โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

DSI เปิดเส้นทางเงิน ‘ขบวนการหักหัวคิวแรงงานเขมร’ โยงบิ๊ก ‘กัมพูชา-ไทย’

เดลินิวส์

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 10.31 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 02.49 น. • เดลินิวส์
“DSI” แฉเส้นทางเงิน “ขบวนการหักหัวคิวแรงงานกัมพูชา” โอนไปมาโยง บัญชีม้า-ข้าราชการ-นักการเมือง เขมร และอดีตข้าราชการการเมืองไทย พบเงินสะพัดหลาย 100 ล้านบาท

กรณีเมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำกำลังคณะพนักงานสืบสวนเลขที่ 27/2568 พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร.ต.อ.ทินวุฒิ สีละพัฒน์ ผอ.กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ พ.ต.ท.ธนวัฒน์ วงศ์อนันต์ชัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ นายจินกร แก้วศรี รอง ผอ.กองคดีการฟอกเงินทางอาญา และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ พร้อมหมายค้นศาล เปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 4 จุด หนึ่งในนั้นคือบริษัทเอกชนย่านคลองสามวา กรุงเทพฯ หลังพบพฤติการณ์ให้คำปรึกษาต่อใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว เข้าข่ายลักษณะเป็นการฟอกเงินผ่านเจ้าหน้าที่กัมพูชา ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

DSI ค้น 4 จุด ล่าเครือข่ายรีดหัวคิวแรงงานต่างด้าว ส่อโยงฟอกเงินข้ามชาติ ค่า 700 ล้าน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 8 ก.ค. คณะพนักงานสืบสวนเลขคดีที่ 27/2568 เปิดเผยความคืบหน้า ว่า สำหรับเส้นทางการเงินที่ตรวจพบ เฉพาะกลุ่มแรงงานกัมพูชาบางส่วน พบว่ามีบัญชีม้าสัญชาติกัมพูชา ได้มีการโอนเงินเข้าไปยังบัญชีธนาคารของเจ้าหน้าที่กัมพูชา ดังนี้

วันที่ 1 ต.ค. 67-21 มี.ค. 68 บัญชีธนาคารกสิกรไทยของนายเอ (นามสมมุติ) สัญชาติกัมพูชา โอนเงินทั้งสิ้น 87 ครั้ง รวมจำนวนเงิน 3,285,415 บาท ไปยังบัญชีธนาคารกสิกรไทยของนายบี (นามสมมุติ) เจ้าหน้าที่ระดับสูงหน่วยงานหนึ่งในกัมพูชา ขณะเดียวกัน บัญชีธนาคารทหารไทยธนชาตของนายเอ ก็ยังมีการโอนเงินทั้งสิ้น 39 ครั้ง รวมจำนวนเงิน 3,240,240 บาท ไปยังบัญชีธนาคารกสิกรไทยของนายบี

วันที่ 11 ธ.ค. 67 (หลังมีประกาศกระทรวงแรงงาน ลงวันที่ 26 พ.ย. 67) บัญชีธนาคารกสิกรไทย และบัญชีธนาคารทหารไทยธนชาตของนายเอ ได้มีการโอนเงินทั้งสิ้น 100 ครั้ง รวมจำนวนเงิน 15,879,125 บาท ไปยังบัญชีธนาคารกสิกรไทยของนายซี (นามสมมุติ) อีกทั้งยังมีบัญชีธนาคารของนายซี โอนทั้งสิ้น 107 ครั้ง รวมจำนวนเงิน 15,074,050 บาท ไปยังบัญชีธนาคารกสิกรไทยของนายดี (นามสมมุติ) ที่ปรึกษารัฐมนตรีรายหนึ่งของกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังมีบัญชีธนาคารกสิกรไทยของนายอี (นามสมมุติ) สัญชาติเมียนมา นับตั้งตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค. 68-4 ก.พ. 68 มีการฝากเงินทั้งสิ้น 95 ครั้ง รวมเป็นจำนวนเงิน 5,931,550 บาท และมีการถอนเงินทั้งสิ้น 8 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 5,931,420 บาท ขณะที่บัญชีธนาคารกรุงเทพของนายเอฟ (นามสมมุติ) สัญชาติกัมพูชา นับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 67-10 มี.ค. 68 มีการฝากเงินประมาณ 14 ล้านบาท และนับตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. 67-21 มี.ค. 68 กลับพบว่ามีการโอนเงินออกจากบัญชี นายเอฟ ไปยังบัญชีธนาคารของนายดี จำนวนทั้งสิ้น 298 ครั้ง รวมเป็นเงิน 14,178,769 บาท

ขณะที่ บัญชีม้าคนไทย บริษัทและนิติบุคคลของไทย ก็พบความเชื่อมโยงกับขบวนการหักหัวคิวแรงงานกัมพูชา ดังนี้ บัญชีธนาคารของนายบี มีการโอนเงินไปยัง 3 บัญชีธนาคาร ได้แก่ 1.น.ส.สิธารัตน์ บัญชีม้า 20 ครั้ง รวมเป็นเงิน 13,757,230.84 บาท 2.บริษัท เทรดดิ้งแห่งหนึ่ง 23 ครั้ง รวมเป็นเงิน 41,539,690.20 บาท และ 3.บริษัท อีกแห่ง 7 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,929,900 บาท รวมทั้งหมดประมาณ 57 ล้านบาท

นอกจากนี้ “ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์” ได้ตรวจสอบไปยัง “คณะพนักงานสืบสวน” เรื่องที่มาที่ไปของเงินจำนวน 2,500 บาท ที่ถูกนำมาหยิบยกอ้างว่าเป็นค่าดำเนินการเพิ่มเติมสำหรับต่อใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวผ่านระบบออนไลน์ แต่ทางดีเอสไอเล็งเห็นว่าเป็นการจ่ายเงินใต้โต๊ะ ทุจริตหักค่าหัวคิวแรงงานกัมพูชา เนื่องจากเมื่อย้อนไปดูมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 67 ซึ่งมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

ซึ่งสรุปสาระสำคัญในเรื่องของเศรษฐกิจ-สังคม ดังนี้ เรื่อง การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2567 ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ คือ 1. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฏหมาย และ 2. การต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวที่ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางตามมติคณะรัฐมนตรีที่ได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 13 ก.พ. 68 ในลักษณะ MOU จึงถูกตั้งคำถามว่าเงิน 2,500 บาทดังกล่าว อาจเป็นการเรียกเก็บถูกต้องตามมติ ครม. หรือไม่ แม้ว่าประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การยกเว้นการแจ้งข้อมูลการเข้าทำงานของคนต่างด้าวตามมาตรา 64/2 ฉบับลงวันที่ 26 พ.ย. 67 จะมาภายหลังมติ ครม.

โดย “คณะพนักงานสืบสวน” ให้ข้อมูลว่า เข้าใจในเรื่องมติ ครม. ดังกล่าว แต่ประเด็นมันอยู่ที่วิธีการ ว่า เงินจำนวน 2,500 ที่มีการเรียกเก็บจากแรงงานต่างด้าวนั้นมันเป็นมาอย่างไร และเป็นไปตามระเบียบหรือไม่ เพราะมติ ครม. ออกมาก่อนประกาศกระทรวงแรงงาน อีกทั้งปกติแล้วระเบียบการรับเงินของส่วนราชการค่อนข้างมีความชัดเจนและรัดกุมอยู่แล้ว แต่มีการปฏิบัติตามระเบียบหรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้ดีเอสไอมีหน้าที่ต้องสืบสวนสอบสวน และขยายผลเพื่อให้ได้ซึ่งข้อเท็จจริง โดยระหว่างนี้คณะพนักงานสืบสวนก็ได้มีการสอบปากคำพยานสำคัญหลายราย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นถึงระดับผู้อำนวยการสำนัก และระดับอื่น ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน

นอกจากนี้ หากดูรายละเอียดในมติ ครม. และประกาศกระทรวงแรงงาน ก็ไม่ได้มีการระบุถึงเรื่องเงินจำนวน 2,500 บาทแต่อย่างใด และคณะพนักงานสืบสวนก็ต้องสอบปากคำคนที่มีการโอนเงินไปยังบัญชีปลายทางกัมพูชาด้วยว่าเป็นการโอนเงินในเรื่องใด ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าเป็นบริษัท/นิติบุคคล ที่รับจ้างดำเนินการแทนนายจ้าง หรือที่เรียกว่า บนจ. เพราะกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นผู้ยื่นคำขอต่อใบอนุญาตทำงานตามระบบตามสัญชาติของแรงงานต่างด้าวนั้น ๆ และเนื่องด้วยกลุ่มบริษัทเหล่านี้ก็ให้ปากคำเบื้องต้นว่าเป็นการโอนเงินไปยังบริษัทเอเจนซี่ของกัมพูชา

อย่างไรก็ดี เราก็ต้องถามว่าค่าดำเนินการดังกล่าว มันมีการกำหนดหรือการระบุแจ้งไว้อย่างไรว่าต้องโอน หรือดำเนินการทางธุรกรรมไปด้วยสาเหตุใด เพราะบางรายก็ให้การว่าเป็นเรื่องของแบบ MOU ดังนั้น จึงต้องรอดูว่าคำให้การของพยานแต่ละรายจะเหมือนหรือสอดคล้องกัน หรือขัดแย้งกันหรือไม่ เพราะในเมื่อไม่มีการระบุถึงการให้แรงงานต่างด้าวจ่ายเงิน 2,500 บาท เพื่อเป็นค่าดำเนินการ แล้วเหตุใดจึงมีการจ่ายเงินเกิดขึ้น รวมถึงยังมีคนที่พร้อมยืนยันด้วยว่า หากไม่จ่ายเงิน 2,500 บาท ก็จะไม่ได้รับการต่อใบอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักร

ท้้งนี้ รายงานของคณะพนักงานสืบสวน ระบุด้วยว่า ขบวนการหักหัวคิวแรงงานกัมพูชาขนาดใหญ่นี้ มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงระหว่างข้าราชการระดับสูงในประเทศกัมพูชา และอดีตข้าราชการฝ่ายการเมืองระดับสูงของกระทรวงแรงงานของไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...