอีกสองคน อันได้แก่ Aldo และ Rodolfo ปัญหาเกิดขึ้นตรงนี้เองครับ แต่ไม่ได้เกิดจากสองพี่น้องคู่นี้โดยตรง แต่เป็นลูกชายของ Aldo อีกทีที่มีชื่อว่า “Paolo” ที่มองว่าในช่วงที่ผ่าน “Rodolfo” ผู้เป็นลุงของเขา มีส่วนต่อการเติบโตบริษัทน้อย ไม่ควรที่จะได้ทรัพย์สินเท่าพ่อของเขา จึงเกิดความพยายามที่จะมาสร้างแบรนด์ Gucci ของตนเองขึ้นมา

สุดท้าย เรื่องนี้ไปจบกันในชั้นศาล โดยบุคคลผู้เป็นพ่ออย่าง Aldo เองที่เป็นคนฟ้องลูกชายของตนเอง แต่นั่นก็ทำให้เขาโมโหอย่างมากจนได้ทำการฟ้องร้องกับครอบครัวของตนเอง รวมถึงมีการนำข้อมูลเกี่ยวกับหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีมาเปิดเผยด้วย

ในปี 1980 เหตุการณ์ข้างต้นกลายมาเป็นมหากาพย์ในครอบครัวที่นำไปสู่ยุคตกต่ำของ Gucci จนมีการนำเหตุการณ์บางส่วนที่เกิดหลังจากการฟ้องร้องครั้งนั้น มาดัดแปลงเป็นหนัง “The House of Gucci” ที่แสดงนำโดยเลดี้ กาก้า และอดัม ไดรเวอร์ และในปี 1993 ก็ไม่มีคนในตระกูล Gucci คนไหนอีกที่ได้ถือหุ้นในบริษัท และต่อมาในปี 1995 บริษัททำการแต่งตั้ง Domenico De Sole ขึ้นมารับตำแหน่ง CEO ของบริษัท ซึ่งในมือของเขานี่เอง ที่ทาง Gucci ได้ฟื้นตัวและปรับโครงสร้างกลายมาเป็นแบรนด์หรูที่มีเอกลักษณ์อย่างที่เคยเป็นอีกครั้งหนึ่ง

บทความโดย Bnomics ที่มา : https://www.bnomics.co/industry-the-conflict-of-gucci-family/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...