โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทรนด์การทำงานแบบยืดหยุ่น กับ Smart Workplace

CREATIVE TALK

อัพเดต 25 ต.ค. 2564 เวลา 15.13 น. • เผยแพร่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 14.51 น. • Creative Talk Team

โดยปกติแล้วเราใช้เวลามากกว่าครึ่งวันอยู่ในที่ทำงาน สถานที่ทำงานจึงเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานของพนักงานไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ช่วงหลังองค์กรส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนที่ทำงานธรรมดา ๆ ให้กลายเป็น Smart Workplace โดยแนวความคิดดังกล่าวมุ่งเน้นการจัดการที่ทำงาน (Work Environment) ให้สะดวกสบายและส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่ดีโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วย วันนี้คุณลิ้งค์ จอมทรัพย์ สิทธิพิทยา CEO และ Co-Founder EXZY และคุณแฮม พิทักษ์ เหล่าแสงงาม Head of Digital Transformation จาก PTTGC จะมาอธิบายภาพรวมของ Smart Workplace หรือ Smart Office ให้พวกเราได้รู้จักกัน

Smart Workplace / Office ช่วยการทำงานได้อย่างไร

Smart Office คือการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาปรับปรุงพื้นที่การทำงานโดยรวม ลดขั้นตอนต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น ช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นการหลอมรวมระหว่าง บุคลากร (People) สถานที่ (Place) และกระบวนการ (Process) โดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ เช่น ระบบการจองห้องประชุม การเช็คอินเข้าทำงานด้วยระบบสแกนใบหน้า รวมไปถึงการออกแบบพื้นที่ทำงานให้ตอบโจทย์กับการทำงานของแต่ละแผนกแต่ละบุคคล เช่น แผนกที่ทำงานเอกสารก็อาจจะเหมาะกับการนั่งโต๊ะประจำที่ (Fixed Seat) ในขณะที่บางแผนกอาจจะมีลักษณะงานที่ไม่ต้องนั่งประจำที่โต๊ะตลอดเวลาก็สามารถเลือกนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ โดยผ่านระบบการจองโต๊ะแบบ Hot Seat ข้อดีของ Hot Seat นอกจากจะลดพื้นที่การทำงานและเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางแล้ว ยังทำให้พนักงานได้เจอคนจากหลากหลายแผนกมากขึ้น ส่งเสริมการเปิดรับไอเดียใหม่ และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้

วิกฤติบีบให้เราต้องปรับตัว

หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่ากระแส Smart Workplace เป็นผลพวงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ความจริงแล้วแนวความคิดเรื่อง Smart Workplace เกิดขึ้นก่อนหน้านี้หลายปี การระบาดของไวรัสเป็นเพียงปัจจัยเร่งให้เกิด Flexible Workplace ได้เร็วยิ่งขึ้น ก่อนหน้าโควิด คนยังสงสัยว่า WFH (Work From Home) หรือ WFA (Work From Anywhere) ทำได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ ๆ ที่ยังไม่เชื่อว่าจะทำได้ จนกระทั่งเกิดการแพ่ระบาดของโควิด สถานการณ์บังคับให้คนส่วนใหญ่ต้องทำงานแบบ WFH ผลปรากฎว่าทุกคนต่างก็ปรับตัวเข้ากับการทำงานทางไกล การประชุมแบบ Virtual Conference ได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามปัญหาที่ตามมาจากการทำงานแบบ WFH คือ เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรครั้งใหญ่และการมีส่วนร่วมของคนในองค์กร (Engagement) ลดลง เมื่อคลายล็อกดาวน์แล้ว ก็มีคนสองกลุ่ม กลุ่มที่ยังอยาก WFH และกลุ่มที่อยากกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ แต่ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหน สิ่งที่องค์กรต้องเตรียมพร้อมคือ การสร้าง Hybrid Workplace (แบ่งการทำงานทั้งที่ออฟฟิศและที่บ้าน) เพื่อรองรับทั้งความต้องการของคนในองค์กร และรองรับวิกฤติการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

ประสบการณ์การทำงานในยุคโควิดแบบไร้รอยต่อ

คำถามสำคัญก็คือ เมื่อองค์กรเปลี่ยนเป็นแบบ Hybrid / Flexible Workplace แล้วจะจัดการอย่างไรให้ลงตัว ไม่ว่าจะอยู่บ้านหรืออยู่จุดไหนในออฟฟิศก็สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของ ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และต้นทุนบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม

ก่อนอื่นองค์กรต้องสำรวจว่าพนักงานแต่ละแผนกมีความต้องการเหมือนกันหรือเปล่า ค่อย ๆ ทดลองหาความสมดุลนั้น เพื่อค้นหาว่าสิ่งที่องค์กรคิดว่าใช่เป็นเรื่องที่ใช่สำหรับพนักงานไหม จากนั้นเริ่มวิเคราะห์โจทย์ที่ควรแก้ไขว่าอันไหนเป็น “Quick Wins or Low Hanging Fruits” เพราะการจัดการที่เริ่มจากแก้ปัญหาที่เห็นผลทันทีก่อนจะให้งานเดินไม่สะดุด แล้วจึงค่อย ๆ ทยอยปรับปรุงด้านอื่นไปเรื่อย ๆ 

Fixed Seat VS Hot Seat เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปรับที่ทำงานให้เป็น Hybrid / Flexible Workplace ถึงแม้ว่าประเทศในแถวเอเชียตะวันออก รวมถึงประเทศไทย จะมีความยุ่งยากในการนำไปปฏิบัติเพราะอุปสรรคด้าน “ความอาวุโส” ในที่ทำงาน อาจทำให้พนักงานบางคนไม่กล้าไปนั่งที่ที่ตัวเองจองผ่านระบบไว้ เพียงเพราะ “รุ่นพี่” เอาของมาวางก่อน หรือมานั่งก่อน แต่ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่แต่ละองค์กรต้องค่อย ๆ ปรับเปลี่ยน

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในช่วงนี้คือ องค์กรควรนำเทคโนโลยีมาช่วยส่งเสริมสุขอนามัยในที่ทำงานเพื่อตอบรับสถานการณ์โควิด เช่น การตั้งระบบทำความสะอาดห้องในเวลาที่ไม่มีคนอยู่ในห้อง การใช้พื้นที่สัมผัสร่วมให้น้อยลง การจัดการความหนาแน่นของพื้นที่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมความมั่นใจในการมานั่งทำงานที่ทำงานมากขึ้นด้วย 

ความจริงแล้ว Smart Workplace สามารถเกิดขึ้นได้ในทุก ๆ ที่ ไม่ว่าพนักงานจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พนักงานสามารถเชื่อมต่อกันได้แบบไม่มีสะดุดผ่านระบบเครือข่ายที่เข้าถึงได้ง่าย และปลอดภัย ไม่ต้องกลัวโดนแฮค หรือข้อมูลสูญหายระหว่างทาง

อนาคตของ Smart Workplace

ในอนาคตพื้นที่ที่ทำงานจะเล็กลง เกิดรูปแบบ Internal Co-Working Space ภายในแต่ละองค์กรมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่องค์กรเคยต้องใช้ Co-Working Space ข้างนอกก็กลายมาเป็นสร้างพื้นที่ร่วมภายในออฟฟิศเอง จากนั้นพัฒนาไปเป็น Satellite Office คือขนาดของสำนักงานใหญ่ (Headquarter) จะเล็กลง กระจายแหล่งทำงานให้ครอบคลุมมากขึ้น คนในองค์กรไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการเดินทางมากนัก หรืออาจจะพัฒนาไปถึงแบบ Connected Office ที่ซึ่งคนจากหลายองค์กรแชร์พื้นที่ออฟฟิศร่วมกัน   

เรื่องของการจัดการพื้นที่ที่ทำงานอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยและเป็นเพียงปัจจัยภายนอก แต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่สำคัญและมีผลต่อการทำงานของพนักงานโดยตรง ดังนั้นโจทย์สำคัญสำหรับองค์กรยุคใหม่คือ ทำอย่างไรพนักงานจะมีความสุข อยากทำงานให้กับองค์กร หรือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่มีรูปแบบ “One size fits all.” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่แต่ละองค์กรต่างก็ต้องค้นหารูปแบบ Smart Workplace เฉพาะตัวของตัวเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...