โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เกมการเมือง’ กัมพูชาดึงแรงงานกลับ แนะรัฐบาลส่งสัญญาณไทยพึ่งชาติอื่นได้

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 15 มิ.ย. 2568 เวลา 03.06 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 22.59 น.

กัมพูชาได้ตอบโต้ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาด้วยการประกาศดึงแรงงานกัมพูชากลับประเทศ โดยสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ระบุผ่านโซเชียลมีเดียวันที่ 14 มิ.ย.2568 เรียกร้องให้แรงงานชาวกัมพูชาเดินทางกลับประเทศก่อนทางการไทยจะขับไล่

กระทรวงแรงงานรายงานว่าปัจจุบันมีแรงงานกัมพูชาทำงานในประเทศไทยประมาณ 5 ล้านคน แบ่งได้ ดังนี้

1.แรงงานตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 ก.ย.2567 และมติ ครม.วันที่ 4 ก.พ.2568 เป็นแรงงานกัมพูชาที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว 40,942 คน และอยู่ระหว่างดำเนินการ 154,607 คน

2.แรงงานที่ได้รับอนุญาตตามมติ ครม.วันที่ 24 ก.ย.2567 (จดทะเบียนไม่ถูกต้อง) มีจำนวนแรงงานกัมพูชากลุ่มนี้ 110,771 คน

3.แรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานแบบไป-กลับ หรือตามฤดูกาล มีจำนวนแรงงานกัมพูชากลุ่มนี้ 184,810 คน

4.แรงงานที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานตาม MoU มีแรงงานกัมพูชากลุ่มนี้ 184,810 คน

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานองค์การนายจ้างผู้ประกอบการการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กัมพูชาส่งสัญญาณอาจนำแรงงานในไทยกลับประเทศเป็นเกมการต่อรองเชิงจิตวิทยาการเมืองมากการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ แต่ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือเพื่อไม่ให้เสียเปรียบและเร่งปรับยุทธศาสตร์ระยะยาวทั้งภาคแรงงานและอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ข้อมูล ณ เดือน เม.ย.2568 แรงงานกัมพูชาที่ถูกกฎหมายในไทย 515,350 คน คิดเป็นสัดส่วน 14% ของแรงงานต่างด้าวเพื่อนบ้านใน 3 สัญชาติหลัก (เมียนมา 2.994 ล้านคน หรือ 79% และ สปป.ลาว 282,000 คน) แต่หากรวมแรงงานผิดกฎหมายคาดว่าแรงงานกัมพูชาในไทยอาจสูงถึง 800,000 คน

“แรงงาน 3 สัญชาติไม่ได้แย่งอาชีพคนไทย แต่มาทำงานที่คนไทยไม่ทำ เช่น ภาคก่อสร้าง การประมง ภาคเกษตรกรรม และบางส่วนในภาคอุตสาหกรรม การที่กัมพูชาบอกว่าจะดึงคนกลับง่ายๆ ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะแรงงานกลุ่มนี้ส่งเงินกลับประเทศในกรณีคำนวณตาม 50% ของค่าแรงขั้นต่ำ 43,600 ล้านบาทต่อปี แต่อาจมากกว่านี้จึงทำให้แรงงานที่กลับไปจะไม่มีงานทำและเป็นปัญหาสังคม” นายธนิต กล่าว

ดังนั้น ประเด็นแรงงานจึงถูกดึงเป็นเครื่องต่อรองทางการเมือง แต่หากกลับจริงก็ไม่ง่ายสำหรับเคลื่อนย้ายคนครึ่งล้านที่ต้องใช้เวลา และต้องดูว่าแรงงานสมัครใจกลับหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เสียเปรียบ เช่น การเตรียมเปิดรับแรงงานจากประเทศอื่นเข้ามาทดแทนได้ทันทีหากกัมพูชาดึงแรงงานกลับไปจริงๆ จะก็ต้องเตรียมรับแรงงานจากประเทศอื่นเช่นจากเมียนมาเพิ่มเติม 500,000 คน ซึ่งถือว่าเล็กน้อย เพราะเมียนมาต้องการเข้ามาทำงานในไทยอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้อง MOU ด้วยซ้ำไป

ทั้งนี้ ไทยควรพิจารณาแหล่งแรงงานจากประเทศอื่น เช่น บังกลาเทศ ซึ่งมีแรงงานในมาเลเซียเป็นล้านคน รวมถึงเวียดนามและอินเดีย โดยต้องทำการสำรวจความต้องการแรงงานอย่างจริงจังในระยะสั้น เพื่อสร้างกระแสให้ชัดเจนว่าประเทศไทยไม่ได้ง้อกัมพูชา

นายธนิต เน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเราไม่พึ่งพิงกัมพูชา และพร้อมเปิดรับแรงงานจากประเทศอื่น ๆ และในระยะยาว ต้องเข้มข้นในเรื่องการใช้เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เพื่อลดการพึ่งพิงแรงงานคน โดยปัจจุบันภาคเกษตร เช่น การปลูกอ้อย มันสำปะหลัง หรือทุเรียน ก็เริ่มใช้เครื่องจักรมากขึ้น

“ไทยต้องถือโอกาสปรับยุทธศาสตร์ ไม่ใช่มัวแต่พูดถึง S-Curve หรือ New S-Curve ซึ่งไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องไม่ดี แต่ต้องทำความเข้าใจด้วยว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ มีส่วนน้อยที่ไปได้ ปัจจุบันไทยเหมือนย่ำอยู่กับที่ เช่น รับจ้างผลิต ขายข้าวเป็นตัน ซึ่งเห็นอยู่แล้วว่าสู้กับอินเดียไม่ได้ ดังนั้น ต้องนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่นยางพาราที่ไทยส่งออกเป็นตันแต่กลับเป็นจีนที่ซื้อไปแปรรูปแล้วกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยางของโลก"

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี ซึ่งในระยะ 5-10 ปี จะต้องเริ่มลดการพึ่งพิงแรงงาน โดยรัฐบาลควรมีกองทุนเข้ามาช่วยสนับสนุนภาคเอกชนในการปรับตัว และเชื่อว่าการให้ค่าแรงปรับเพิ่มขึ้นได้จากการที่แรงงานมีทักษะมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน ไม่ใช่การตั้งค่าจ้างขั้นต่ำเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ถ้วนหน้าเหมือนที่เป็นอยู่

แหล่งข่าวจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชาทางภาคเอกชนต้องการให้มีการเจรจาระหว่าง 2 ประเทศให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วเพราะไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองประเทศ เพราะต่างพึ่งพาอาศัยกันทั้งการค้าและการลงทุนร่วมกัน

ส่วนปัญหาแรงงานที่จะมีการเรียกกลับประเทศกัมพูชานั้น อาจจะส่งผลกระทบในส่วนของภาคก่อสร้างที่มีการใช้แรงงานกัมพูชาค่อนข้างมาก แต่สามารถทดแทนได้ด้วยแรงงานจากชาติอื่นได้ ในขณะที่แรงงานที่ต้องเดินทางกลับประเทศก็จะได้รับผลกระทบจากรายได้ และเห็นว่าการประกาศยกระดับมาตรการตอบโต้ระหว่างกันอาจทำให้เวทีเจรจา JBC ล่มหรืออาจไม่บรรลุผล

นายอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า แรงงานกัมพูชามีบทบาทในภาคเกษตรของจันทบุรี โดยมีแรงงานกัมพูชาเข้ามาทำงานเก็บผลไม้คัดกรอง การบรรจุกล่อง ซึ่งมีจำนวนคิดเป็นสัดส่วน 80 %ของแรงงานภาคการเกษตร ดังนั้น การปิดด่านไม่กระทบเฉพาะแค่มูลค่าเศรษฐกิจ แต่อาจจะกระทบต่อแรงงานกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในล้งผลไม้จันทบุรี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...