ความจริงเบื้องหลังขาดดุล เหรียญอีกด้านที่ ‘ทรัมป์’ ไม่พูดถึง
The Bangkok Insight
อัพเดต 15 พ.ค. 2568 เวลา 07.01 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. 2568 เวลา 07.01 น. • The Bangkok Insight"โดนัลด์ ทรัมป์" มักชี้นิ้วว่า "อเมริกาขาดดุลการค้า เพราะถูกเอาเปรียบ" แต่สิ่งที่เขาไม่พูดถึง คืออีกด้านหนึ่งของเหรียญ
สหรัฐ คือ "ประเทศที่เกินดุลบริการมากที่สุดในโลก" ในปี 2567 โดยมีการส่งออกบริการทั้งหมด 1.107 ล้านล้านดอลลาร์ (7.9% YoY) คิดเป็นสัดส่วน 13% ของการส่งออกบริการทั้งโลก
ในจำนวนนี้กว่า 60% มาจาก บริการดิจิทัล (Digital Services) ไม่ว่าจะเป็น แอปพลิเคชัน ซอฟต์แวร์ ค่าลิขสิทธิ์ บริการทางการเงิน ทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ โดยมีตลาดหลัก คือ สหราชอาณาจักร แคนาดา ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และจีน
แม้สหรัฐ จะมีการนำเข้าบริการสูงถึง 812,000 ล้านดอลลาร์ (+8.6% YoY) แต่ก็ยังคง เกินดุลบริการถึง 295,000 ล้านดอลลาร์ สูงที่สุดในโลก และเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน
ถ้าหากมองให้ลึกกว่านั้น ยังพบว่า "บริษัทสหรัฐที่ขายบริการผ่านสาขาในต่างประเทศ" ในปี 2565 มีรายได้รวม 2.114 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีการซื้อกลับเพียง 1.518 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้เกิดการเกินดุลเพิ่มอีก 596,000 ล้านดอลลาร์
โดยรวมแล้ว พบว่า สหรัฐมียอดรวมการเกินดุลบริการเกือบ 900,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี เกือบเทียบเท่ากับ "ตัวเลขขาดดุลการค้า" ที่ทรัมป์ใช้โจมตีจีนอยู่เสมอ
ในส่วนของจีนนั้น ได้ดุลสินค้า แต่ขาดดุลบริการ โดยเบื้องหลังตัวเลขที่วอชิงตันใช้โจมตีนั้น จริงอยู่ว่า จีนเกินดุลสินค้ากับสหรัฐเป็นจำนวนมหาศาล แต่นั่นคือ "ครึ่งเดียวของเรื่องราว"
ในปี 2567 จีนขาดดุลบริการถึง 229,000 ล้านดอลลาร์ โดยรายการที่จีนขาดดุลหลัก ๆ คือ
- การท่องเที่ยวต่างประเทศ
- ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
- บริการการเงินและธุรกิจ
- ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา
ขณะเดียวกัน สหรัฐได้ดุลจากบริการเหล่านี้ ผ่านบริษัทเทคโนโลยี และสถาบันการเงิน อย่าง แอปเปิ้ล กูเกิล ไมโครซอฟท์ วีซ่า ฯลฯ
หากนับรวม "การค้าสินค้า" และ "บริการ" แล้ว ดุลระหว่างสองประเทศนี้ อาจจะสมดุล และถ้ามองลึกลงไปอีก ยังมีรายได้ของบริษัทสหรัฐในจีน ที่ทำกำไรมหาศาล ที่ไม่ถูกนับเป็น "การส่งออก" แต่ถูกมองเป็น "รายได้จากการลงทุน"
สุดท้ายแล้ว พบว่า จีนได้ดุลสินค้า สหรัฐได้ดุลบริการ ประกอบกับรายได้จากทรัพย์สินในจีน ทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ อาจสมดุลกว่าที่ทรัมป์ หรือสื่ออเมริกันพูดถึง แต่โลกกลับเห็นแค่"ด้านเดียวของเหรียญ" ที่มีคนเลือกจะพูด
ซัพพลายเชนโลกทำให้ตัวเลขขาดดุล "หลอกตา" ตัวอย่างเช่น ไอโฟน ผลิตในจีน แต่กำไรกลับไปสหรัฐ แล้วขาดดุลจริงหรือ
ไอโฟนออกแบบที่สหรัฐ ผลิตโดยฟ็อกซ์คอนน์ที่จีน แล้วส่งกลับมาขายในอเมริกา ซึ่งในเชิงสถิติ ไอโฟน 1 เครื่อง ถูกนับว่า "สหรัฐนำเข้าจากจีน" เต็มมูลค่า คือราว 400-500 ดอลลาร์ ทั้งที่ "จีนได้มูลค่าเพิ่มเพียง 3-5% เท่านั้น"
ส่วนที่เหลือ มีทั้งค่าชิปจากเกาหลีใต้ หน้าจอจากญี่ปุ่น ระบบปฏิบัติการจากสหรัฐ และกำไรกลับไปอยู่ที่ แอปเปิ้ลในอเมริกา
ปัญหาคือ ดุลการค้า"นับตามประเทศสุดท้ายที่ประกอบสินค้า" จีนจึงถูกบันทึกว่า "ได้ดุลมหาศาล" ทั้งที่เป็นแค่ผู้ประกอบขั้นสุดท้าย
รายงานของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) และองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ชี้ว่า หากวัด "มูลค่าเพิ่มที่แท้จริง" (Trade in Value-added)
ดุลการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน จะลดลงครึ่งหนึ่ง
ในโลกที่ซัพพลายเชนพัวพันหลายประเทศนี้ การวัดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการค้า
ต้องมองว่า "ใครได้มูลค่าเพิ่ม" มากกว่า "ใครส่งออก"
ที่มา: Bnomics by Bangkok Bank
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'ธนินท์' มอง 'ภาษีทรัมป์' ชนะแค่ระยะสั้น เสียระยะยาว ทำสหรัฐสูญตำแหน่ง 'ผู้นำโลก'
- 'เอดีบี' แนะเอเชีย กระจายประเทศคู่ค้า กระตุ้นความต้องการท้องถิ่น รับมือ 'สงครามการค้า'
- SCB EIC แนะอุตสาหกรรมเหล็กไทย ปรับตัวรับผลกระทบภาษีสหรัฐ
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg