โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

กมธ.เศรษฐกิจฯ วุฒิสภา จ่อชงขอเปิดอภิปรายด่วน ห่วงขึ้นภาษีนำเข้า 36% ของ “ทรัมป์” กระทบหนักคนไทยแน่

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 06.49 น.

กมธ.เศรษฐกิจฯ วุฒิสภา จ่อชงขอเปิดอภิปรายด่วน ห่วงขึ้นภาษีนำเข้า 36% ของ “ทรัมป์” กระทบหนักคนไทยแน่ กระตุกรัฐบาลเร่งเจรจาต่อรอง ย้ำต้องคำนึงผลประโยชน์ของประเทศสูงสุด

วันที่ 11 ก.ค. 2568 นายพละวัต ตันศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกา จะจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 36% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.นี้ ว่า ทางกรรมาธิการได้ติดตามเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ทราบจากรายงานข่าวว่า คณะเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ได้มีการยื่นข้อเสนอใหม่ที่ปรับปรุงจากข้อเสนอเดิมต่อทางสหรัฐฯไปอีกครั้ง ซึ่งกมธ.มองว่า ควรจะใช้ระยะเวลาในการเจรจาให้เต็มที่ เพราะหากรีบเปิดเงื่อนไขยอมทางสหรัฐฯ มากไป อาจเกิดความเสียหายในหลายกลุ่มสินค้า อาทิสินค้ากลุ่มเกษตร กลุ่มปศุสัตว์ในประเภทกลุ่มเนื้อสุกร โดยจะทำให้รัฐบาลดูแลตลาดในประเทศได้ลำบาก และส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นอย่างมาก

นายพละวัต กล่าวต่อว่า กมธ.เศรษฐกิจฯ กำลังรอดูว่า สุดท้ายแล้วสหรัฐจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าใกล้เคียงกับเวียดนามที่สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนาม 20% และภาษีนำเข้าสินค้าที่มีต้นทางจากประเทศอื่นที่ถูกส่งมาผลิตที่เวียดนามก่อนส่งไปยังสหรัฐ 40% หากประเทศไทยสามารถเจรจาลดภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเหลือ 20% ส่วนสินค้าที่มีต้นทางจากประเทศอื่นที่ถูกส่งมาผลิตที่ไทย 36 % ก็จะกระทบต่อการย้ายฐานการผลิตไม่มากนัก แต่หากสหรัฐยืนยันที่จะเก็บภาษีนำเข้าที่ 36% ทุกชนิด ผู้ประกอบในไทยก็จะได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง อาทิ อาหารกระป๋อง อาหารและไม้แปรรูปต่าง ๆ รวมไปถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุปกรณ์ไอทีต่างๆด้วย เราเชื่อว่าเวลาในการเจรจายังมีอยู่ควรเจรจาเพิ่มและยื่นข้อเสนอใหม่ ทิศทางออกมาเลวร้ายที่สุดคือ การยืนยันอัตราภาษีที่ 36% ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการแข่งขันการค้าอย่างแน่นอน

กมธ.เศรษฐกิจฯ จะเสนอให้วุฒิสภาเปิดอภิปรายพิจารณาศึกษาผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งความเห็นและข้อเสนอแนะให้ทางรัฐบาลอย่างเร็วที่สุดก่อนที่เวลาสำหรับการเจรจากับสหรัฐจะหมดไป อาทิ รัฐบาลจะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและเกษตรกรในประเทศไทย เช่น การจัดตั้งกองทุนทางการเงินต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ หรือหาตลาดส่งออกสำรอง โดยรัฐบาลจะต้องชั่งน้ำหนักถึงผลดีและผลร้ายอย่างรอบด้าน นายพละวัต กล่าว

นายพละวัต กล่าวต่อว่า เรื่องที่ สว.และคณะ กมธ.กังวลคือ ข้อเสนอเปิดตลาดการค้าเสรีหรือภาษีนำเข้า 0% ให้สหรัฐฯ ซึ่งที่ผ่านมา มีกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรมายื่นหนังสือผ่าน ส.ว.จำนวนมาก เพราะกังวลถึงการเปิดเสรีให้สามารถนำเข้าสุกรจากสหรัฐฯ ได้ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะคาดว่าจะต้องมีการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลอาจจะไม่สามารถชดเชยกับความเสียหายได้ และสิ่งรัฐบาลต้องคำนึงถึงมาที่สุดก็คือ ผลประโยชน์จะต้องเกิดขึ้นกับประเทศสูงสุด และลดผลกระทบต่อภาคประชาชนให้ได้มากที่สุด

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...