โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ส่อง 5 เทคนิคจับสัญญาณเตือนภัย หุ้นเสี่ยงมีปัญหาการเงิน!!

The Bangkok Insight

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 04.21 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 04.21 น. • The Bangkok Insight

KSecurities เปิด 5 เทคนิคจับสัญญาณเตือนภัย หุ้นเสี่ยงมีปัญหาการเงิน!!

KSecurities ระบุว่า นักลงทุนสามารถวิเคราะห์และตรวจจับสัญญาณปัญหาทางธุรกิจได้ง่ายและรวดเร็ว โดยการวิเคราะห์ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ คุณภาพรายได้ ความสามารถในการทำกำไร วงจรเงินสด การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ และการใช้เงินกู้ยืม เพื่อให้เห็นภาพรวมความแข็งแกร่งและความเสี่ยงของบริษัท

หุ้นเสี่ยง

1. คุณภาพรายได้

  • รายได้เติบโตควบคู่กับการเก็บหนี้ที่มีประสิทธิภาพ การที่บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณที่ดี แต่หากระยะเวลาในการเก็บหนี้จากลูกค้า "ยาวนาน" ขึ้นเรื่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณของปัญหา บริษัทที่เติบโตแต่เก็บเงินได้ช้าลง อาจเผชิญกับปัญหาสภาพคล่อง ทำให้ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ตามกำหนด
  • การตั้งประมาณการหนี้สงสัยจะสูญอย่างสมเหตุสมผล บริษัทต้องประเมินความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระหนี้จากลูกค้า และบันทึกเป็น "ผลขาดทุนด้านเครดิต" ในงบการเงิน นักลงทุนควรตรวจสอบหมายเหตุประกอบงบการเงินเพื่อดูรายละเอียดเกี่ยวกับอายุของลูกหนี้ หากมีหนี้ค้างชำระเป็นจำนวนมากและมีอายุยาวนาน อาจบ่งชี้ถึงปัญหาในการบริหารจัดการลูกหนี้ของบริษัท เช่น ในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง การมีหนี้ค้างชำระจำนวนมาก อาจสะท้อนถึงโครงการที่แล้วเสร็จล่าช้าและยังไม่ได้รับเงิน
  • กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง บริษัทที่ดีควรมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (เงินสดที่ได้มาจากการทำธุรกิจหลัก) มากกว่าหรืออย่างน้อยเท่ากับกำไรสุทธิ หากบริษัทมีกำไร แต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานต่ำกว่ากำไร หรือติดลบ อาจมีปัญหาซ่อนอยู่ เช่น เก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ สินค้าคงเหลือขายไม่ออก หรือมีเงินจมอยู่ในการลงทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก

2. ความสามารถในการทำกำไร

  • อัตรากำไรขั้นต้นที่สม่ำเสมอ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) แสดงถึงความสามารถของบริษัทในการทำกำไรจากการผลิตและขายสินค้า หากอัตรากำไรขั้นต้นมีความผันผวน อาจมีสาเหตุมาจากต้นทุนการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป หรือความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง การพิจารณาอัตรากำไรขั้นต้นก่อนหักค่าเสื่อมราคา (ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโรงงานและเครื่องจักร) จะช่วยให้เข้าใจถึงต้นทุนสินค้าและค่าแรงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทมีค่าเสื่อมราคาจำนวนมาก
  • การเปรียบเทียบอัตรากำไรในระดับต่าง ๆ เช่น อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin) และอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) จะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจถึงผลกระทบของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและโครงสร้างทางการเงินของบริษัท หากอัตรากำไรจากการดำเนินงานต่ำกว่า EBITDA Margin มาก อาจบ่งชี้ว่าบริษัทมีกำไรพิเศษจากการดำเนินงานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก ซึ่งนักลงทุนควรตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมในคำอธิบายผลประกอบการ
  • กำไรพิเศษที่มีจำนวนน้อย กำไรพิเศษ คือ กำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัท บริษัทที่ดีควรมีกำไรพิเศษในสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินผลการดำเนินงานที่แท้จริงของบริษัท และคาดการณ์ผลกำไรในอนาคตได้อย่างแม่นยำ

3. วงจรเงินสด

  • ระยะเวลาเก็บหนี้ที่ยาวขึ้น หากบริษัทใช้เวลานานขึ้นในการเก็บเงินจากลูกค้า อาจเป็นสัญญาณว่าบริษัทมีปัญหาในการบริหารจัดการลูกหนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่หนี้เสียที่เพิ่มขึ้น และบริษัทอาจต้องบันทึกผลขาดทุนด้านเครดิตในที่สุด
  • ระยะเวลาขายสินค้าที่ยาวขึ้น หากสินค้าคงค้างของบริษัทใช้เวลานานขึ้นในการขาย อาจบ่งชี้ว่าสินค้าขายไม่ออก หรือล้าสมัย ซึ่งอาจส่งผลให้บริษัทต้องบันทึกผลขาดทุนจากการลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ หรือต้องลดราคาสินค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น
  • ระยะเวลาชำระหนี้ที่ยาวขึ้น หากบริษัทใช้เวลานานขึ้นในการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้การค้า อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งอาจทำให้บริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ตรงเวลา และอาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์กับคู่ค้า
หุ้นเสี่ยง

4. การประเมินมูลค่าสินทรัพย์

  • การด้อยค่าของสินทรัพย์ เกิดขึ้นเมื่อมูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์สูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืนในอนาคต การรับรู้การด้อยค่าเป็นสัญญาณว่าบริษัทอาจมีการลงทุนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น ลงทุนในโครงการที่ไม่สามารถสร้างรายได้ตามที่คาดการณ์ไว้ หรือมีต้นทุนในการดำเนินงานสูงเกินไป ซึ่งส่งผลให้ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ค่าความนิยม (Goodwill) เกิดขึ้นเมื่อบริษัทซื้อกิจการอื่นด้วยราคาสูงกว่ามูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์สุทธิที่ได้มา นักลงทุนควรระมัดระวังบริษัทที่มีค่าความนิยมสูง เพราะอาจบ่งชี้ว่าบริษัทจ่ายเงินซื้อกิจการในราคาสูงเกินไป หากบริษัทไม่สามารถสร้างผลตอบแทนจากการซื้อกิจการได้ตามที่คาดหวัง อาจต้องรับรู้การด้อยค่าของค่าความนิยมในอนาคต เพื่อประเมินความคุ้มค่าของการซื้อกิจการ นักลงทุนควรพิจารณา ROA ของบริษัททั้งก่อนและหลังการซื้อกิจการ หาก ROA ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นสัญญาณว่าการซื้อกิจการนั้นไม่ประสบความสำเร็จ

5. การใช้เงินกู้ยืม

  • ขนาดของหนี้สิน อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) แสดงถึงสัดส่วนของเงินทุนที่มาจากหนี้สินเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น โดยทั่วไปแล้ว ค่า D/E Ratio ที่ต่ำกว่าบ่งบอกถึงความเสี่ยงทางการเงินที่น้อยกว่า
  • ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) แสดงถึงความสามารถของบริษัทในการจ่ายดอกเบี้ยจากกำไร โดยทั่วไปแล้ว ค่าที่ต่ำกว่าบ่งบอกถึงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยที่ดีกว่า
  • อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยที่พิจารณาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน แสดงถึงความสามารถของบริษัทในการจ่ายดอกเบี้ยจากกระแสเงินสดที่ได้จากการดำเนินธุรกิจหลัก โดยทั่วไปแล้ว ค่าที่มากกว่า 1 บ่งบอกถึงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยที่เพียงพอ
  • ความสามารถในการชำระหนี้ อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ที่พิจารณาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน แสดงถึงความสามารถของบริษัทในการชำระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระภายในหนึ่งปี โดยทั่วไปแล้ว ค่าที่มากกว่า 1 บ่งบอกถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...