โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รัฐฯเดินหน้าหนุน ‘โซลาร์รูฟท็อป’ โบรกยก 'หุ้นพลังงาน' รับอานิสงส์

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 18.16 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 01.10 น.

กระทรวงพลังงานเดินหน้าเต็มสูบ จากนโยบายส่งเสริมการติดตั้ง "โซลาร์รูฟท็อป" ในภาคครัวเรือน ด้วยมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้สูงสุด 200,000 บาท พร้อมเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 20 ก.ค.นี้ หวังลดขั้นตอนติดตั้ง เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) มองว่า การที่กระทรวงพลังงานมีนโยบายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการพลังงานในประเทศ เพราะการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะช่วยลดการใช้พลังงาน และลดความหนาแน่นของการใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด และยังช่วยภาคเอกชน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ทำให้มีค่าไฟที่ถูกลงได้

ทั้งนี้ ในตลาดโซลาร์รูฟท็อปมีบริษัทหลายแห่งที่เข้ามาทำธุรกิจด้วยโมเดลที่แตกต่างกันไป โดยตลาดเปิดกว้างไม่จำกัดเฉพาะรายใหญ่เท่านั้น ส่งผลให้มีผู้เล่นจำนวนมากที่อาจไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์สามารถเข้ามาในตลาดนี้ด้วย ส่วนผู้เล่นรายใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ได้มีความได้เปรียบมากนัก เว้นแต่เป็นโครงการขนาดใหญ่มากๆ ที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง

ปัจจุบันบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโซลาร์รูฟท็อปในตลาดหลักทรัพย์อย่าง GUNKUL และ BCPG ที่รุกตลาดโซลาร์รูฟท็อปเช่นกัน ซึ่งการเข้าสู่ตลาดนี้ถือเป็นส่วนเสริมธุรกิจ ที่สอดคล้องกับภาพรวมของ BCPG ที่เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอยู่แล้ว โมเดลการเข้าลงทุนของ BCPG อาจจะเป็นได้ทั้งการผลิตไฟฟ้าเอง หรือการเข้าไปลงทุนให้ลูกค้าและแชร์ผลประโยชน์

ทั้งนี้ให้ราคาเหมาะสมของหุ้น BCPG อยู่ที่ 8 บาท และคาดว่าผลกำไรในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 จะมีการฟื้นตัวจากรายได้โครงการใหม่ๆ ที่จะรับรู้เข้ามา

จักรพงศ์ เชวงศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า มาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป หรือแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอย่างจริงจัง เพื่อลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาสูงสุด และลดการพึ่งพาพลังงานที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มด้านพลังงานหมุนเวียนของโลก

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวส่งเสริมให้ทั้งภาคครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมหันมาผลิตและใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปด้วยตนเอง หากมีการผลิตไฟฟ้าเหลือใช้จากที่ติดตั้งเองแล้ว ก็สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบโครงข่ายได้ ซึ่งการดำเนินการแบบนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์ที่สำคัญหลายประการไม่ว่าจะเป็น ช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ

รวมถึงส่งเสริมการผลิตและใช้พลังงานในแหล่งที่เกิดการใช้จริง และช่วยลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ภาครัฐจะต้องแบกรับ และลดภาระการลงทุนในการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในการลดการผลิตไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

สำหรับหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการส่งเสริมนี้โดยตรงอย่าง GUNKUL และ SCC ที่ดำเนินธุรกิจรับติดตั้งระบบดังกล่าวอยู่แล้ว

กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และ นักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บล. ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวในระยะสั้นอาจเป็นเพียงปัจจัยบวกด้านจิตวิทยา แต่ในระยะยาวถือเป็นทิศทางที่ดีสำหรับภาคพลังงานของประเทศอย่างชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลมีการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนมากกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานดั้งเดิม เช่น ถ่านหิน รวมไปถึงกระแสโลกและ COP26 ประเทศไทยกำลังเตรียมเข้าสู่มาตรฐานสากล เน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต

สำหรับหุ้นที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มตกแต่งบ้าน และค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง อย่าง HMPRO เนื่องจากเมื่อมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป อาจก่อให้เกิดความต้องการในการตกแต่งบ้านเพิ่มเติม และยังมีกลุ่มธุรกิจโซลาร์รูฟท็อป หรือพลังงานหมุนเวียน เช่นหุ้น SPCG , GUNKUL และ BCPG ที่ดำเนินธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและเกี่ยวข้องกับโซลาร์รูฟท็อปในปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...