โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เว้นภาษีกำไรคริปโทฯ เปิดมุมมองจากผู้บริหาร ชี้! จุดเปลี่ยนตลาดไทยสู่ฮับภูมิภาค

efinanceThai

เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 09.32 น.

เว้นภาษีกำไรคริปโทฯ เปิดมุมมองจากผู้บริหาร ชี้! จุดเปลี่ยนตลาดไทยสู่ฮับภูมิภาค

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -18 มิ.ย. 68 16:32 น.

ก้าวใหญ่ของวงการ! เปิดมุมมองผู้เล่นในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล หลังรัฐไฟเขียวเว้นภาษีกำไรจากการเทรดคริปโทฯ 5 ปี! นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดในประเทศไทย หนุนขึ้นแท่นฮับสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับภูมิภาค!

สื่อนอกตีข่าวไทยเว้นภาษีคริปโทฯ กันอย่างคึกคัก ขณะที่นักลงทุนคริปโทฯ ในไทยมีการแชร์โพสต์ข่าวนี้ออกไปเป็นจำนวนมากในช่วงเย็นวานนี้ เนื่องจากเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทย บางส่วนมองว่าเป็นข่าวดี แต่ก็ไม่วายจะหยอดมุกเล็กน้อยว่าอันดับแรก นักลงทุนในตลาดคริปโทฯ ต้องมีกำไรก่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :ด่วน! ปัดฝุ่นแอปเทรด ไทยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล

บทความนี้ เราจะไปสำรวจมุมมองของผู้บริหารในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทยว่า การเว้นภาษีดังกล่าวจะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของตลาดในไทยมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของนักลงทุนไทย รูปแบบการให้บริการของกระดานเทรด รวมทั้งการผลักดันสิ่งใหม่ๆ ในอนาคตของอุตสาหกรรมนี้

***ครม.อนุมัติ เทรดคริปโทฯ ได้กำไร ไม่ต้องเสียภาษี 5 ปี!

วานนี้ (17 มิ.ย.) คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติหลักการมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมไทยสู่ ศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลของโลก ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยจะยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับกำไรจากการขายคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เป็นมาตรการชั่วคราว 5 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2568 31 ธ.ค. 2572

ทั้งนี้ เพื่อให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกับการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ ที่ปกติเมื่อนักลงทุนได้รับกำไรจากการขายหุ้นออกไปในราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อมา หรือ Capital Gains นักลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับ Capital Gains

นอกจากนี้ ก็เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศไทย มีความสามารถในการแข่งขันเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Hub)

***เสีย 100 ล้าน ได้กลับมา 1,000 ล้าน

กระทรวงการคลัง ได้รายงานประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละประมาณ 20 ล้านบาท (รวมระยะเวลามาตรการ 5 ปี จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 100 ล้านบาท) ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่มาก แต่จะมีรายได้ภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นในระยะปานกลาง จากการเติบโตของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในประเทศไทยรวมกันไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท

***ปิดทางตลาดใต้ดินอย่างชาญฉลาด

เว้นภาษีคริปโทฯ ไม่ใช่เปิดช่องฟอกเงิน แต่คือการปิดทางตลาดใต้ดินอย่างชาญฉลาด

นายสกลกรย์ สระกวี ผู้ก่อตั้งและประธาน บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด โพสต์เฟซบุ๊กว่า นับเป็นข่าวดีที่สร้าง ประวัติศาสตร์วงการคริปโทฯ ไทย ที่นอกเหนือจากการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลระดับภูมิภาคแล้ว สิ่งที่มีคุณค่ายิ่งกว่าคือการยกระดับความโปร่งใสของสังคมไทย

เขากล่าวว่า แม้จะมีเสียงวิพากษ์ว่ารัฐกำลังเปิดช่องให้ฟอกเงิน แต่ความจริงกลับตรงข้าม เพราะมาตรการนี้คือ "การสร้างระบบนิเวศที่โปร่งใส และปิดกั้นช่องทางมิจฉาชีพอย่างชาญฉลาด"

"ตลอด 7 ปีที่ Bitkub เดินหน้าสื่อสารกับภาครัฐ เราชี้ให้เห็นว่าอุปสรรคใหญ่ของการพัฒนาอุตสาหกรรมคริปโทฯ คือตลาดใต้ดินหรือระบบ P2P ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้มีความพยายามควบคุม แต่ช่องทางออนไลน์และกลุ่ม Social ยังคงเป็นพื้นที่เสี่ยง ปิดกั้นได้ยาก"

ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ตลาดใต้ดินเติบโตคือความกังวลเรื่องภาษี ทำให้ปริมาณการซื้อขายนอกระบบพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ เราสามารถยืนยันได้ว่าสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อขายคริปโทฯ ด้วยเจตนาสุจริต ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องหันไปใช้ตลาดใต้ดินอีกต่อไป

ดังนั้น การซื้อขายที่ยังคงดำเนินการนอกระบบหลังจากนี้ จึงน่าจะเป็นธุรกรรมที่มีวัตถุประสงค์น่าสงสัยอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่จะสามารถสกัดกั้นธุรกรรมการเงินของเหล่ามิจฉาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและกรรมการ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด เปิดเผยว่า ขอบคุณรัฐบาลไทยและกระทรวงการคลังที่รับฟังเสียงของตัวแทนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล โดยการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับ Capital Gains จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลในครั้งนี้ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่สำคัญในการส่งเสริมการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตขึ้น และผลักดันให้ประเทศก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับภูมิภาค

***เปิดประตูดึงเงินกลับไทย หนุนอุตสาหกรรมโตทั้งระบบ

CEO เมอร์เคิลฯ ชี้ เม็ดเงินที่เคยไหลออกเพราะภาษี กำลังจะไหลกลับเข้า Exchange ไทย พร้อมหนุนอุตสาหกรรมโตทั้งระบบ

นายพีระสิทธิ์ จิวะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด เชื่อว่าการเว้นภาษีคริปโทฯ เป็นมาตรการสำคัญที่ปลดล็อกความกังวล และเปิดประตูให้เงินลงทุนกับ exchange นอกประเทศ ไหลกลับอยู่ใน ecosystem ของไทยที่ผ่านมาเชื่อว่า เงินที่เทรดอยู่นอกประเทศเพราะกังวลเรื่องภาษี มีมากกว่าเงินที่ลงทุนในประเทศหลายเท่า

เมื่อมาตรการนี้ มีผลบังคับใช้น่าจะสามารถดึงเงินของนักลงทุนไทยกลับเข้ามาสู่ระบบในประเทศได้มากนั่นหมายถึงนักลงทุนไทย จะกลับมาซื้อขายคริปโทฯ ในประเทศอย่างสบายใจ และมั่นใจ ทั้งนี้น่าจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และจะมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมมั่นใจว่า ผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลรู้สึกยินดี และขอบคุณทางภาครัฐ ที่ออกมาตรการนี้มาช่วยอุตสาหกรรมของเรานี่คือ สัญญาณสำคัญจากภาครัฐ ที่แสดงความชัดเจน และถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการสนับสนุนอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย นายพีระสิทธิ์ กล่าว

พร้อมกล่าวเสริมว่า นอกจากจะเป็นการดึงเงินลงทุนกลับประเทศแล้ว ยังจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์จากปริมาณธุรกิจที่จะเพิ่มสูงขึ้นและจะสามารถพัฒนาระบบ, product, บริการที่ดีมากขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน รวมถึงการสร้างกำไรที่จะมาช่วยในด้านภาษีกลับคืนไปให้แก่ภาครัฐด้วย

***ไม่ได้แค่เพิ่มวอลุ่มเทรด แต่คือจุดเริ่มต้นของ Web3 Economy ไทย

Bitazza Thailand มองเกมไกล ดึงทุนกลับประเทศ หนุนสตาร์ตอัปขยายการใช้จริงปั้นไทยสู่ศูนย์กลางคริปโทฯ ระดับภูมิภาค

นายธนวัต สุตันติวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทาซซ่า จำกัด หรือ Bitazza Thailand มองว่าการเว้นภาษีจะสร้างแรงจูงใจให้ผู้ลงทุนหันมาใช้แพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศมากขึ้นอย่างมั่นใจ ช่วยลดการไหลออกไปยังกระดานต่างประเทศหรือแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับการกำกับ ปริมาณการเทรดและความถี่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเทรดในแพลตฟอร์มต่างประเทศ นักเทรดยังคงเสี่ยงเสียภาษีรายได้ส่วนบุคคล เมื่อนำรายได้กลับเข้ามาในบัญชีธนาคารในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะเครื่องมือการลงทุนหลักในประเทศไทยในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และให้มีสถานะเดียวกับการเทรดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

"แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการและภาครัฐก็ต้องเตรียมรับมือกับแรงต้านจากตลาดการเงินแบบดั้งเดิมที่อาจมองว่านโยบายนี้เป็นการเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม" นายธนวัต กล่าว

นอกเหนือจากการเพิ่มวอลุ่มเทรดแล้ว สิ่งสำคัญคือ การยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย กฎหมายนี้ถือเป็นสัญญาณจากภาครัฐที่สะท้อนถึงความตั้งใจในการสนับสนุน Web3 economy อย่างจริงจัง และบ่งบอกถึงความพร้อมมากขึ้นที่จะเป็น Web 3.0 Hub ในระดับภูมิภาค

ผลพลอยได้ที่สำคัญคือ การดึงดูดสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาเปิดกิจการในไทยและดึงดูดประชากรคุณภาพมาอยู่ที่นี่ทั้งระยะสั้นและยาว ปัจจัยนี้ที่จะช่วยยกระดับประเทศและพัฒนาภาพลักษณ์และชื่อเสียง เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกว่าไทยเป็นศูนย์กลางคริปโทฯ ระดับภูมิภาค ส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมบนบล็อกเชน เพิ่มโอกาสในการใช้เหรียญและโทเคนในเชิงเศรษฐกิจจริง เช่น การชำระค่าสินค้าหรือบริการ กระตุ้นการสร้างงานใหม่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการเงิน

นอกจากนี้ ยังช่วยให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจประเทศมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดการกระตุ้น GDP ผ่านการใช้จ่ายในประเทศ และก่อรายได้ภาษีทางอ้อมจากภาคเอกชน อาทิ เช่น VAT, ค่าธรรมเนียม และภาษีนิติบุคคล

ทั้งนี้ หากนโยบายเว้นภาษีมีผลบังคับใช้จริง กระดานเทรดไทยจะมีแรงขับเคลื่อนให้ขยายบริการไปไกลกว่าการเป็นแค่ ศูนย์กลางซื้อขาย เช่น การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ เช่น staking, DeFi integrations, Derivatives, investment tokens หรือการจัดพอร์ตแบบ automated การให้บริการด้านการศึกษาและการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

รวมทั้งการร่วมมือกับภาคเอกชนและรัฐเพื่อใช้เหรียญในระบบจริง เช่น utility tokens หรือ loyalty programs นอกจากนี้ ยังอาจเห็นการเพิ่มขึ้นของ B2B solutions ที่ใช้ Web3 technology เช่น ระบบสะสมแต้มบนบล็อกเชน หรือระบบ smart contract สำหรับภาคธุรกิจอีกด้วย

***ดันโครงสร้างพื้นฐานไทย พร้อมรองรับทุนต่างชาติ

จุดเริ่มต้นของ ระบบที่ยั่งยืน สำหรับนักลงทุนไทย Orbix Trade มองลดต้นทุน-เพิ่มความมั่นใจ ดันโครงสร้างพื้นฐานไทยพร้อมรองรับทุนต่างชาติ

นายสรัล ศิริพันธ์โนน รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ออร์บิกซ์ เทรด จำกัด กล่าวว่า การเว้นภาษีคริปโทฯ จะส่งผลต่อพฤติกรรมนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยที่เคยลังเลใจจากภาระภาษีหรือเคยซื้อขายอยู่ในตลาดต่างประเทศ การลดความซับซ้อนและต้นทุนในการเทรด จะช่วยเพิ่มความมั่นใจและกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวในตลาดภายในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพของนักลงทุน

สิ่งสำคัญที่ยิ่งไปกว่าการกระตุ้นวอลุ่มเทรดในประเทศคือการสร้าง ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ให้กับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ความชัดเจนของกฎหมายทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการและภาคการเงินดั้งเดิมได้ง่ายขึ้น และการดึงดูดผู้เล่นระดับสถาบันให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และจะเป็นจุดเริ่มของการสร้าง Ecosystem ที่มีความยั่งยืนและมีการควบคุมความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้นในประเทศไทย

นายสรัล กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายการยกเว้นภาษีจะเปิดโอกาสให้กระดานเทรดไทยและผู้ประกอบการมีความมั่นใจในการลงทุนเพื่อยกระดับแพลตฟอร์มและการให้บริการ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย (Security) เพื่อลดความเสี่ยงของนักลงทุน และด้านนวัตกรรม (Innovation) เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมนักลงทุน

อีกทั้งยังอาจนำไปสู่การขยายขอบเขตการให้บริการ เพื่อรองรับนักลงทุนต่างชาติที่มีแนวโน้มหลั่งไหลเข้ามา รวมถึงการเติบโตสู่ระดับภูมิภาคในอนาคต นายสรัล กล่าว

***จุดเปลี่ยนประเทศไทย! มีลุ้นแซงสิงคโปร์ฮ่องกง

CEO Maxbit มั่นใจ ปริมาณการเทรดสปอตในประเทศพุ่ง เครื่องมือระดับสถาบันเริ่มทยอยเข้า

นายปกเขตร รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกซ์บิท ดิจิทัล แอสเซท จำกัด (Maxbit) เชื่อว่าการเว้นภาษีเทรดคริปโทฯ จะผลักดันให้ตลาดคริปโทฯ ในไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว การเทรดสปอตแบบปลอดภาษีจะช่วยขยายขนาดตลาดเป็นสองเท่า ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี ด้วยมาตรการยกเว้นภาษีคริปโทฯ 5 ปี ที่ลดต้นทุนได้สูงถึง 35% นักลงทุนไทยจะเลิกใช้บริการ on-ramp จากเงินบาทเป็น USDT เพื่อลงทุนบนแพลตฟอร์มต่างประเทศ แล้วหันมาเทรดสปอตบนแพลตฟอร์มไทยที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. กันมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการเทรดในประเทศพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การยกเว้นภาษีคริปโทฯ ครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางคริปโทฯ อันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก แซงหน้าสิงคโปร์และฮ่องกง เพราะนอกจากจะเพิ่มปริมาณการเทรดแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมบล็อกเชน และช่วยผลักดันการพัฒนากฎหมาย เช่น การเปิดตลาดฟิวเจอร์สในประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ระบบนิเวศคริปโทฯ ในไทยแข็งแกร่งและก้าวหน้าขึ้นมาก

ถ้าอนาคตฟิวเจอร์สคริปโทฯ โดนปลดล็อก ไทยอาจจะแซงสิงคโปร์และฮ่องกง รอบนี้ต้องจับตา นายปกเขตร กล่าว

ทั้งนี้ จากมาตรการดังกล่าวจะทำให้รูปแบบการให้บริการของกระดานเทรดไทยพัฒนาไปสู่การเป็นยักษ์ใหญ่คริปโทฯ ได้อย่างเต็มรูปแบบ แพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาตจะไม่เพียงแค่ให้บริการ on-ramp THB เป็น USDT เท่านั้น แต่จะขยายสู่ระบบนิเวศเทรดคริปโทฯ เต็มรูปแบบ เหมือนกับที่ Maxbit ได้เริ่มนำเสนอเครื่องมืออย่าง DCA และ Grid Trading เพื่อช่วยนักลงทุนควบคุมความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น

คาดว่าคู่เทรดจะเพิ่มขึ้น เครื่องมือระดับสถาบันจะเข้ามามากขึ้น รวมถึงสินทรัพย์ใหม่ๆ ที่ถูกแปลงเป็นโทเคน จะช่วยรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมปฏิบัติตามมาตรฐาน ก.ล.ต.อย่างเข้มงวด

***ช่วยให้นักลงทุนมั่นใจ กลับมาใช้แพลตฟอร์มไทย

Upbit Thailand มองมาตรการนี้คือเครื่องมือฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมดึงวอลุ่มต่างชาติไหลเข้ากระดานไทยช่วงประเทศอื่นเริ่มเก็บภาษี

นายปรีชา ไพรภัทรกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อัพบิต เอ็กซ์เชนจ์ (ประเทศไทย) จำกัด มองว่ามาตรการเว้นภาษีกำไรจากคริปโทฯ จะช่วยให้นักลงทุนรู้สึกมั่นใจและกล้าทำตามกฎหมายมากขึ้น

เดิมทีเกณฑ์กฎหมายก็ชัดเจนอยู่แล้ว แต่พอถึงเวลาปฏิบัติจริง หลายคนไม่ยื่นภาษี เพราะกลไกการตรวจสอบ และระบบส่งข้อมูลยังไม่เชื่อมกันดีนัก การเว้นภาษีแบบนี้จะทำให้นักลงทุนในไทยสบายใจมากขึ้น นายปรีชา กล่าว

ทั้งนี้ นายปรีชาระบุว่า มาตรการนี้อาจดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาใช้กระดานเทรดในไทย โดยเฉพาะในช่วงที่บางประเทศอย่างอินโดนีเซียเริ่มเก็บภาษี จนวอลุ่มการเทรดลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งส่วนหนึ่งของวอลุ่มนั้นอาจไหลเข้ามาที่กระดานเทรดในไทย

ในมุมของผู้ให้บริการมองว่ารูปแบบการให้บริการของกระดานเทรดยังคงเหมือนเดิม แต่คาดว่าจะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การแข่งขันสูงขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

นอกจากนี้ ผู้บริหารUpbit Thailand ยังกล่าวว่า อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลต้องร่วมมือกันในการป้องกันไม่ให้เกิดธุรกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพของตลาดในระยะยาว

***ลดความซับซ้อน ดึงเงินลงทุนกลับเข้าประเทศ

Binance TH มองมาตรการนี้ไม่แค่กระตุ้นการเทรด แต่ยังช่วยขับเคลื่อนสตาร์ตอัปสร้างงานในประเทศ

ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ Binance TH มองว่า มาตรการเว้นภาษีกำไรจากการเทรดคริปโท จะช่วยลดความยุ่งยากในการยื่นภาษี และช่วยให้นักลงทุนกลับมาใช้กระดานเทรดไทยเพิ่มมากขึ้น

โดย ดร.กร กล่าวว่า พอนักลงทุนกลับมาใช้งานกระดานเทรดในไทยมากขึ้น ก็จะส่งผลให้เงินทุนไหลกลับ และเปิดโอกาสให้ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตตาม

ทั้งนี้ ผู้บริหาร Binance TH ระบุว่า มาตรการนี้จะช่วยให้นักลงทุนต่างชาติมองว่าไทยเปิดกว้างต่อคริปโทฯ มากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการกระตุ้นการลงทุน แต่ยังส่งผลดีต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม ทั้งการจ้างงานในประเทศและการเติบโตของสตาร์ตอัปสายบล็อกเชนด้วย

"นี่คือก้าวสำคัญของประเทศไทยในการส่งเสริม Digital Asset Hub อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเห็นถึงความจริงจังของรัฐในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล" ดร.กร กล่าวบนเฟซบุ๊กส่วนตัว

***เปลี่ยนพฤติกรรมได้ แต่ยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนใหญ่

สมาคมฯ มองมาตรการนี้กระตุ้นตลาดช่วงแรก แต่อุตสาหกรรมไทยจะโตจริง ต้องปลดล็อกผลิตภัณฑ์ลงทุนอย่าง Futures และ Options

นายนเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย มองว่า มาตรการเว้นภาษีกำไรจากคริปโทฯ จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของนักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการดึงนักลงทุนให้กลับมาใช้กระดานเทรดในประเทศบ้าง แต่ยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

มันเปลี่ยนพฤติกรรมได้ประมาณนึง อาจจะกลับมาใช้เอ็กซ์เช้นจ์ไทยได้ประมาณนึง แต่ก็ไม่มาก นายนเรศ กล่าว

เขาชี้ว่า มาตรการนี้อาจสร้างแรงกระตุ้นในช่วงแรก แต่น่าจะมีผลกับนักลงทุนสถาบันหรือภาคธุรกิจ มากกว่านักลงทุนรายย่อย

หลักๆ คือสร้างความตื่นเต้นได้ในช่วงแรก แต่สำหรับรายย่อย ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือกระตุ้นอะไรขนาดนั้น บริษัทในไทยปัจจุบันก็สนใจ ซึ่งภาษีก็ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น นายนเรศ เสริม

ในแง่ของผู้ให้บริการ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลคาดว่า กระดานเทรดไทยน่าจะยังคงรูปแบบเดิม อาจมีการจัดแคมเปญชั่วคราวเพื่อสร้างกระแส แต่ในระยะสั้นยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในเรื่องของผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ยังมีข้อจำกัด

นายนเรศ กล่าวว่า หากภาครัฐจะสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจัง ควรเปิดทางให้มีโพรดักส์อย่างเช่น ฟิวเจอร์ส หรือออปชัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสและช่องทางการลงทุนให้นักลงทุนมากขึ้น

รายงานโดย : สหรัฐ ฉัตราพงษ์ และชัชชญา อังคุลี เรียบเรียงโดย ชัชชญา อังคุลี

* การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ผู้สนใจควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
เรียบเรียง โดย Chatchaya Angkhulee
อีเมล์. chatchaya@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...