โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

บาททรงตัว จับตาการจ้างงานสหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 11.26 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 11.25 น.

เงินบาททรงตัว จับตาการจ้างงานสหรัฐ ขณะที่ทรัมป์ย้ำ ยังไม่มีแผนขยายระยะเวลาเรียกเก็บผ่อนผันภาษีศุลกากร หลังจากใกล้ครบกำหนดเส้นตายเดิม 9 ก.ค. 68

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (2/7) ที่ระดับ 32.43/44 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (1/7) ที่ระดับ 32.41/42 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าเทียบเงินสกุลหลัก หลัง Dollar Index ปรับตัวลดลงที่ระดับ 96.62 ซึ่งได้แรงหนุนจากความกังวลหนี้สาธารณะ และความไม่แน่นอนของภาษีศุลกากร

โดยเมื่อคืนที่ผ่านมาประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะขยายระยะเวลาเรียกเก็บผ่อนผันภาษีศุลกากรหลังจากวันเส้นตายเดิมที่เคยกำหนดไว้ซึ่งคือวันที่ 9 ก.ค. โดยรัฐบาลสหรัฐจะส่งจดหมายไปที่ประเทศต่าง ๆ ยกเว้นประเทศที่ได้บรรลุข้อตกลงกับทางสหรัฐ

นอกจากนี้ทางวุฒิสภาสหรัฐมีมติ 51:50 ให้อนุมัติต่อร่างกฎหมายปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยทางวุฒิสภาจะส่งร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ หลังจากนั้นจะส่งให้นายทรัมป์ลงนามภายในวันที่ 4 ก.ค. แต่อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์กล่าววา ร่างกฎหมายนี้จะทำให้หนี้สหรัฐเพิ่มขึ้นอีก 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ

ทางด้านนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวที่งานเสวนาซึ่งธนาคารกลางยุโรป (ECB) ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ทางเฟดอาจจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น หากไม่ใช่เพราะเรื่องภาษีศุลกากรมาเกี่ยวข้อง เนื่องจากการคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นจากนโยบายเรียกเก็บภาษีนี้

นายพาวเวลล์กล่าวว่า การตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไปจะขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจ โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะปรับลดเพียง 2 ครั้ง โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย., ต.ค. และ ธ.ค.

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐที่มีการเปิดเผยนั้น โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ปรับตัวดีขึ้นกว่าที่คาดอยู่ที่ระดับ 49.0 อย่างไรก็ตามยังคงต่ำกว่า 50.0 ซึ่งบ่งชี้ถึงการหดตัวของภาคการผลิต และเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ จากเอสแอนด์พี โกลบอลมีการปรับตัวขึ้นอยู่ที่ระดับ 52.9 โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน

นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่าตัวเลขการเปิดรับสมัครงานปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 7.769 ล้านตำแหน่ง ส่วนการจ้างงานปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 5.503 ล้านตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่เฟดให้ความสำคัญในการพิจารณานโยบายการเงิน

สำหรับปัจจัยในประเทศ วันนี้ (2/7) ประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงว่าได้คงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2568 ลงมาอยู่ในกรอบ 1.5-2.0% โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างชัดเจน ซึ่งสวนทางกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตได้ถึง 2.3%

ทั้งนี้ปัจจัยทำให้คาดการณ์ลดลงเกิดจากการที่อุปสงค์ในประเทศที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางการเมือง และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนต่ำกว่าที่คาดการณ์ นอกจากนี้ กกร.มีข้อเสนอถึง ธปท.ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเป็นการลดแรงกดดันต่อค่าเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงคงเสถียรภาพค่าเงินบาทให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 32.42-32.52 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.45/46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (2/7) ที่ระดับ 1.1807/10 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (1/7) ที่ระดับ 1.1820/22 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

โดยเมื่อวานนี้ได้มีการเปิดเผยอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศยูโรโซนในเดือน มิ.ย. โดยอยู่ที่ระดับ 2.0% เป็นไปตามเป้ามายที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ตั้งไว้ เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาเล็กน้อย จากราคาในภาคบริการที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าราคาพลังงานจะเริ่มปรับตัวลง ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ที่ 2.3% ในเดือน มิ.ย. โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่า ECB จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้มาอยู่ที่ระดับ 1.75% ก่อนจะพิจารณาปรับขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปี 2569

อย่างไรก็ตามแนวโน้มดังกล่าวยังคงไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับการตกลงทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรป (EU) กับรัฐบาลสหรัฐ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 1.1768-1.1809 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1767/68 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (2/7) ที่ระดับ 143.46/47 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (1/7) ที่ระดับ 142.82/85 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวานนี้ (1/7) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ได้กล่าวถึงแนวคิดที่จะปรับเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นขึ้นถึง 30% หรือ 35% ซึ่งถือเป็นการทำลายพันธมิตรรายสำคัญของสหรัฐ

โดยสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นายทรัมป์ยังคงเรียกร้องเรื่องเดิม ๆ เช่น โดนญี่ปุ่นเอาเปรียบเนื่องจากนำเข้ารถยนต์และข้าวจากสหรัฐไม่มากพอ แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้ (2/7) รัฐบาลญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเรื่องนี้ พร้อมทั้งกล่าวว่าจะเดินหน้าเจรจาอย่างจริงใจ เพื่อให้บรรลุข้อตกลงที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งคู่

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 144.33-144.19 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 144.19/20 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน มิ.ย. จากสถาบัน ADP ของสหรัฐ (2/7), ดัชนี PMI รวมจาก S&P Global ของยูโรโซน (3/7), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (3/7), อัตราว่างงานเดือน มิ.ย.ของสหรัฐ (3/7), การจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐ (3/7), รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงเดือน มิ.ย.ของสหรัฐ (3/7), และดัชนี PMI ภาคการบริการจากสถาบันไอเอสเอ็ม (ISM) ของสหรัฐ (3/7)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.6/-7.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -6.1/-5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บาททรงตัว จับตาการจ้างงานสหรัฐ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...