โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

28 ปีผ่านไป ไทยยังไม่พร้อมรับมือวิกฤตซ้ำต้มยำกุ้ง ปัญหาเก่ายังวนเวียน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 01 ก.ค. 2568 เวลา 22.54 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 05.05 น.

วิกฤติเศรษฐกิจไทย พ.ศ. 2540 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “วิกฤติต้มยำกุ้ง” เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก เนื่องในโอกาสครบรอบ 28 ปี ของการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ฐานเศรษฐกิจ ได้สำรวจความเห็นผู้เชี่ยวชาญทั้ง นักธุรกิจและผู้ประกอบการ ผู้บริหารหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ และนักวิชาการ เพื่อรวบรวมมุมมองและประสบการณ์ในช่วงดังกล่าว รวมทั้งศึกษาบทเรียนและข้อเสนอแนะสำหรับการป้องกันวิกฤติในอนาคต

การสำรวจครั้งนี้ได้รับการตอบกลับจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 80 คน โดยกลุ่มผู้ตอบที่มีจำนวนมากที่สุดคือนักธุรกิจและผู้ประกอบการ 52.6% รองลงมาคือผู้บริหารหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ 12.8% และนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ 10.3% ตามลำดับ

ในด้านประสบการณ์ระหว่างช่วงวิกฤติ ผู้ตอบส่วนใหญ่ 19.2% เป็นนักธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรง 15.4% เป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายระหว่างวิกฤติ และอีก 15.4% เป็นผู้ที่ศึกษาและทำความเข้าใจเหตุการณ์ในภายหลัง

การสำรวจครั้งนี้เผยว่า 28 ปีหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ประเทศไทยยังคงมีความเปราะบางในหลายมิติ ปัญหาเชิงโครงสร้างหลักยังคงอยู่ โดยเฉพาะระบบราชการที่ซับซ้อน ความเหลื่อมล้ำ และการขาดความสามารถทางเทคโนโลยี

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการแก้ไขต้องอาศัยภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ การปฏิรูประบบราชการ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนอย่างแท้จริง โดยต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-10 ปี หากมีความต่อเนื่องในนโยบาย

หากประเทศไทยต้องการหลีกเลี่ยงวิกฤติในลักษณะเดียวกัน การปฏิรูปครั้งใหญ่อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในยุคที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกมีมากขึ้น

การวิเคราะห์สาเหตุของวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540

จากการวิเคราะห์ความเห็นของผู้ตอบแบบสำรวจ สาเหตุหลักของวิกฤติเศรษฐกิจไทย พ.ศ. 2540 สามารถจัดลำดับความสำคัญได้ดังนี้

สาเหตุอันดับหนึ่ง คือการกำกับดูแลทางการเงินที่อ่อนแอ ซึ่งผู้ตอบให้ความเห็น 59.0% สะท้อนให้เห็นว่าระบบการกำกับดูแลสถาบันการเงินในขณะนั้นยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ขาดการควบคุมความเสี่ยงที่เหมาะสม และไม่สามารถป้องกันการสะสมของปัญหาในระบบการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุอันดับสอง คือการเก็งกำไรเงินบาทจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งได้รับการกล่าวถึง 51.3% แสดงให้เห็นว่าการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศที่มีลักษณะเก็งกำไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่เสถียรในระบบเศรษฐกิจ

สาเหตุอันดับสาม คือปัญหาหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งถูกกล่าวถึง 39.7% สะท้อนปัญหาคุณภาพของสินทรัพย์ในระบบธนาคารที่ก่อตัวขึ้นมาก่อนเกิดวิกฤติ

สาเหตุสำคัญอื่นๆ ได้แก่ นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ที่ไม่ยืดหยุ่น (32.1%) การเติบโตของเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน (29.5%) และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดขนาดใหญ่ (16.7%)

ผลกระทบที่เกิดขึ้น

ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจากวิกฤติครั้งนี้ตามมุมมองของผู้ตอบแบบสำรวจ คือความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงิน ซึ่งคิดเป็น 33.3% ของผู้ตอบทั้งหมด ผลกระทบนี้มีความสำคัญเพราะความเชื่อมั่นเป็นรากฐานสำคัญของระบบการเงิน เมื่อเสียหายแล้วต้องใช้เวลายาวนานในการฟื้นฟู

ผลกระทบอันดับสองคือการล้มละลายของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (26.9%) ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของภาคธุรกิจในประเทศเมื่อเผชิญกับวิกฤติ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีทุนหมุนเวียนจำกัดและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย

ผลกระทบอันดับสามคือการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ (15.4%) เนื่องจากรัฐบาลต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือระบบการเงิน ส่งผลให้ภาระทางการคลังของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก

แฟ้มภาพ: ธนาคารแห่งประเทศไทย

การประเมินการจัดการวิกฤติของภาครัฐ

การประเมินการจัดการวิกฤติของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยจากผู้ตอบแบบสำรวจแสดงให้เห็นภาพที่หลากหลาย โดยผู้ตอบส่วนใหญ่ 30.8% ให้คะแนนในระดับไม่ดี โดยระบุว่าการตอบสนองช้าและไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม มีผู้ตอบ 28.2% ให้คะแนนในระดับปานกลาง โดยมองว่ามีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย ขณะที่ 17.9% ประเมินว่าดี โดยมีการจัดการที่เป็นระบบแต่ช้าไปบ้าง และมีผู้ตอบ 14.1% ที่ให้คะแนนแย่มาก โดยมองว่าขาดการวางแผนและการประสานงาน

การประเมินที่แตกต่างกันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการจัดการวิกฤติและมุมมองที่หลากหลายของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

บทเรียนที่ได้รับจากวิกฤติ

บทเรียนสำคัญที่สุดจากวิกฤติ พ.ศ. 2540 ตามความเห็นของผู้ตอบแบบสำรวจ คือความสำคัญของการกำกับดูแลทางการเงินที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ตอบให้ความเห็น 69.2% บทเรียนนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีระบบกำกับดูแลที่สามารถตรวจจับและป้องกันความเสี่ยงในระบบการเงินได้อย่างทันท่วงที

บทเรียนอันดับสองคือความเสี่ยงของการพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศมากเกินไป (52.6%) ซึ่งเป็นการเตือนให้ประเทศต่างๆ ระวังการพึ่งพาแหล่งเงินทุนที่มีความผันผวนสูงและอาจถอนตัวออกไปได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดความไม่แน่นอน

บทเรียนอันดับสามคือความจำเป็นของการมีเงินสำรองระหว่างประเทศเพียงพอและการจัดการความเสี่ยง (46.2%) ซึ่งแสดงให้เห็นความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติผ่านการสะสมเงินสำรองที่เพียงพอ

บทเรียนสำคัญอื่นๆ ได้แก่ ความสำคัญของความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการบริหารเศรษฐกิจ (42.3%) ความสำคัญของความยืดหยุ่นในนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน (37.2%) และความสำคัญของการสื่อสารกับประชาชนและการสร้างความเชื่อมั่น (28.2%)

แฟ้มภาพ: ตลาดหุ้นไทย

ความพร้อมของประเทศไทยในปัจจุบัน

การประเมินความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจแบบเดียวกันแสดงให้เห็นภาพที่ค่อนข้างกังวล ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 26.9 มองว่าประเทศไทยมีความพร้อมปานกลาง โดยยังมีจุดอ่อนบางประการ แต่ที่น่าวิตกคือมีผู้ตอบถึง 24.4% ที่มองว่าไม่ค่อยพร้อม โดยยังมีความเสี่ยงสูง ขณะที่มีผู้ตอบอีก 24.4% ที่มองว่าค่อนข้างพร้อม เนื่องจากมีการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง มีเพียง 7.7% เท่านั้นที่มองว่าประเทศไทยพร้อมมาก โดยมีระบบป้องกันที่แข็งแกร่ง ขณะที่มีผู้ตอบอีก 7.7% ที่มองว่าไม่พร้อมเลย และอาจเกิดวิกฤติซ้ำได้

การประเมินนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะผ่านมากว่า 28 ปีแล้ว แต่ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความพร้อมของประเทศในการรับมือกับวิกฤติในลักษณะเดียวกัน

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังคงมีอยู่

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังคงเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันตามมุมมองของผู้ตอบแบบสำรวจ โดยปัญหาอันดับหนึ่งคือระบบราชการและกฎระเบียบที่ซับซ้อน ซึ่งผู้ตอบให้ความเห็น 65.4% ปัญหานี้ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและการปรับตัวของเศรษฐกิจ

ปัญหาอันดับสองคือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม (60.3%) ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลต่อเสถียรภาพทางสังคมและการเติบโตที่ยั่งยืน

ปัญหาอันดับสามคือการขาดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี (59.0%) ซึ่งในยุคดิจิทัลนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ปัญหาสำคัญอื่นๆ ได้แก่ การพึ่งพาการท่องเที่ยวและการส่งออกมากเกินไป (48.7%) การติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (39.7%) การขาดแคลนทักษะดิจิทัลและภาษาต่างประเทศ (37.2%) และปัญหาสังคมผู้สูงอายุและอัตราการเกิดต่ำ (35.9%)

ผลสำรวจ 28 ปี วิกฤติต้มยำกุ้ง 2540

แนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เร่งด่วน

ผู้ตอบแบบสำรวจได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เห็นว่าเร่งด่วนที่สุด โดยแนวทางอันดับหนึ่งคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการศึกษา ซึ่งผู้ตอบให้ความเห็น 61.5% สะท้อนความตระหนักว่าคนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ

นวทางอันดับสองคือการเสริมสร้างประสิทธิภาพภาครัฐ (57.7%) ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาระบบราชการที่ซับซ้อนที่กล่าวมาแล้ว

แนวทางอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมนวัตกรรมและ R&D (48.7%) การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ (47.4%) การปฏิรูประบบภาษีและการคลัง (39.7%) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (38.5%) และการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (37.2%)

ระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง

การประเมินระยะเวลาที่ต้องใช้ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างแสดงให้เห็นความท้าทายที่แท้จริง ผู้ตอบส่วนใหญ่ 37.2% เห็นว่าต้องใช้เวลา 5-10 ปี ขณะที่ 29.5% เห็นว่าต้องใช้เวลา 10-15 ปี

น่าสนใจคือมีผู้ตอบถึง 16.7% ที่เห็นว่าไม่สามารถแก้ไขได้หากไม่มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ สะท้อนความท้าทายของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก มีเพียง 5.1% ที่เห็นว่าต้องใช้เวลา 15-20 ปี และ 2.6% ที่เห็นว่าต้องใช้เวลามากกว่า 20 ปี

การเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

ผู้ตอบแบบสำรวจมีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

กลุ่มใหญ่ที่สุด 43.6% มองว่าไทย “ฟื้นตัวเร็วกว่าแต่ยังมีจุดอ่อนเหมือนเดิม” ซึ่งสะท้อนว่าแม้ไทยจะสามารถฟื้นตัวจากวิกฤติได้เร็ว แต่ปัญหาพื้นฐานยังคงอยู่

อย่างไรก็ตาม มีผู้ตอบ 19.2% ที่มองในแง่ลบมากขึ้น โดยเห็นว่า “ฟื้นตัวช้าและยังมีปัญหาโครงสร้างมากกว่าประเทศอื่น” ขณะที่ 12.8% เห็นว่า “ฟื้นตัวในระดับเดียวกับประเทศอื่น”

มีเพียง 7.7% ที่มองในแง่บวกว่า “ฟื้นตัวเร็วกว่าประเทศอื่นและแข็งแกร่งกว่า” และอีก 7.7% ที่เห็นว่า “ฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นแต่มั่นคงกว่า”

แฟ้มภาพบรรยากาศซื้อขายหุ้นไทย

ปัจจัยสำคัญสำหรับการหลุดพ้นปัญหาเชิงโครงสร้าง

ผู้ตอบแบบสำรวจระบุปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยปัจจัยอันดับหนึ่งคือการมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความต่อเนื่องในนโยบาย ซึ่งผู้ตอบให้ความเห็น 37.2%

ปัจจัยอันดับสองคือการลงทุนด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (24.4%) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางแก้ไขที่เร่งด่วนที่กล่าวมาแล้ว

ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (16.7%) การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานและความคิดของคนไทย (6.4%) การเปิดประเทศและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ (3.8%) และการปฏิรูปการเมืองการปกครองให้โปร่งใสและป้องกันการทุจริต (1.3%)

ความสำคัญด้านต่างๆ ในอนาคต

ด้านการเงินการธนาคาร

ผู้ตอบแบบสำรวจเห็นว่าการกำกับดูแลความเสี่ยงระบบ (Systemic Risk) เป็นสิ่งสำคัญที่สุด (35.9%) ซึ่งสะท้อนบทเรียนจากวิกฤติ 2540 ที่เกิดจากการขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม

รองลงมาคือการเสริมสร้างสถาบันการเงินขนาดกลางและเล็ก (25.6%) การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) (15.4%) และการพัฒนาตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ (14.1%)

ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ

การส่งเสริม SMEs และ Startup ได้รับความสำคัญสูงสุด (35.9%) ซึ่งสะท้อนความตระหนักในการสร้างฐานเศรษฐกิจที่หลากหลายและยืดหยุ่น

รองลงมาคือการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) (34.6%) การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (10.3%) และการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (9.0%)

ด้านทรัพยากรมนุษย์

การปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานได้รับความสำคัญสูงสุด (33.3%) ซึ่งสะท้อนปัญหาการศึกษาที่ไม่ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน

รองลงมาคือการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) (23.1%) การพัฒนาผู้นำและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (19.2%) และการพัฒนาทักษะดิจิทัลและภาษาต่างประเทศ (15.4%)

ข้อเสนอแนะจากผู้ตอบแบบสำรวจ

การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของประเทศ

จากความเห็นของผู้ตอบแบบสำรวจ ข้อเสนอแนะสำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจมีความหลากหลาย โดยสามารถจัดกลุ่มได้ดังนี้

การปฏิรูประบบราชการและการต่อต้านการทุจริต เป็นประเด็นที่ผู้ตอบให้ความสำคัญสูงสุด มีความเห็นว่าต้อง “ปฏิรูประบบราชการ แก้คอรัปชั่น” “ลดการทุจริตและลดการดำเนินนโยบายประชานิยม” และ “บทลงโทษที่รุนแรงต่อกลุ่มคอรัปชั่นทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจำแบบจีน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการทุจริตและระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผู้ตอบเสนอให้ “สร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง ผ่านการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์” และ “ส่งเสริมค่านิยมในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องให้กับประชาชน เน้นพึ่งพาตนเองเป็นหลัก” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

ภาพประกอบข่าว 28 ปีวิกฤติต้มยำกุ้ง

การลดการพึ่งพาภายนอก มีความเห็นว่า “กระจายแหล่งรายได้ของประเทศ กระจายตลาดส่งออก ไม่พึ่งพาตลาดใดมากเกินไป” และ “เร่งขบวนการโครงการ mega project เพื่อสร้าง new s curve เพื่อลดการพึ่งพาการท่องเที่ยวและส่งออก”

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผู้ตอบเน้นความสำคัญของ “Up skill Reskill” “การพัฒนาความรู้ด้านการออมและการลงทุน” และ “Transform human infra”

บทบาทของภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง

ผู้ตอบแบบสำรวจมีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของภาคเอกชน โดยแบ่งเป็นสองมุมมอง หลัก

มุมมองที่เชิงบวก ผู้ตอบเห็นว่าภาคเอกชนควร “สร้างเครือข่ายพันธมิตร ภาคเอกชนควรเป็นผู้ร่วมออกแบบนโยบายที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว” “ริเริ่ม เร่งรัด โดยไม่รอภาครัฐ” และ “ร่วมมือกับสภาหอการค้าฯ ในการทำงานร่วมภาครัฐ เสนอความเห็นที่เป็นทางออก”

มุมมองที่สะท้อนปัญหา มีผู้ตอบที่แสดงความผิดหวังว่า “เอกชน(สภาหอการค้าฯ)พยายามทำอยู่แล้วแต่ภาครัฐไม่มีความจริงใจตั้งใจที่จะทำ” และ “เอกชนได้ทำบทบาทในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเต็มความสามารถ แต่ขาดระบบสนับสนุนทั้งกฎหมายและข้าราชการที่ดี”

ข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์ ผู้ตอบเสนอให้ภาคเอกชน “การupskillองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ” “ลงทุนทำR&Dเอง ปรับตัวสู่เทคโนโลยีใหม่เองด้วย” และ “ไม่ฉกฉวยโอกาสจากความอ่อนแอในระบบของภาครัฐ ต้องผลักดันปฏิวัติการทำธุรกิจที่เท่าเทียมยุติธรรม”

ข้อเสนอแนะสำหรับการป้องกันวิกฤติในอนาคต

ผู้ตอบแบบสำรวจให้ข้อเสนอแนะที่ครอบคลุมหลายมิติ

การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน “รื้อระบบราชการใหม่หมด โละกฎหมายเก่าๆทิ้งไปแล้วเขียนใหม่ เอาสั้นๆเน้นบทลงโทษให้หนักสำหรับผู้กระทำผิด” และ “ลดขนาดระบบราชการ เน้นการส่งเสริมสนับสนุน แทนการควบคุมกำกับ”

การบริหารความเสี่ยง “มีระบบเตือนภัย ความยืดหยุ่นและปรับตัว” “การบริหารความเสี่ยงที่ดีและมีประสิทธิภาพ” และ “ภาครัฐควรมีขบวนการเฝ้าระวังภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและหาทางป้องกันก่อนเกิดปัญหาอย่างจริงจัง”

การพัฒนาขีดความสามารถ “การปรับขีดความสามารถในการแข่งขันแบบยั่งยืนเป็นส่วนสำคัญมาก ไทยต้องพึ่งพิงจากเศรษฐกิจในประเทศที่สอดคล้องกับความชำนาญของเรา” และ “กำหนดนโยบายและแผนงานพัฒนาเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ เป็นแผ่นแม่บท 20 ปี”

ความคิดเห็นเพิ่มเติมและบทเรียนจากวิกฤติ

ผู้ตอบแบบสำรวจให้ความเห็นที่สะท้อนบทเรียนสำคัญหลายประการ

บทเรียนด้านการบริหารความเสี่ยง “บทเรียนสำคัญคือการนำเงินคงคลังสำรองของประเทศไปต่อสู้ค่าเงินบาท และเอกชนไม่ควรไปกู้เงินระยะสั้นจากต่างประเทศมาฝากในประเทศ” และ “วินัยการเงิน และการมีกลยุทธ์รองรับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที”

บทเรียนด้านการพึ่งพาตนเอง “ไทยไม่ควรพึ่งพาเศรษฐกิจตะวันตกฝั่งเดียว เมื่อถูกโจมตีค่าเงินบาท ทำให้เกิดความเสียหายมาก ควรพึ่งพาตนเองและเศรษฐกิจตะวันออกด้วย”

ภาพประกอบข่าว 28 ปีวิกฤตต้มยำกุ้ง

ความกังวลต่อปัจจุบัน “ต้มยำกุ้งเกิดแผลที่ลุกลามจากการกู้ต่างประเทศของภาคเอกชน แต่บัดนี้เอกชนไม่ได้กำลังก่อปัญหา แต่กลายเป็นนโยบายการใช้จ่ายของภาครัฐที่กำลังไม่แก้ปัญหาและจะเป็นปัญหาเสียเอง”

ความผิดหวังต่อระบบ “บทเรียนผ่านแล้วผ่านไปสำหรับประเทศไทย ไม่เคยมีผู้นำที่มีความคิดจะปฏิรูปกฎหมายอะไร มาแค่กอบโกยแล้วก็ไป” สะท้อนความรู้สึกของภาคส่วนหนึ่งที่มีต่อการเมืองไทย

ข้อเสนอเชิงบวก “Early warning system, scenario planning คือสิ่งที่ต้องเตรียมความพร้อมไว้ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่น ไม่พึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมอย่างหนึ่งอย่างเดียวมาจนเกินไป”

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

จากการสำรวจความเห็นของผู้บริหาร ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการเกี่ยวกับวิกฤติต้มยำกุ้ง พ.ศ. 2540 สามารถสรุปประเด็นสำคัญและข้อเสนอแนะได้ดังนี้

การกำกับดูแลทางการเงิน ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สุด ทั้งในฐานะสาเหตุหลักของวิกฤติและบทเรียนที่ได้รับ ประเทศไทยจำเป็นต้องเสริมสร้างระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็งและทันสมัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ

การปฏิรูประบบราชการและการต่อต้านการทุจริต เป็นข้อเสนอแนะหลักจากผู้ตอบแบบสำรวจ ที่เห็นว่าเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ การปฏิรูปต้องครอบคลุมการลดขั้นตอนที่ซับซ้อน การเพิ่มความโปร่งใส และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม

ความเปราะบางจากการพึ่งพาภายนอก เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ทั้งการพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ การพึ่งพาการส่งออก และการพึ่งพาการท่องเที่ยว ผู้ตอบเสนอให้กระจายความเสี่ยงและสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลายมากขึ้น

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี เป็นกุญแจสำคัญสำหรับการแข่งขันในอนาคต ผู้ตอบเน้นความสำคัญของการ upskill, reskill และการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ต้องได้รับการปรับปรุง ผู้ตอบจากภาคเอกชนแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือ แต่ต้องการให้ภาครัฐมีความจริงใจและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ

ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ยังคงมีอยู่หลายประการต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะระบบราชการที่ซับซ้อน ความเหลื่อมล้ำ และการขาดความสามารถทางเทคโนโลยี การแก้ไขต้องมีความต่อเนื่องและใช้เวลายาวนาน

ความพร้อมในการรับมือวิกฤติ ยังอยู่ในระดับที่น่ากังวล แม้จะมีการพัฒนาระบบมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งเพิ่มเติม โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัยและแผนฉุกเฉิน

ข้อเสนอแนะเฉพาะจากผู้ตอบแบบสำรวจ ที่มีความโดดเด่น ได้แก่ การสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง การนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ การสร้างโครงการ mega project เพื่อลดการพึ่งพาการท่องเที่ยวและส่งออก และการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาที่มีภาคเอกชนและนักวิชาการเข้าร่วม

ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงระบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสริมสร้างระบบการเงินให้แข็งแกร่ง การลดการพึ่งพาภายนอก การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง การปฏิรูประบบราชการ และการเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤติในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก

วิกฤติต้มยำกุ้งเป็นบทเรียนที่มีค่ายิ่งสำหรับประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ การนำบทเรียนเหล่านี้มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง พร้อมกับการฟังเสียงและข้อเสนอแนะจากผู้มีประสบการณ์โดยตรง จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...