โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"EGCO Group”ลงทุน9หมื่นล้าน วางเดิมพัน "ไต้หวัน-สหรัฐฯ-ตะวันออกกลาง”

Thairath Money

อัพเดต 23 ก.ค. 2568 เวลา 11.50 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น.
ภาพไฮไลต์

น.ส.จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปิดเผยว่า บริษัทได้ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพ เพิ่มโอกาสการลงทุนธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน โดยได้กำหนดแผนธุรกิจ 3 ปี (ปี 2568-2570) ที่จะใช้เงินลงทุนปีละ 30,000 ล้านบาท รวม 90,000 ล้านบาท เพื่อขยายลงทุนเพิ่มเติม

ลุยซื้อกิจการโรงไฟฟ้า 4-5 แห่ง

ขณะนี้ บริษัทมีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,653 เมกะวัตต์ โดยเป็นกิจการที่ตั้งอยู่ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย, ลาว, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, เกาหลีใต้, ไต้หวัน และสหรัฐฯ โดยเป็นโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,450 เมกะวัตต์ หรือ 22% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ที่มาจากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่

“สถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจของไทยยังผันผวนจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง สงครามการค้า ภาษีทรัมป์ แต่บริษัทจะใช้เม็ดเงินลงทุนตลอดทั้งปีนี้ที่ 30,000 ล้านบาท ตามที่ได้ประกาศไว้ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 1,000 เมกะวัตต์”

ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ลงทุนด้านพลังงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ทั้งโรงไฟฟ้าและกิจการอื่นๆ โดยจะลงทุนในประเทศที่น่าสนใจและเหมาะสมที่จะลงทุน นอกเหนือจาก 7 ประเทศเดิมในปัจจุบัน และปีนี้จะขยายการลงทุนเพิ่มที่ไต้หวัน สหรัฐฯ และกลุ่มตะวันออกกลาง โดยบริษัทกำลังเจรจาปิดดีลซื้อกิจการโรงไฟฟ้าอีก 4-5 โครงการใน 3 ประเทศนี้ แม้จะมีสงคราม แต่มองว่าสถานการณ์ขณะนี้อาจเป็นวิกฤตในการลงทุน แต่อีกมุมหนึ่งคือโอกาสและความท้าทายในการลงทุน เพราะเป็นประเทศมีศักยภาพและตลาดโลกยังมีความต้องการพลังงานอย่างต่อเนื่อง

“ก่อนการตัดสินใจใดๆ บริษัทได้ติดตามสถานการณ์และความเสี่ยงในทุกๆ เดือน ที่สำคัญจะเป็นการลงทุนแบบระมัดระวังอยู่แล้ว"

ปักธง “ไต้หวัน” แหล่งรายได้สำคัญ

เมื่อปลายปี 2562 บริษัทได้เข้าไปลงทุนในไต้หวัน ด้วยการถือหุ้น 26.56% ในบริษัท ยุนเหนิง วินด์ พาวเวอร์ จำกัด ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งหยุนหลิน มีกำลังผลิต 640 เมกะวัตต์ เพราะว่ารัฐบาลไต้หวันมีนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดที่ชัดเจนและยังช่วยสนับสนุนให้บริษัทบรรลุเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ในปี 2573 สร้างกระแสเงินสดให้เฉลี่ย 2,000 ล้านบาทต่อปี ในช่วง 5 ปีแรกของการดำเนินโครงการเต็มรูปแบบ

"ปีนี้ โครงการดังกล่าวได้เริ่มรับรู้รายได้เต็มปี ทำให้ 5 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-พ.ค.) โรงไฟฟ้าหยุนหลินมีการผลิตไฟฟ้า 35% ของกำลังการผลิตรวม และบริษัทได้มองหาโอกาสขยายกิจการพลังงานหมุนเวียนโครงการอื่นๆ ที่ไต้หวันเพิ่มเติม”

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่บริษัทพิจารณาว่ามีบริบทเหมาะสมกับการขยายการลงทุนเพิ่มเติม หลังจากที่ก่อนหน้านี้บริษัทได้เข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนเมื่อปี 2564 ทำให้ในปัจจุบันมีกำไรมาจากการลงทุนในสหรัฐฯ 16-17% ของกำไรโดยรวม

“สหรัฐฯ ในช่วงนี้ถือว่าเป็นโอกาสจากการเก็บภาษีนำเข้าสินค้า แม้ว่าอาจจะมีผลต่อประเทศไทย แต่เราเป็นเอกชนที่เข้าไปลงทุน จึงถือเป็นโอกาสที่ดีและยังทำให้ประเทศของเราได้พิจารณาและได้ประโยชน์มากขึ้น โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดน่าสนใจและมีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสของบริษัทที่จะลงทุนโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมในสหรัฐฯ และมองหาธุรกิจใหม่ๆ และบริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในเรื่องของโอกาสการลงทุนโรงไฟฟ้าในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางอีกด้วย “

ยุทธศาสตร์การลงทุน 3 ระยะ

เป้าหมายการลงทุน บริษัทได้คำนึงแผนการลงทุนระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นที่ตอบโจทย์คือการซื้อหรือควบรวมกิจการ (M&A) โดยซื้อกิจการที่มีการลงทุนไว้แล้ว โดยเลือกโครงการที่เป็นประโยชน์และมีผลตอบแทนค่อนข้างสูง

“แผนระยะยาวต้องมีการลงทุนที่เป็น Greenfield (การลงทุนใหม่ๆ) ด้วยเช่นกัน การลงทุนบริษัทก็จะเหมือนกับทุกๆ บริษัททั่วไป คือมีเป้าหมายเรื่องของผลตอบแทนของการลงทุน เพราะการลงทุนโครงการใดๆ ต้องมีผลตอบแทนที่คุ้มค่า น่าสนใจ เพื่อส่งผ่านผลตอบแทนไปยังผู้ถือหุ้น บริษัทมีนโยบายว่าผลตอบแทนที่อยากได้จากการลงทุนอยู่ระหว่าง 6-9%”

บริษัทได้ประเมินถึงความท้าทายของธุรกิจในครึ่งหลังของปีนี้ ว่าถ้าเป็นตลาดในประเทศ ความท้าทายคือเรื่องการเมือง ขณะที่ความท้าทายในต่างประเทศเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่บริษัทได้วางแผนการบรรลุเป้าหมายเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ ทั้งเป้าหมายระยะสั้นในปี 2573 ที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ของกำลังผลิตทั้งหมด

ขณะที่เป้าหมายระยะกลางจะมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2583 เป้าหมายระยะยาวเน้นบรรลุการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593

"สถานการณ์เศรษฐกิจโลกขณะนี้ ไม่ใช่เราคนเดียวที่มีผลกระทบ ต้องยอมรับว่าทุกๆ บริษัทในประเทศไทยที่มีการลงทุนในต่างประเทศได้รับเช่นกัน มากน้อยแตกต่างกันไป แต่เรายังมองว่าตลาดพลังงานยังเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคน อีกทั้งยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ สามารถเติบโตได้อีกในอนาคตเพราะทุกๆ ประเทศหรือเศรษฐกิจก็ต้องเติบโตด้วยพลังงาน จึงเป็นตลาดที่เรายังมีโอกาสสร้างรายได้ให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน"

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "EGCO Group”ลงทุน9หมื่นล้าน วางเดิมพัน "ไต้หวัน-สหรัฐฯ-ตะวันออกกลาง”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...