โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

โลหะปราสาทกับความรู้สึกที่เพิ่งสร้าง : จากคัมภีร์มหาวงษ์ วัดต้องสาป และความหมายใหม่หลังรื้อเฉลิมไทย (2)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.55 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. 2566 เวลา 02.39 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

โลหะปราสาทกับความรู้สึกที่เพิ่งสร้าง

: จากคัมภีร์มหาวงษ์ วัดต้องสาป

และความหมายใหม่หลังรื้อเฉลิมไทย (2)

วัดราชนัดดารามสร้างเมื่อ พ.ศ.2389 ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 3 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระองค์ โดยเลือกพื้นที่บริเวณสวนผลไม้ริมกำแพงพระนครด้านทิศตะวันออก ใกล้กับวัดเทพธิดาราม มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 25 ไร่

เป็นที่ทราบกันดีว่ารัชกาลที่ 3 ตลอดรัชสมัยมีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดมากมาย แต่น้อยคนจะทราบว่า มีเพียงแค่ 3 วัดเท่านั้นที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลนี้ ได้แก่ วัดเฉลิมพระเกียรติ จ.นนทบุรี, วัดเทพธิดาราม และวัดราชนัดดาราม

น่าสังเกตด้วยว่า ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นการเฉลิมพระเกียรติให้แก่เจ้านายฝ่ายหญิงทั้งสิ้น คือ เจ้าจอมมารดาเรียม (แม่), กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ (ลูกสาว) และพระองค์เจ้าโสมนัสฯ (หลานสาว)

ทั้งสามวัดมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแตกต่างกันไป แต่ดูเสมือนว่า วัดราชนัดดารามจะมีความพิเศษเฉพาะตัวมากกว่าวัดอื่นเพราะเป็นวัดที่ถูกกำหนดให้มีการก่อสร้าง “โลหะปราสาท” ขึ้นภายในวัด

โลหะปราสาทวัดราชนัดดาราม ถือเป็นโลหะปราสาทแห่งที่ 3 ของโลก โดยแห่งแรกอยู่ในประเทศอินเดีย ชื่อว่า “มิคารมาตุปราสาท” สร้างขึ้นโดยนางวิสาขา

ส่วนแห่งที่สองอยู่ในประเทศศรีลังกา สร้างขึ้นโดยพระเจ้าทุฏฐคามณี กษัตริย์แห่งกรุงอนุราธปุระ

ความเชื่อเกี่ยวกับโลหะปราสาทเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่แล้วในสยามมาช้านาน หลักฐานที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ชัดเจนคือ คัมภีร์มหาวงษ์และชินกาลมาลีปกรณ์ที่มีเนื้อความกล่าวถึงตำนานการสร้างโลหะปราสาทในลังกา ซึ่งตำนานเรื่องนี้ก็แพร่หลายมาสู่กรุงรัตนโกสินทร์ด้วยเช่นกัน เมื่อรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้มีการแปลวรรณกรรมบาลีเรื่องมหาวงษ์ พงศาวดารลังกา ในปี พ.ศ.2339

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่รัชกาลที่ 3 จะรู้จักโลหะปราสาทเป็นอย่างดี และมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างขึ้นให้ปรากฏในกรุงรัตนโกสินทร์ด้วยเช่นกัน

จากการพิจารณารูปทรงสัณฐานโลหะปราสาทวัดราชนัดดาราม เห็นได้ชัดว่ามีการออกแบบที่อิงลักษณะสำคัญของโลหะปราสาทที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์มหาวงษ์

เช่น แผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มียอดอาคารหลายยอด และการเป็นอาคารที่มีความสูงหลายชั้น ซึ่งกรณีของโลหะปราสาทวัดราชนัดดาราม ถูกออกแบบให้เป็นอาคาร 7 ชั้น

ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของความเป็นโลหะปราสาทตามคัมภีร์มหาวงษ์ คือ การมุงหลังคาด้วยโลหะ ซึ่งในส่วนนี้ เราไม่อาจทราบได้ว่าโลหะปราสาทวัดราชนัดดารามตามความประสงค์ของรัชกาลที่ 3 นั้น หลังคายอดปราสาททั้งหลายจะมุงด้วยโลหะหรือไม่ เพราะสร้างไม่แล้วเสร็จในรัชกาล

อย่างไรก็ตาม น่าเชื่อว่า หากได้มีโอกาสสร้างจนเสร็จจริงตามความคิดของช่างในสมัยรัชกาลที่ 3 ยอดปราสาททั้งหมดก็น่าจะถูกหุ้มด้วยโลหะ โดยสามารถอ้างอิงเทียบเคียงกับภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารพระพุทธไสยาสน์ วัดโพธิ์ ซึ่งมีตอนหนึ่งเขียนถึงภาพ “มิคารมาตุปราสาท” ซึ่งในภาพปรากฏยอดของโลหะปราสาทถูกหุ้มด้วยโลหะสีทอง

แต่ถึงแม้การสร้างจะมีการอ้างอิงเนื้อความในคัมภีร์มหาวงษ์ แต่รูปทรงส่วนใหญ่ทั้งหมดของโลหะปราสาทวัดราชนัดดารามก็เกิดขึ้นจากการตีความและออกแบบใหม่ตามแนวคิดของช่างไทยบนฐานของรูปแบบสถาปัตยกรรมไทย

โดยเฉพาะเป้าหมายในการใช้สอยอาคาร ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นประธานของวัดในลักษณะของสถูปเจดีย์ มิใช่มีเป้าหมายเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ตามแบบของโลหะปราสาทในลังกาแต่อย่างใด

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบันว่า แนวคิดหลักในการออกแบบโลหะปราสาทของรัชกาลที่ 3 คือแนวคิดว่าด้วย “โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ” ซึ่งถูกสะท้อนผ่านการสร้างยอดปราสาทของโลหะปราสาทเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 37 ยอด

อย่างไรก็ตาม แม้จะมิได้มีเป้าหมายในการเป็นที่พักอาศัยของพระสงฆ์ แต่ด้วยขนาดพื้นที่ใช้สอยจำนวนมากภายในอาคาร ก็ทำให้น่าเชื่อว่า โลหะปราสาทวัดราชนัดดาราม หากสร้างเสร็จ น่าจะถูกใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ด้วย มิใช่ทำหน้าที่เป็นเพียงสถูปเจดีย์ที่เอาไว้สักการบูชาเพียงอย่างเดียว

การเลือกสร้างโลหะปราสาทที่มีขนาดใหญ่โตในพื้นที่บริเวณนี้ (ริมกำแพงพระนครด้านทิศตะวันออก) สะท้อนให้เราเห็นถึงการให้ความสำคัญกับพื้นที่บริเวณนี้เป็นอย่างมาก

ยิ่งหากพิจารณาลักษณะทางกายภาพโดยรอบประกอบก็จะเห็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเสมือนศูนย์กลางที่สำคัญย่านหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์

เป็นชุมทางการสัญจรหลักของเมืองจากคลองรอบกรุงออกไปสู่นอกเมืองทางคลองมหานาค เป็นย่านการค้า และที่อยู่อาศัยหนาแน่น

ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ฝั่งตรงข้ามของโลหะปราสาท (ข้ามคลองรอบกรุงไปเพียงเล็กน้อย) ก็คือวัดสระเกศ ซึ่งรัชกาลที่ 3 ก็โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระปรางค์ขนาดใหญ่ (มีขนาดสูงใหญ่ไม่แพ้พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม) ขึ้นในเวลาที่ไล่เลี่ยกันกับการก่อสร้างโลหะปราสาท

ทั้งหมดทำให้เราเห็นภาพการให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับพื้นที่บริเวณนี้ในทัศนะของรัชกาลที่ 3 ซึ่งจากบทความของ ศรัณย์ ทองปาน เรื่อง “พระมหาโลหปราสาท วัดราชนัดดาราม” ในวารสารเมืองโบราณ เมื่อปี พ.ศ.2532 ได้ตังข้อสังเกตบางอย่างไว้น่าสนใจ ที่อาจเป็นแนวคิดเบื้องหลังในการพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้ของรัชกาลที่ 3 ก็เป็นได้

ในบทความเสนอว่า

“…การพระราชกุศลที่สำคัญที่สุดในรัชกาลพระเจ้าทุฏฐคามินีอไภยตามที่กล่าวไว้ในมหาวงษ์นั้นมี 3 สิ่งด้วยกัน คือ การสถาปนามริจวัตติวิหาร การสถาปนาโลหปราสาท และการสถาปนาสุวรรณมาลิกเจดีย์ (หรือเหมาลิกเจดีย์) ส่วนการที่ปรากฏขึ้นในรัชกาลที่ 3 นอกจากโลหปราสาทวัดราชนัดดาราม…ยังมีการสร้างพระมหาเจดีย์วัดสระเกศ…ซึ่งหากสร้างเสร็จแล้วก็จะเป็นเจดีย์ใหญ่ที่สุดในบริเวณกรุงเทพฯ…ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเทียบได้กับการสร้างสุวรรณมาลิกเจดีย์…ซึ่งเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในลังกาทวีป…”

บทความยังอธิบายต่อว่า ตามคัมภีร์มหาวงษ์ สุวรรณมาลิกเจดีย์จะตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับโลหะปราสาท ซึ่งดูคล้ายคลึงและเทียบเคียงกันได้กับตำแหน่งที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกันระหว่างพระปรางค์ใหญ่ที่วัดสระเกศ (ภูเขาทอง) กับโลหะปราสาทวัดราชนัดดาราม

แม้ข้อสังเกตนี้จำเป็นต้องมีหลักฐานประกอบอีกพอสมควรในการพิสูจน์ความสอดคล้องต้องกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นที่รับรู้ทั่วไปคือ ในสมัยรัชกาลที่ 3 อิทธิพลของคัมภีร์มหาวงษ์ที่มีต่อการสร้างงานศิลปะและสถาปัตยกรรมนั้นมีสูงมาก

ดังนั้น ข้อเสนอนี้จึงน่ารับฟังทีเดียว

แต่ไม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างแน่นอน คือ พื้นที่วัดราชนัดดารามอันเป็นที่ตั้งของโลหะปราสาทนั้น รัชกาลที่ 3 ต้องการพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่และย่านที่สำคัญมากแน่ๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยมีโลหะปราสาทเป็นแกนหลักของพื้นที่

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายทางความคิดดังกล่าวต้องหยุดชะงักลง ภายหลังจากที่พระองค์สวรรคตในปี พ.ศ.2394 โดยโลหะปราสาท ณ ขณะนั้น ดำเนินการไปได้เพียงโครงก่ออิฐสลับกับศิลาแลง และส่วนใหญ่ของอาคารก็ยังมิได้ทำการฉาบปูนแต่อย่างใด

ล่วงมาในสมัยรัชกาลที่ 4 วัดราชนัดดารามและโลหะปราสาท ไม่ได้รับการเหลียวแลและก่อสร้างต่อแต่อย่างใด ทั้งหมดถูกปล่อยทิ้งไว้ในสภาพที่เป็นไปเหมือนเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 3

จากเป้าหมายในการสร้างโลหะปราสาทอันยิ่งใหญ่ เพื่อเจริญรอยตาม พระเจ้าทุฏฐคามินี ตามเนื้อความในคัมภีร์มหาวงษ์ เพียงเวลาชั่วข้ามคืน โครงการทั้งหมดได้ถูกทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง

ควรกล่าวไว้ก่อนว่า มีวัดเป็นจำนวนมากที่สร้างค้างคาจากสมัยรัชกาลที่ 3 และถูกสร้างต่อจนแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 4

พระปรางค์ใหญ่ที่วัดสระเกศ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ซึ่งรัชกาลที่ 4 ได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างต่อจนแล้วเสร็จ แม้ว่าจะเปลี่ยนรูปแบบไปทั้งหมดก็ตาม

ดังนั้น การปล่อยทิ้งโลหะปราสาทวัดราชนัดดาราม จึงไม่ใช่กรณีทั่วไป แต่ต้องเกิดขึ้นจากเหตุผลพิเศษบางประการ

แต่เหตุผลคืออะไรนั้น จะขอยกไปกล่าวถึงในสัปดาห์หน้าแทนนะครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...