โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

หลงรักพระ จิตวิทยาสะท้อน "ความรู้สึกต้องห้าม" เข้าข่ายป่วยจิตหรือไม่?

Amarin TV

เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 09.59 น.
หลงรักพระ โรคจิตหรือจิตขาด จิตวิทยาสะท้อนความรู้สึกต้องห้าม ทำไมเกิดขึ้นได้? ในเชิงจิตเวชอาจเข้าข่ายภาวะใดบ้าง

หลงรักพระ โรคจิตหรือจิตขาด? จิตวิทยาสะท้อนความรู้สึกต้องห้าม ทำไมเกิดขึ้นได้? ในเชิงจิตเวชอาจเข้าข่ายภาวะใดบ้าง

ความรักนั้นเกิดขึ้นได้กับใครก็ได้ นี่คือคำกล่าวที่ฟังดูโรแมนติกและปลอบใจคนเจ็บปวด แต่ในบางกรณี ความรักกลับไม่ควรเกิดขึ้นเลย อย่างเช่น การหลงรักพระ หรือ พระตกหลุมรักสีกา

หญิงสาวที่เฝ้าไปวัดทุกวัน หิ้วข้าวใส่บาตร ส่งสายตาอ่อนโยน หวังให้ "หลวงพี่" สนใจ หรือคนที่เชื่อมั่นว่าตัวเองมีบุพเพสันนิวาสกับพระรูปหนึ่งแบบไม่อาจอธิบายได้

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริง และเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่เราคิด

คำถามคือ… นี่คือความรัก? หรือความผิดปกติทางจิต? เธอเป็นโรคจิต หรือแค่ "จิตขาด"?

"จิตขาด" คืออะไร?

"จิตขาด" ในที่นี้หมายถึง ภาวะที่อารมณ์หรือความรู้สึกหลุดจากกรอบความเป็นจริงหรือศีลธรรม ไม่ถึงกับเป็นโรคจิตเวชเต็มตัว แต่ก็สะท้อนถึง "ช่องโหว่ทางอารมณ์" หรือ "ความเปราะบางทางใจ" แต่หากรู้ตัวทุกขณะจิตแต่ยังทำ นั่นเท่ากับเป็นผู้จิตพร่องศีล พฤติกรรมพร้อมประพฤติบาป

ผู้หญิงที่หลงรักพระ อาจไม่ได้ป่วยทางจิต แต่

• กำลังอยู่ในภาวะโดดเดี่ยว ขาดความรัก

• มองพระเป็น "บุคคลปลอดภัย" ที่ให้ความเมตตา

• เปลี่ยนความศรัทธาเป็นความรัก โดยไม่รู้ตัว

ในเชิงจิตเวชอาจเข้าข่ายภาวะใดบ้าง?

1. Erotomania

โรคหลงผิด (Delusional Disorder – Erotomanic Type) หลงผิดคิดไปเองว่ามีคนหลงรักตน โดยเฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือมีบทบาทสำคัญในสังคม

• มักเชื่ออย่างแน่วแน่ ไม่ฟังคำห้าม

• อาจสะกดรอยพระรูปนั้น เขียนจดหมาย ไปวัดบ่อยผิดปกติ

• ถ้าถูกปฏิเสธ อาจเกิดอารมณ์แปรปรวน หรือความโกรธ

2. Obsessive Love Disorder (OLD)

โรครักแบบย้ำคิดย้ำทำ ไม่สามารถหยุดคิดถึงหรือควบคุมความรู้สึกได้

• คิดถึงพระอยู่ตลอดเวลา หวง หึงแม้พระจะไม่เป็นเจ้าของ

• อยากครอบครอง หรือล่อลวงให้สึกมาอยู่ด้วย

• อาจเกิดในคนที่มีความเจ็บปวดในอดีต เช่น การถูกทอดทิ้ง

3. ภาวะพึ่งพิงทางอารมณ์ (Emotional Dependency)

บุคคลที่ขาดการรักตัวเอง มักหา "ที่ยึดเหนี่ยว" ทางจิตใจจากผู้อื่น และพระ ซึ่งแสดงความเมตตา สงบ และไม่ตัดสิน จึงกลายเป็นเป้าหมาย

ทั้งนี้ การวินิจฉัยว่าบุคคลใดมีความผิดปกติทางจิตหรือไม่นั้น จำเป็นต้องอาศัยการประเมินและวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเท่านั้น ไม่สามารถสรุปหรือระบุได้อย่างชัดเจนจากเพียงการพูดคุยทั่วไป หรือการสังเกตพฤติกรรมภายนอกเพียงอย่างเดียว

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า "เราควรปรึกษาจิตแพทย์หรือยัง?"

เช็กตัวเองง่าย ๆ ด้วยคำถามต่อไปนี้

• คุณคิดถึงพระรูปนั้นทั้งวันหรือไม่?

• คุณรู้สึกว่าพระมีใจให้ ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน?

• คุณรู้สึกทุกข์ทรมานที่ไม่ได้ใกล้ชิด?

• คุณแสดงพฤติกรรมที่เกินขอบเขต เช่น สะกดรอย / ส่งข้อความหลายครั้ง?

ถ้าตอบว่า "ใช่" มากกว่า 2 ข้อ คุณอาจต้องปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อเข้าใจตนเองให้มากขึ้น ไม่ใช่เพราะคุณบ้า แต่เพราะคุณอาจ "เจ็บ" และ "เปราะบาง" จนเผลอเดินผิดทาง

ก็จริงที่การหลงรักพระไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่หากยังดึงดัน ฝืนขอบเขต และไม่รู้เท่าทันจิตใจตนเอง มันอาจไม่ใช่แค่เรื่องของ "ความรัก" แต่อาจเป็น เรื่องของจิตใจที่ยังไม่สมดุล

รักได้แต่ "หยุดรักในสิ่งที่ไม่ควรรัก" นั่นแหละคือ การเติบโตทางจิตใจที่แท้จริง

แหล่งอ้างอิง

• DSM-5: Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders

• WHO ICD-11: Classification of Mental Disorders

• กรมสุขภาพจิต

• พระวินัยปิฎก (หมวดอาบัติ)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...