โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

กรมอนามัย ปรับมาตรฐานการเพิ่มน้ำหนักขณะตั้งครรภ์ของไทยชุดใหม่ หวังลดเสี่ยงโรค-ภาวะแทรกซ้อน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 09.16 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 09.16 น.

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในงานเปิดตัวมาตรฐานการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักขณะตั้งครรภ์ของประเทศไทย (ชุดใหม่) โดยมี ดร.นพ.ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากรทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมงาน

พญ.อัมพร กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยให้ความสำคัญต่อสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ โดยตระหนักว่าการเพิ่มน้ำหนักที่เหมาะสมระหว่างตั้งครรภ์เป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพของทั้งแม่และลูก การที่หญิงตั้งครรภ์มีน้ำหนักเพิ่มมากหรือน้อยเกินไป อาจก่อให้เกิดผลกระทบและภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ การคลอดบุตร และภาวะสุขภาพของเด็กในครรภ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ การคลอดก่อนกำหนด การเสียชีวิตของแม่และเด็ก ภาวะเด็กแรกเกิดน้ำหนักน้อย หรือ ตัวโตผิดปกติ รวมทั้งความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้องรัง (NCDs) ในอนาคต กรมอนามัยจึงพัฒนาและจัดทำ มาตรฐานการเพิ่มน้ำหนักขณะครรภ์ของประเทศไทย (ชุดใหม่) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และหญิงตั้งครรภ์ ในการติดตามและประเมินการเพิ่มน้ำหนักขณะตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ระยะคลอด และหลังคลอดของหญิงตั้งครรภ์และทารก

“มาตรฐานการเพิ่มน้ำหนักขณะครรภ์ของประเทศไทย (ชุดใหม่) ถูกพัฒนาขึ้นในรูปแบบ กราฟการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักในหญิงตั้งครรภ์ไทย(Vallop curve2) โดยแบ่งเป็น 4 ภาวะโภชนาการก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งใช้เกณฑ์ค่าดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ ได้แก่ ผอม น้ำหนักปกติ น้ำหนักเกิน และอ้วน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือของบุคลากรทางการแพทย์ในการติดตามและประเมินการเพิ่มน้ำหนักของหญิงตั้งครรภ์ได้ครอบคลุมทุกคน และช่วยให้หญิงตั้งครรภ์ทราบถึงแนวทางการกินอาหารและการดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม เพื่อส่งผลให้ทารกมีการเจริญเติบโตสมบูรณ์ แข็งแรง และมีน้ำหนักแรกเกิดมากกว่า 2,500 กรัม” พญ.อัมพร กล่าว

พญ.อัมพร กล่าวว่า กรมอนามัย จะนำมาตรฐานการเพิ่มน้ำหนักขณะครรภ์ของประเทศไทย (ชุดใหม่) ไปใช้ในการติดตามและประเมินการเพิ่มน้ำหนักในหญิงตั้งครรภ์ให้สถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ และจะบรรจุมาตรฐานการเพิ่มน้ำหนักขณะครรภ์ของประเทศไทย (ชุดใหม่) ในรูปแบบกราฟกราฟการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักในหญิงตั้งครรภ์ (Vallop curve2) ลงสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (สมุดสีชมพู) ปี พ.ศ.2568
เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้กับบุคลากรทางแพทย์ทุกระดับ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ไทยทุกคน สามารถติดตามการติดตามการเพิ่มน้ำหนักของตนเองได้อย่างเหมาะสมต่อไป

ขณธที่ ดร.นพ.ปองพล กล่าวว่า การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งมารดาและทารก การควบคุมน้ำหนักที่เหมาะสมตลอดการตั้งครรภ์ มีความจำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน อาทิ โรคเบาหวาน ขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง และการคลอดก่อนกำหนด ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ปี 2565 (MICs 7) พบว่า ประเทศไทยยังมีอัตราภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ในระดับสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการควบคุมน้ำหนักที่ไม่เหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กรมอนามัย ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และคณะกรรมการและคณะทำงานกำหนดมาตรฐานการเพิ่มน้ำหนักขณะตั้งครรภ์ของประเทศไทย จึงได้พัฒนามาตรฐานการเพิ่มน้ำหนักขณะตั้งครรภ์ของประเทศไทย ที่เหมาะสมสำหรับหญิงตั้งครรภ์ไทยในปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นแนวทางระดับประเทศ โดยอ้างอิงดัชนีมวลกายของหญิงไทย ช่วยให้หญิงตั้งครรภ์สามารถควบคุมน้ำหนักได้เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และเป็นเครื่องมือให้บุคลากรสาธารณสุขติดตาม และให้คำแนะนำด้านสุขภาพแม่และเด็กได้อย่างใกล้ชิด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กรมอนามัย ปรับมาตรฐานการเพิ่มน้ำหนักขณะตั้งครรภ์ของไทยชุดใหม่ หวังลดเสี่ยงโรค-ภาวะแทรกซ้อน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...